ดวงดีหรือดวงร้าย? จะตอบอย่างไร? : กรณีศึกษาเมื่อครั้งสมเด็จพระปิยมหาราชขึ้นครองราชย์

เมื่อเริ่มปีใหม่ทุกๆปี คนจำนวนมากก็อยากรู้ว่า ปีใหม่นี้ ดวงของเราจะดีหรือร้าย? หลายคนเริ่มหาคำทำนายของหมอดูชื่อดังที่จะมาบอกว่า ราศีไหนโชคดี ราศีไหนโชคร้าย คนเกิดปีไหนเป็นปีชง คนจำนวนมากอยากได้คำทำนายสั้นๆว่า ตกลงปีนี้ดวงดีหรือดวงร้าย?

ในฐานะนักโหราศาสตร์ อยากจะบอกว่า หลายครั้งมันไม่ได้พยากรณ์ง่ายอย่างนั้น ชีวิตคนเรามีความซับซ้อน มีดีมีร้าย มีขึ้นมีลง ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ มีสรรเสริญมีนินทา มีสุขมีทุกข์ ปนเปกันไป การวิเคราะห์ดวงชะตาคนเรา ถ้าจะให้เกิดประโยชน์กันจริงๆ ก็ต้องดูวิเคราะห์เป็นรายคน

เวลานักโหราศาสตร์พยากรณ์ดวงดีดวงร้ายอย่างง่ายๆ มักใช้ดาวเคราะห์สำคัญ 2 ดวงในการพยากรณ์ นั่นคือ ดาวพฤหัส ดาวประธานฝ่ายดี กับดาวเสาร์ ดาวประธานฝ่ายร้าย ถ้าพฤหัสโคจรมาถึงจุดเจ้าชะตาก็ทายไปคร่าวๆว่า ดวงดี ถ้าเสาร์โคจรมาถึงจุดเจ้าชะตา ก็ทายไปว่า ดวงไม่ดี ซึ่งหลายครั้งก็เป็นอย่างนั้น แต่หลายครั้งดาวทั้งสองดวงก็มาพร้อมๆกัน เรื่องราวก็ย่อมซับซ้อนขึ้น

อ.วิโรจน์ กรดนิยมชัย อาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาโหราศาสตร์ยูเรเนียนให้ผม ได้สอนไว้ว่า ดาวทุกดวงมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ดาวพฤหัสมีลักษณะของการขยายตัว เพิ่มพูน คนจึงรู้สึกว่าเป็นดาวที่ดี แต่ด้านลบของดาวพฤหัสคือ การขยายตัวมากเกินไปคือ ความโลภที่นำไปสู่ความล้มเหลวในเวลาต่อมา หรือคนเป็นโรคร้ายอยู่ เจอดาวพฤหัสเข้าไปกลายเป็นโรคกระจายไปทั่วได้ ส่วนดาวเสาร์ คือภาวะการถูกจำกัด การหดตัว คนจึงรู้สึกว่าเป็นทุกข์ แต่ด้านดีของเสาร์คือ ความอดทน ความขยัน ความมุ่งมั่น ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้

เราลองมาดูตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ ๕ ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ด้วยวัยเพียง ๑๕ พรรษา คนทั่วไปมักมองเหตุการณ์เช่นนี้ว่า เป็นช่วงดวงดี เพราะได้เลื่อนขั้นเป็นถึงพระมหากษัตริย์ แต่หารู้ไม่ว่า พระองค์ท่านต้องเผชิญกับความทุกข์มากมายแค่ไหนในช่วงเวลานั้น

ในพระราชหัตถเลขาที่รัชกาลที่ ๕ ทรงลิขิตไปถึงสมเด็จเจ้าฟ้าพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ได้ทรงเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ว่า

“คำซึ่งกล่าวว่า ได้รับสิริราชสมบัติเป็นคำไพเราะจริงหนอ เพราะสมบัติย่อมเป็นที่ปรารถนาของบุคคลทั่วหน้า…
แต่ความจริงหาเป็นเช่นความคาดหมายของคนทั้งปวงดังนั้นไม่ เวลาซึ่งกล่าวมาแล้ว อันจะพูดตามคำไทยอย่างเลวๆ ว่ามีบุญขึ้นนั้น ที่แท้เป็นผู้มีกรรมและมีทุกข์ยิ่งขึ้น ดังต่อพ่อได้เป็นมาเอง…
ส่วนตัวพ่อเองยังเป็นเด็กอายุเพียงเท่านั้น ไม่มีความสามารถรอบรู้ในราชการอันใดที่จะทำการตามหน้าที่แม้แต่เพียงเสมอเท่าที่ทูลกระหม่อมทรงประพฤติมาแล้วได้ ยังซ้ำเจ็บเกือบจะถึงแก่ความตาย อันไม่มีผู้ใดสักคนเดียวซึ่งจะเชื่อว่าจะรอด ยังซ้ำถูกอันตรายอันใหญ่ คือทูลกระหม่อมเสด็จสวรรคต ในขณะนั้นเปรียบเสมือนคนที่ศีรษะขาดแล้ว จับเอาแต่ร่างกายขึ้นตั้งไว้ในที่สมมติกษัตริย์เหลือที่จะพรรณนาถึงความทุกข์อันต้องเป็นกำพร้าในอายุเพียงเท่านั้น และความหนักของมงกุฎอันเหลือที่คอจะทานไว้ได้ ถึงมีศัตรูซึ่งมุ่งหมายอยู่โดยเปิดเผยรอบข้างทั้งภายในภายนอกเอาทั้งในกรุงเองและต่างประเทศ ทั้งโรคภัยในกายเบียดเบียฬแสนสาหัส เพราะฉะนั้น พ่อจึงถือว่าวันนั้นเป็นวันเคราะห์ร้ายอย่างยิ่งอันตั้งแต่เกิดมาพึ่งจะได้มีแก่ตัว…”

เราลองมาวิเคราะห์ดวงพระราชชาตาของพระองค์ท่านในช่วงเวลานั้นกัน โดยใช้หลักโหราศาสตร์ยูเรเนียน บนจานคำนวณ 90 องศา

ขณะนั้น ดาวเสาร์บวกโค้งสุริยยาตร์ (Sa v1) ไปเท่ากับ ดาวพฤหัสกำเนิด แปลง่ายๆว่า ความทุกข์ความพลัดพรากนำไปสู่ความก้าวหน้า ส่งผลให้ เมื่อพระองค์ต้องทุกข์โทมนัสกับการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ ๔ พระราชบิดาของพระองค์เมื่อ ๑ ตุลาคม  อีกทั้งพระองค์เองก็ประชวรหนักเช่นกันถึงขั้นตอนสรงน้ำพระบรมศพรัชกาลที่ ๔ พระองค์เสด็จดำเนินยังไม่ได้ ต้องทรงพระเสลี่ยงเก้าอี้หามเข้าไปถึงข้างใน (ตามอิทธิพลดาวเสาร์) แม้อยู่ในภาวะทุกข์ขนาดนั้น พระองค์ก็ได้รับสิริราชสมบัติขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๕​ แห่งราชวงศ์จักรี (ตามอิทธิพลดาวพฤหัส)

หากเราวิเคราะห์ดวงพระราชชาตาให้ลึกลงไปแบบโหราศาสตร์ยูเรเนียน เราสามารถตั้งจุด พระมหากษัตริย์/ผู้นำประเทศได้จาก ศูนย์รังสี อาทิตย์/โครโนส ทำมุมเท่ากับ เมอริเดียน/เสาร์ หมายความว่า เมื่อพระองค์ขึ้นเป็นผู้นำประเทศ ต้องประสบกับความทุกข์ความพลัดพรากไปพร้อมกัน

จะเห็นได้ว่า การบอกว่า ดวงดี ดวงร้าย นั้น ทำได้ไม่ง่ายนัก ต้องวิเคราะห์หลายแง่หลายมุม โดยเฉพาะดวงกำเนิด เพราะหลายๆคน พื้นดวงบอกไว้ว่า ความสำเร็จ (พฤหัส) มาพร้อมกับข้อจำกัด (เสาร์) เวลาได้ลาภก็มีความทุกข์พ่วงมาด้วย ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมักให้คำแนะนำว่า อยากได้ความสำเร็จ (พฤหัส) ก็ต้องอดทนขยันหมั่นเพียร (เสาร์) แต่หากมัวแต่เพลิดเพลินกับโชคลาภความสำเร็จ (พฤหัส) สุดท้ายอาจต้องพบกับความทุกข์ (เสาร์) แทน

***************************************
โดย พัลลาส Pallas@horauranian.com
15 มกราคม 2561
***************************************

คัมภีร์เตตราบิโบลส ต้นธารของโหราศาสตร์ไทยและยูเรเนียน

โดย พัลลาส (Pallas@horauranian.com)
เขียนเมื่อ สิงหาคม 2553
เพื่อลงในหนังสืองานวันโหรจรัญ ประจำปี 2553

เมื่อ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมกิจกรรม “๓๒๕ ปี จันทรุปราคาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” กับสมาคมดาราศาสตร์ไทยและมูลนิธิสมาคมโหรฯ ตอนนั้นผมได้ถือหนังสือ “Tetrabiblos” ติดมือไปด้วย ระหว่างนั่งคุยกัน ผมได้เกริ่นกับอาจารย์อารี สวัสดี และอาจารย์พลังวัชร์ว่ากำลังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ โดยคิดไว้ว่าอยากแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยเพื่อให้นักโหราศาสตร์ไทยที่อาจไม่ถนัดภาษาต่างประเทศได้อ่านกัน เพราะถือว่าเป็นตำราโหราศาสตร์คลาสสิคตลอดกาล อาจารย์อารี ท่านจึงได้ให้คำแนะนำว่า คัมภีร์นี้เป็นที่มาของโหราศาสตร์ทั้งไทย อินเดีย และฝรั่ง เป็นคัมภีร์ที่น่าศึกษา ต่อมา เมื่อใกล้ถึงงานวันโหรจรัญปีนี้ อาจารย์อารีท่านจึงบอกผมว่า น่าจะเขียนเรื่อง Tetrabiblos เป็นบทความลงในหนังสืองานวันโหรจรัญด้วย จึงเป็นที่มาของบทความนี้

คัมภีร์เตตราบิโบลส (Tetrabiblos) เป็นคัมภีร์ที่เขียนขึ้นโดยทอเลมี (Ptolemy) ปรมาจารย์ด้านคณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ และโหราศาสตร์ของโลก เมื่อสองพันปีก่อน คนไทยมักจะคุ้นกับชื่อของท่านว่า ปโตเลมี มากกว่า ทอเลมี เข้าใจว่าเป็นเพราะแปลงจากตัวอักษรอังกฤษเป็นไทยโดยตรง แต่หากทับศัพท์ด้วยการอ่านออกเสียงในภาษาอังกฤษแล้ว ต้องอ่านว่า ทอเลมี รวมถึงในพจนานุกรมศัพท์ดาราศาสตร์อังกฤษ-ไทยของสมาคมดาราศาสตร์ก็ระบุว่า ทอเลมี ผมจึงตัดสินใจใช้คำว่า ทอเลมี ในบทความนี้

ptolemyทอเลมีเป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ในยุคโบราณ ท่านมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 100-178 (บ้างก็ว่า ค.ศ. 90-168) ว่ากันว่า ท่านเป็นชาวโรมันที่อยู่ในเมืองอเล็กซานเดรีย อียิปต์ งานเขียนของท่านครอบคลุมมีด้วยกันหลายเล่ม แต่ที่เกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์มีอยู่ 2 เล่ม นั่นคือ อัลมาเจสต์ (Almagest) ว่าด้วยการคำนวณตำแหน่งดวงดาว และเตตราบิโบลส (Tetrabiblos) ว่าด้วยการพยากรณ์ทางโหราศาสตร์ ผมเองนั้นไม่ถนัดนักเรื่องโหราศาสตร์ภาคคำนวณ จึงสนใจคัมภีร์เตตราบิโบลสมากกว่า

คัมภีร์เตตราบิโบลสนั้นแปลว่า คัมภีร์ 4 เล่ม มาจาก Tetra แปลว่า สี่, Biblos แปลว่า ตำราหรือคัมภีร์ ในคัมภีร์นี้จึงแบ่งเป็น 4 ภาคหรือ 4 เล่มตามชื่อคัมภีร์ เล่มแรกว่าด้วยพื้นฐานความรู้ต่างๆทางโหราศาสตร์ เช่น ดาวศุภเคราห์ บาปเคราะห์, เพศชาย-หญิง, กลางวัน-กลางคืน, ธาตุสี่, ตำแหน่งเกษตร อุจจ์ ฯลฯ เล่มที่สองเกี่ยวกับการพยากรณ์ดวงเมืองและประมุขของประเทศ รวมถึงเรื่องคราส เล่มที่สามและสี่ เป็นการพยากรณ์ดวงชะตาบุคคล เช่น การปรับแก้เวลาเกิด, บิดามารดา, พี่น้อง, ฝาแฝด, การแต่งงาน, อาชีพการงาน, เพื่อนและศัตรู, การเดินทาง, ความตาย, ความมั่งคั่งร่ำรวย, ฯลฯ

เมื่อผมได้อ่านคัมภีร์เล่มนี้แล้ว ผมรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของทอเลมี เพราะความรู้โหราศาสตร์ที่ผมได้ศึกษาเล่าเรียนในปัจจุบันต่างก็มีรากฐานมาจากคัมภีร์เตตราบิโบลสด้วยกันทั้งสิ้น ผมเคยพูดเล่นๆกับเพื่อนว่า กว่า 70-80% ของความรู้โหราศาสตร์ในโลกปัจจุบันมาจากความรู้ของโหรยุคทอเลมี พูดอีกแง่หนึ่งก็คือ ตลอดระยะเวลา 2,000 ปีที่ผ่านมา โลกโหราศาสตร์สามารถพัฒนาองค์ความรู้โหราศาสตร์เพิ่มเพียง 20-30% เท่านั้นเอง

อาจารย์อารี ท่านเคยสอนเอาไว้ว่า รากฐานของโหราศาสตร์ไทยนั้นมาจากโหราศาสตร์สมัยกรีก โดยมีร่องรอยให้สืบสาวได้จากคัมภีร์สุริยยาตร์ และคัมภีร์เตตราบิโบลส สำหรับคัมภีร์สุริยยาตร์นั้น คงต้องไปถามผู้เชี่ยวชาญคัมภีร์สุริยยาตร์อย่าง อ.พลังวัชร์ แต่เท่าที่ผมอ่านอ่านคัมภีร์เตตราบิโบลส ก็เห็นหลักฐานความเป็นต้นธารของความรู้จากเมืองอเล็กซานเดรีย มาสู่โหราศาสตร์ในโลกปัจจุบันชัดเจน

ในคัมภีร์เตตราบิโบลส เล่มแรก เริ่มด้วยการประกาศแยกโหราศาสตร์ออกเป็น 2 แขนง คือโหราศาสตร์ภาคคำนวณ และโหราศาสตร์ภาคพยากรณ์ อิทธิพลจากคำประกาศของทอเลมีตรงนี้ ทำให้โหราศาสตร์ก็แบ่งเป็นสองแขนงใหญ่ๆจนกระทั่งทุกวันนี้ ทอเลมีเองก็ได้แยกความรู้สองสายนี้ออกเป็น คัมภีร์อัลมาเจสต์ สำหรับโหราศาสตร์ภาคคำนวณ และคัมภีร์เตตราบิโบลส สำหรับโหราศาสตร์ภาคพยากรณ์

คำประกาศในบทต่อมาของทอเลมีเป็นการนำโหราศาสตร์เข้าสู่ความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง โดยบอกว่า โหราศาสตร์ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการดลบันดาลของเทพเจ้าทั้งหลาย แต่ความเชื่อมโยงของปัจจัยบนฟากฟ้ากับมนุษย์บนโลกที่เป็นหลักการพื้นฐานของโหราศาสตร์นั้นมาจากอิทธิพลของมหาภูตรูปหรือธาตุทั้งสี่ นั่นคือ ไฟ ดิน ลม น้ำ เมื่อมนุษย์เกิดมา ก็ซึมซับเอาคุณสมบัติของสภาพแวดล้อม ณ ขณะนั้น มาเป็นแผนที่ชีวิตของตน หาได้มาจากการดลบันดาลของเทพเจ้าใดๆไม่ ทอเลมีได้อธิบายเรื่องธาตุทั้งสี่ค่อนข้างละเอียด โดยบอกว่ามาจากคุณสมบัติพื้นฐาน 2 คู่ นั่นคือ ร้อน-เย็น และ ชื้น-แห้ง เรื่องธาตุทั้งสี่เป็นพื้นฐานของโหราศาสตร์ยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโหราศาสตร์ไทย หรือสากล ในตำราของพลตรีประยูร พลอารีย์ ก็ได้กล่าวถึงความสำคัญของเรื่องธาตุไว้อย่างละเอียดและพิสดาร โหรใดไม่เข้าใจธาตุทั้งสี่ ก็ถือว่าขาดพื้นฐานสำคัญของวิชานี้ไปอย่างน่าเสียดาย

เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นความเป็นต้นธารของเตตราบิโบลสที่ส่งต่อมายังโหราศาสตร์ยุคปัจจุบัน ผมจึงขอยกตัวอย่างคำสอนบางส่วนของทอเลมีที่ส่งอิทธิพลต่อโหราศาสตร์มาถึงปัจจุบันมาเล่าให้ฟัง ที่บอกว่าบางส่วนไม่ใช่ทั้งหมดนั้น เพราะว่าคัมภีร์เตตราบิโบลสมีเนื้อหาค่อนข้างมาก แม้ว่าขนาดหนังสือไม่หนามากนัก แต่ประโยคที่เขียนขึ้นแต่ละประโยคนั้นแฝงความหมายไว้ลึกซึ้ง และต้องยอมรับว่าบางส่วนผมเองก็ยังอ่านไม่ทะลุเท่าไรนัก จึงสุดวิสัยที่จะนำมาเล่าทั้งหมด

เรื่องแรกที่ขอนำมาเล่า คือ การที่ทอเลมีได้แบ่งดาวเคราะห์ออกเป็น 3 พวก คือ ดาวศุภเคราะห์ (Benefics) หรือดาวที่ให้คุณ ได้แก่ ดาวพฤหัส ดาวศุกร์ ดาวจันทร์, ดาวบาปเคราะห์ (Malefics) หรือดาวให้โทษ ได้แก่ ดาวอังคาร และดาวเสาร์, และดาวอัพยากฤต หรือดาวที่เป็นกลาง ได้แก่ อาทิตย์ กับดาวพุธ นี่เป็นรากฐานของการพยากรณ์มาถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม โหราศาสตร์ในโลกยุคใหม่ได้พัฒนาหลักการนี้จนยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ดาวทุกดวงต่างมีด้านดีและด้านร้ายด้วยกันทั้งสิ้น เหมือนเหรียญมีสองด้าน ดาวอังคารแม้อาจให้โทษในแง่ความขัดแย้ง แต่ก็ให้คุณในแง่ความขยันขันแข็ง ตรงนี้หากเรากลับไปอ่านคัมภีร์เตตราบิโบลสให้ละเอียด เราจะพบว่า ทอเลมีได้ให้เหตุผลว่าทำไมดาวดวงนี้ถึงเป็นบาปเคราะห์ หรือทำไมดาวดวงนี้ถึงเป็นศุภเคราะห์ เช่น ดาวเสาร์เป็นบาปเคราะห์เพราะให้คุณสมบัติเย็นเกินไป, อังคารนั้นแห้งเกินไป ส่วนดาวพฤหัสนั้นให้ความอบอุ่นที่พอดีจึงเป็นดาวศุภเคราะห์ เป็นต้น เมื่อเข้าใจตรงนี้แล้ว ก็จะพบว่า สิ่งที่ทอเลมีสอนไม่ได้ต่างอะไรในเชิงปรัชญากับโหราศาสตร์ยุคใหม่เลย

ต่อมา คือเรื่องเพศ ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ทอเลมีได้เขียนไว้ นั่นคือ ธรรมชาตินั้นมี 2 เพศ คือ ชายและหญิง โดยอาทิตย์ เสาร์ พฤหัส และอังคาร เป็นเพศชาย จันทร์ และศุกร์ เป็นเพศหญิง ส่วนดาวพุธนั้นไม่แบ่งเพศ รวมถึงได้กล่าวถึงเรื่อง กลางวัน-กลางคืน กลางวันนั้นให้ความร้อนและพลังงานจึงเป็นเพศชาย ส่วนกลางคืนให้ความชุ่มชื้นและการพักผ่อนจึงเป็นเพศหญิง พื้นฐานข้อนี้มีอยู่ในทั้งโหราศาสตร์ไทย สากล และยูเรเนียน เช่นเดียวกับเรื่องธาตุทั้งสี่นั่นเอง

ทอเลมีเป็นโหราจารย์ยุคแรกๆที่แบ่งจักรราศีออกตามฤดูกาล หรือเรียกกันในปัจจุบันว่า จักรราศีแบบสายนะ (Tropical Zodiac) โดยกล่าวถึงการแบ่งฤดูกาลเป็น 4 ฤดูในแต่ละปี ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ทอเลมีระบุว่า จุดวสันตวิษุวัต (Vernal Equinox) เป็นจุดเริ่มต้นของราศีเมษ เพราะความชุ่มชื้นของฤดูใบไม้ผลิก่อให้เกิดจุดเริ่มต้นของจักรราศี นี่ชี้ให้เห็นชัดเจนในความเป็นต้นธารมาสู่โหราศาสตร์ฝั่งตะวันตก รวมถึงยูเรเนียน ในปัจจุบัน

เรื่องมุมสัมพันธ์ก็เช่นกัน ทอเลมีได้อธิบายในเตตราบิโบลสไว้ละเอียดเกี่ยวกับการนำเรขาคณิตมาอธิบายโครงสร้างความสัมพันธ์ของมุมในวงกลม จนกลายเป็นความสัมพันธ์เชิงมุม 5 แบบ คือมุมกุม (Conjunct 0°), มุมเล็ง (Opposite 180°), มุมตรีโกณ (Trine 120°), มุมฉาก (Square 90°) และมุมโยค (Sextile 60°) มุมทั้งห้านี้ ปัจจุบันเรียกกันว่า มุมทอเลมี (Ptolemaic Aspects) และเป็นหลักสำคัญของโหราศาสตร์ยุคปัจจุบัน ในโหราศาสตร์ไทยนั้น การดู ดวงอีแปะ ก็จะเน้นการทำมุม 5 แบบนี้เช่นกัน โดยมุมอีก 2 มุมที่เหลือ คือมุมปลายหอก (Inconjunct 150°) และมุมขนาบ (Semi-Sextile 30°) ถือว่าเป็นมุมรองลงไป ส่วนโหราศาสตร์สากลนั้นมีการพัฒนามุมรอง เช่น มุม 30°, 45°, 72°, 135°, 144°, 150° ฯลฯ ขึ้นมาในยุคกลาง แต่หลักใหญ่ก็ยังใช้มุมทอเลมีนั่นเอง จะมีแต่โหราศาสตร์ยูเรเนียนที่ท่านอัลเฟรด วิตเตอ พัฒนาขึ้นมาเท่านั้น ที่ให้อิทธิพลของมุม 0°, 180°, 90°, 45°, 135° หรือมุมแข็ง (Hard Aspects) โดดเด่นกว่ามุมตรีโกณหรือมุมโยค

สำหรับมุมปลายหอก (Inconjunct 150°) นั้น ทอเลมีได้แยกอธิบายออกมา 1 บทเป็นการเฉพาะ โดยระบุว่าเป็นมุมที่แตกต่างกัน (Inconjunct and Separated) เพราะมุมนี้แบ่งวงกลมจักรราศีออกเป็นส่วนที่ไม่เท่ากัน มุมนี้จึงไม่ได้รวมเข้าไปในมุมของทอเลมี

ทอเลมีได้จัดให้ดาวเคราะห์ครองราศีต่างๆ หรือเรียกกันว่า ดาวเกษตร โดยเริ่มต้นกำหนดให้จันทร์และอาทิตย์ครองราศีทางทิศเหนือสุดของโลก นั่นคือ ราศีกรกฎ (เพศหญิง) และราศีสิงห์ (เพศชาย) จากนั้นกำหนดให้ราศีจากสิงห์ถึงมกรเป็นอัฒจักรฝ่ายสุริยะ และให้ราศีจากกุมภ์ถึงกรกฎเป็นอัฒจักรฝ่ายจันทรา แล้วกำหนดให้ดาวเคราะห์ที่เหลือเป็นเกษตร 2 ราศี ครองทั้งราศีฝ่ายสุริยะและฝ่ายจันทรา เริ่มต้นจากดาวเสาร์ที่มีลักษณะหนาวเย็นจึงให้อยู่ไกลจากดาวที่มีแสงสว่างทั้งอาทิตย์และจันทร์มากที่สุด คือราศีมกรและกุมภ์ จากนั้นไล่ย้อนหลังกลับมาคือ ดาวพฤหัสครองราศีธนูและมีน ดาวอังคารครองราศีพิจิกและเมษ ดาวศุกร์ครองราศีตุลและพฤษภ สุดท้ายดาวพุธครองราศีกันย์และมิถุน การจัดดาวเคราะห์ครองเกษตร 2 ราศีเช่นนี้เป็นระบบที่ใช้มายาวนานจนกระทั่งถึงปัจจุบัน โหรไทยส่วนใหญ่ก็ยังใช้ดาวเกษตรสองราศีเช่นนี้เหมือนกับทอเลมี แม้ว่าเมื่อมนุษย์ค้นพบดาวมฤตยู เนปจูน พลูโต และโหรยุคใหม่ก็จัดให้ดาวทั้งสามดวงครองราศีต่างๆ แต่โหรไทยส่วนใหญ่และโหรสากลที่ใช้หลักกาลชะตา (Horary) แบบดั้งเดิมก็ยังคงนิยมดาวเกษตร 2 ราศีตามแบบของทอเลมีเมื่อสองพันปีก่อนเช่นเดิม

สำหรับดาวอุจจ์ (Exaltation) หรือบางครั้งก็นิยมเรียกว่า มหาอุจจ์ นั้น ทอเลมีอธิบายไว้ค่อนข้างละเอียดกว่าตำราโหราศาสตร์ทั่วไป เช่น อาทิตย์เริ่มโคจรปัดขึ้นเข้าสู่อัฒจักรภาคเหนือเมื่อเข้าราศีเมษ และเป็นจุดเริ่มต้นที่กลางวันยาวนานกว่ากลางคืน ทอเลมีจึงให้อาทิตย์เป็นอุจจ์ในราศีเมษ ฯลฯ โดยสรุปคือ ทอเลมีให้ อาทิตย์เป็นอุจจ์ในราศีเมษ เสาร์เป็นอุจจ์ในราศีตุล จันทร์เป็นอุจจ์ในราศีพฤษภ พฤหัสเป็นอุจจ์ในราศีกรกฎ อังคารเป็นอุจจ์ในราศีมกร ศุกร์เป็นอุจจ์ในราศีมีน และพุธเป็นอุจจ์ในราศีกันย์ การจัดดาวเคราะห์เป็นอุจจ์ในราศีต่างๆโดยทอเลมีนี้ก็ได้ส่งต่อมายังโหราศาสตร์ยุคปัจจุบันเช่นเดียวกับเรื่องดาวเกษตร

จุดเด่นประการหนึ่งของโหราศาสตร์ยูเรเนียนที่ท่านวิตเตอได้คิดค้นขึ้นมานั่นคือ การใช้กฎการสะท้อน (Antiscion) มาใช้อย่างพิสดาร ซึ่งท่านวิตเตอได้เคยชี้แจงต่อโหรยุคนั้นแล้วว่า สิ่งที่ท่านค้นพบไม่ได้เป็นของใหม่ แต่เป็นการแตกยอดออกจากตำราเตตราบิโบลสของทอเลมีนั่นเอง ผมได้ลองค้นดูพบว่า ทอเลมีได้กล่าวถึงอิทธิพลของดาวที่อยู่เดคลิเนชั่นเดียวกันแต่อยู่คนละด้านของเส้นศูนย์สูตร รวมถึงกล่าวถึงการสะท้อนจากแกนเมษ-ตุล และแกนกรกฎ-มกร ด้วย นั่นหมายถึงว่า เตตราบิโบลสก็มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อโหราศาสตร์ยูเรเนียนนั่นเอง นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงการนำจุดองคลาภ (Part of Fortune) ที่เป็นที่มาของพระเคราะห์สนธิ มาใช้ในการพยากรณ์ดวงชะตาอย่างพิสดารที่ทอเลมีอธิบายไว้ในเตตราบิโบลสเช่นกัน

ในเรื่องเรือนชะตานั้น ทอเลมีเองเขียนหลักการพยากรณ์โดยใช้เรือนชะตาไม่มากนัก ส่วนใหญ่การพยากรณ์ของทอเลมีจะเน้นไปที่การดูดาวเคราะห์ที่ให้อิทธิพลต่อเรื่องแต่ละเรื่องโดยตรงมากกว่า อย่างไรก็ตาม บางตอนของเตตราบิโบลส ทอเลมีได้อธิบายว่า เรือนที่ 1 เริ่มจากนับถอยหลังจากลัคนาไป 5 องศา และนับมา 30 องศา นั่นหมายความว่า เป็นเรือนชะตาแบบเท่า คือทุกเรือนมีความกว้างเท่ากับ 30 องศาทั้งหมด นอกจากนี้ โหราศาสตร์ในยุคกรีก (Hellenistic Astrology) มีการใช้เรือนชะตาแบบ Whole Signs อย่างแพร่หลาย เรือนชะตาแบบ Whole Signs นี้คือการที่ถือว่าเส้นแบ่งราศีคือเส้นแบ่งเรือน เรือนที่ 1 คือเรือนที่ ลัคนาสถิตอยู่ พูดง่ายๆคือเรือนชะตาแบบโหราศาสตร์ไทยนั่นเอง ข้อแตกต่างเล็กน้อยคือ โหรยุคโบราณมีการคำนวณเมอริเดียนใส่เข้าไปในดวงชะตาด้วย ซึ่งอาจทำให้เมอริเดียนไม่ได้อยู่ในเรือนที่ 10 ก็ได้ เรือนชะตาแบบ Whole Signs นี้ มีโหรต่างประเทศบางท่านเชื่อว่า เป็นระบบที่ทอเลมีใช้ แต่เท่าที่ผมอ่านในเตตราบิโบลส ก็ยังไม่เห็นว่าทอเลมีใช้ระบบดังกล่าว อีกทั้งโหรร่วมสมัยกับทอเลมีที่เขียนตำราเกี่ยวกับเรือนชะตาไว้ค่อนข้างมากก็คือ มาร์คัส มานิเลียส (Marcus Manilius) หากท่านใดสนใจเรื่องเรือนชะตาในยุคโบราณน่าจะไปค้นคว้าในคัมภีร์ Astronimica ของมานิเลียสมากกว่า

เท่าที่เล่ามานี้เป็นเพียงบางส่วนจากคัมภีร์เตตราบิโบลสเท่านั้น เนื้อหาในคัมภีร์ยังมีอีกมาก และเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ น่าศึกษา และสามารถนำมาต่อยอดให้กับโหราศาสตร์ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้ ผมขอหยิบยกมาเพียงเท่านี้ ซึ่งก็เพียงพอที่จะพิสูจน์แล้ว่า คัมภีร์เตตราบิโบลสเป็นต้นธารของโหราศาสตร์ไทยและยูเรเนียนจริงๆ และหวังไว้ว่า บทความนี้จะทำให้หลายๆท่านเริ่มสนใจศึกษาคัมภีร์เตตราบิโบลสเพื่อค้นหาเพชรน้ำเอกของโหราศาสตร์ร่วมกัน

ประวัติคาถาชินบัญชร

โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
14 สิงหาคม 2559

หากถามว่า คาถาใดบ้างที่นิยมสวดกันมากที่สุดในประเทศไทย คาถาชินบัญชรย่อมอยู่ในอันดับต้นๆอย่างแน่นอน คาถานี้ว่ากันว่า เป็นของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) วัดระฆังโฆสิตาราม พระมหาเถระผู้มีชีวิตในยุค ๕ แผ่นดินแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย อาจด้วยเหตุที่เล่าลือกันว่า คาถานี้จะช่วยคุ้มครองให้ผู้สวดปลอดภัยจากภยันตรายใดๆทั้งปวง เพราะเนื้อความในคาถาเป็นการอัญเชิญพระอรหันตเถระมาสถิตยังอวัยวะต่างๆของร่างกายและอัญเชิญพระปริตรทั้งหลายมาปกป้องรอบทิศ อย่างไรก็ตาม คาถานี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร กลับมีผู้ทราบไม่มากนัก

SomdejTo_SomdejNgan

จากหนังสือ ประวัติคาถาชินบัญชร เรียบเรียงโดย สุเชาวน์ พลอยชุม จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๙ (ต่อมาได้แก้ไขปรับปรุงและจัดพิมพ์อีกหลายครั้ง โดยฉบับที่อ้างอิงในบทความนี้คือ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๕ เมื่อปี ๒๕๔๓) ได้รวบรวมที่มาที่ไปของคาถานี้โดยละเอียด แม้ว่ายังไม่ได้หลักฐานข้อสรุปที่แน่นอน แต่พอเห็นภาพที่ชัดเจน จึงขอนำมาเล่าโดยสรุปดังนี้

คาถานี้เป็นที่แพร่หลาย ไม่เฉพาะในไทย แต่ยังแพร่หลายในพม่า และศรีลังกาอีกด้วย ในพม่าเรียกกันว่า “รตนาชวยใช่” แปลว่า กรงทองแห่งพระรัตนตรัย มีคาถา ๑๔ บท ส่วนในศรีลังกา มีการจัดพิมพ์อยู่ในหนังสือ The Mirror of the Dhamma (กระจกธรรม) ซึ่งพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ ของศรีลังกา (ตรงกับ พ.ศ.๒๕๐๓ ของไทย) เรียกว่า ชินบัญชร เช่นกัน แต่มีทั้งหมดคาถา ๒๒ บท โดย ๑๔ บทแรกตรงกับของไทยและพม่า (จำนวนบทตรงกัน แต่มีข้อแตกต่างในรายละเอียด)

คาถาชินบัญชรนี้ เจ้าประคุณสมเด็จฯโต ไม่ได้เป็นผู้รจนาขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่นำเอาคาถาที่มีมาแต่เดิมมาปรับปรุงแก้ไข ตัวคาถาเดิมนั้นเป็นที่แพร่หลายในหมู่ประชาชนทางเมืองเหนือมาแต่โบราณ รู้จักกันในนามว่า “สูตรเชยยเบงชร” หรือออกเสียงตามสำเนียงพื้นเมืองว่า “ไจยะเบงจร” มีการจดจารึกด้วยอักษรล้านนา ฉบับเก่าแก่ที่สุดที่สำรวจพบตอนนี้คือ ฉบับของวัดชัยมงคลเวียงใต้ จังหวัดน่าน เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๔ แต่คาถานี้เกิดมาก่อนหน้านั้น ไม่น้อยกว่า ๔๐๐ ปีมาแล้ว คุณสุเชาวน์ พลอยชุม สันนิษฐานว่า น่าจะแต่งขึ้นที่เมืองเชียงใหม่ อย่างช้าไม่เกินสมัยพระเจ้าติโลกราชมหาราช อย่างเร็วไม่เกินสมัยพระเจ้าอโนรธา นั่นคือ คาถานี้น่าจะแต่งขึ้น ระหว่าง พ.ศ. ๑๙๘๒-๒๑๕๐ และคงแต่งโดย พระเถระชาวล้านนาซึ่งไม่ปรากฏชื่อแน่ชัด เมื่อเป็นที่นิยมในล้านนา ก็ได้แพร่หลายไปในพม่าและศรีลังกา ต่อมา เจ้าประคุณสมเด็จฯ โต ได้นำมาปรับปรุงแก้ไขพร้อมเรียกชื่อเสียใหม่ว่า “ชินบัญชร” จนเป็นที่นิยมในไทย

ชาวเมืองเหนือมีความศรัทธาเชื่อถือในคาถานี้อย่างกว้างขวาง ใช้ในพิธีกรรมสำคัญต่างๆ เช่น สวดสืบชาตา ขึ้นบ้านใหม่ ขึ้นธาตุ ขึ้นถ้ำ สวดขอฝน นอกจากนี้ ยังนิยมเอาบางตอนของคาถานี้ (คือคาถาที่ ๑๐, ๑๑, ๑๒) มาเขียนย่อเป็นยันต์ลงในแผ่นกระดาษหรือแผ่นผ้าขนาดสี่เหลี่ยมสำหรับติดที่ปลายเสาดั้งของบ้านเรือน โบสถ์ วิหาร เพื่อป้องกันฟ้าผ่า ไฟไหม้ เรียกว่า “ยันต์เทียนหัวเสา” บ้าง “ยันต์เสาดั้ง” บ้าง “ยันต์ฟ้าฟิก” บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทว่า “ระตะนัง ปุระโต อาสิ” ของคาถาชินบัญชรนั้นถือกันว่าเป็นหัวใจของคาถาชินบัญชร ถือกันในทางไสยศาสตร์ว่าขลังนัก เรียกกันว่า “คาถาตาลเหี้ยน” เพราะอยู่ยงคงกระพันถึงขนาดยิงจนยอดตาลเหี้ยนก็ไม่เป็นอันตราย

เนื่องจาก คาถาชินบัญชร ฉบับวัดระฆังโฆสิตาราม เป็นที่แพร่หลายในเมืองไทยมากอยู่แล้ว ผมขอนำคาถาชินบัญชร ฉบับปรับปรุงแก้ไขโดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ วัดบวรนิเวศวิหาร จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาลง ณ ที่นี้ (โดยพิมพ์เป็นตัวอ่านแบบไทยเพื่อความสะดวกในการสวด) เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย

คาถาชินบัญชร ฉบับปรับปรุงโดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

ก่อนสวด ให้ตั้ง นะโมฯ ๓ จบ

๑.ชะยาสะนะคะตาพุทธา  เชตะวามารังสวาหินิง
จะตุสัจจามะตะระสัง  เยปิวิงสุนะราสะภา

๒. ตัณหังกะราทะโยพุทธา  อัฏฐะวีสะตินายะกา
สัพเพปะติฏฐิตามัยหัง  มัตถะเกเตมุนิสสะรา

๓. สิเรปะติฏฐิโตพุทโธ  ธัมโมจะมะมะโลจะเน
สังโฆปะติฏฐิโตมัยหัง  อุเรสัพพะคุณากะโร

๔. หะทะเยเมอะนุรุทโธ  สารีปุตโตจะทักขิเณ
โกณฑัญโญปิฏฐิภาคัสมิง  โมคคัลลาโนสิวามะเก

๕. ทักขิเณสะวะเนมัยหัง  อาสุงอานันทะราหุลา
กัสสะโปจะมะหานาโม  อุโภสุงวามะโสตะเก

๖. เกสันเตปิฏฐิภาคัสมิง สุริโยวะปะภังกะโร
นิสินโนสิริสัมปันโน  โสภิโตมุนิปุงคะโว

๗. กุมาระกัสสะโปเถโร มะเหสีจิตตะวาทะโก
โสมัยหังวะทะเนนิจจัง  ปะติฏฐาติคุณากะโร

๘. ปุณโณอังคุลิมาโลจะ  อุปาลีนันทะสีวะลี
เถราปัญจะอิเมชาตา  นะลาเฏติละกามะมะ

๙. เสสาสีติมะหาเถรา  วิชิตาชินะสาวะกา
ชะลันตาสีละเตเชนะ  อังคะมังเคสุสัณฐิตา

๑๐. ระตะนังปุระโตอาสิ  ทักขิเณเมตตะสุตตะกัง
ธะชัคคังปัจฉะโตอาสิ  วาเมอังคุลิมาละกัง

๑๑. ขันโธโมระปะริตตัญจะ  อาฏานาฏิยะสุตตะกัง
อากาสัจฉะทะนังอาสิ  เสสาปาการะสัญญิตา

๑๒. ชินาณาขะละสังยุตเต  ธัมมะปาการะลังกะเต
วะสะโตเมจะตุกิจเจนะ  สะทาสัมพุทธะปัญชะเร

๑๓. วาตะปิตตาทิสัญชาตา  พาหิรัชฌัตตุปัททะวา
อะเสสาวินะยังยันตุ  อนันตะชินะเตชะสา

๑๔. ชินะปัญชะระมัชฌัฏฐัง  วิหะรันตังมะหีตะเล
สะทาปาเลนตุมังสัพเพ  เตมะหาปุริสาสะภา

อิจเจวะมัจจันตะกะโตสุรักโข
ชินานุภาเวนะชิตุปัททะโว
ธัมมนานุภาเวนะชิตาริสังโค
สังฆานุภาเวนะชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะปัญชะเร.

คำแปลคาถาชินบัญชร

๑. พระพุทธะทั้งหลายทรงชนะมารพร้อมทั้งเสนาพาหนะเสด็จสู่พระที่นั่งแห่งชัยชนะแล้ว พระพุทธะเหล่าใดเล่าทรงเป็นผู้ประเสริฐแห่งนรชน ทรงดื่มอมตรสแห่งสัจจะทั้ง ๔ แล้ว

๒. พระพุทธะทั้งหลาย ๒๘ พระองค์ มีพระตัณหังกร เป็นต้น ทรงเป็นพระนายกผู้นำโลก พระมุเนศวรจอมมุนี ทุกพระองค์นั้น ทรงสถิตประทับบนกระหม่อมแห่งข้าพระเจ้า

๓. พระพุทธะทั้งหลายทรงสถิตประทับบนศีรษะ พระธรรมสถิตประทับที่ดวงตาของข้าพระเจ้า พระสงฆ์ผู้เป็นบ่อเกิดแห่งคุณทั้งปวงสถิตประทับที่อุระของข้าพระเจ้า

๔. พระอนุรุทธะประทับที่หทัย พระสารีบุตรประทับที่เบื้องขวา พระโกณฑัญญะประทับที่เบื้องหลัง พระโมคคัลลานะประทับที่เบื้องซ้าย

๕. พระอานนท์และพระราหุลประทับที่หูเบื้องขวาของข้าพระเจ้า พระกัสสปะและพระมหานามทั้ง ๒ ประทับที่หูเบื้องซ้าย

๖. พระโสภิตผู้เป็นมุนีที่แกล้วกล้า ถึงพร้อมด้วยสิริเหมือนอย่างดวงอาทิตย์ส่องแสงสว่าง ประทับที่สุดผมส่วนเบื้องหลัง

๗. พระเถระผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ผู้มีวาทะอันวิจิตรชื่อพระกุมาระกัสสปะ ผู้เป็นบ่อเกิดแห่งคุณนั้น ประทับที่ปากของข้าพระเจ้าเป็นนิตย์

๘. พระเถระ ๕ พระองค์เหล่านี้ คือ พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ พระสีวลี เกิดเหมือนอย่างดิลก (รอยเจิม) ที่หน้าผากของข้าพระเจ้า

๙. พระมหาเถระทั้งหลาย ๘๐ ที่เหลือจากนี้ ผู้ชนะ ผู้เป็นสาวกของพระพุทธะผู้ทรงชนะ รุ่งเรืองอยู่ด้วยเดชแห่งศีลสถิตอยู่ที่อังคาพยพทั้งหลาย

๑๐. พระรตนสูตรประจุอยู่เบื้องหน้า พระเมตตสูตร ประจุอยู่เบื้องขวา พระธชัคคสูตรประจุอยู่เบื้องหลัง พระอังคุลิมาลสูตรประจุอยู่เบื้องซ้าย

๑๑. พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร เป็นเหมือนอย่างฟ้าครอบ พระสูตรปริตรทั้งหลายที่เหลือกำหนดหมายเป็นปราการ

๑๒. เมื่อข้าพระเจ้าอาศัยอยู่ด้วยกิจทั้ง ๔ อย่าง ในบัญชรแห่งพระสัมพุทธะ ประกอบด้วยลานเขตแห่งอาณาอำนาจแห่งพระพุทธะผู้ทรงชนะ ประดับด้วยปราการ คือ พระธรรม ทุกเมื่อ

๑๓. ขออุปัทวะ (เครื่องขัดข้อง) ทั้งภายนอกทั้งภายในทั้งหลาย ที่เกิดจากลมและน้ำดีเป็นต้น จงถึงความสิ้นไป ไม่มีเหลือด้วยเดชแห่งพระชินะผู้ไม่มีที่สุด

๑๔. ขอพระมหาบุรุษผู้เลิศกล้าทั้งหลายทั้งปวงนั้น โปรดอภิบาลข้าพระเจ้าผู้สถิตในท่ามกลางแห่งพระชินบัญชรอยู่บนพื้นแผ่นดินทุกเมื่อ

ข้าพระเจ้ามีความรักษาดี โดยทำให้ครบถ้วนทุกทางอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ขอจงชนะอุปัทวะด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธะผู้ทรงชนะ ชนะข้าศึกขัดข้องด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ อันอานุภาพแห่งพระสัทธรรมอภิบาล ประพฤติอยู่ในพระชินบัญชร เทอญ.

 

คาถาพระพุทธอุดมสมบูรณ์

โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
23 กรกฎาคม 2559

เป็นที่รู้กันในหมู่ลูกศิษย์ว่า สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหมฺคุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร องค์ปัจจุบัน ท่านนิยมสร้างพระกริ่งพระพุทธอุดมสมบูรณ์ ในวาระต่างๆ อยู่เสมอ ที่มาที่ไปของเรื่องนี้ มีเรื่องเล่ามาว่า

เมื่อปี ๒๕๓๓ ขณะสมเด็จพระวันรัตดำรงสมณศักดิ์ที่ พระราชสุมนต์มุนี ได้รับพระพุทธรูปงาแกะขนาดเล็ก ศิลปะแบบจีน จากเมืองซัวเถา สาธารณรัฐประชาชนจีน พระพุทธรูปองค์นี้แกะสลักจากงาช้างด้วยฝีมือช่างชั้นเยี่ยม เป็นพระพุทธรูปแบบขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย พระหัตถ์ซ้ายถือลูกแก้ว ลำพระองค์อวบอ้วน ประทับนั่งบนฐานบัวสองชั้น แสดงถึงความสุขสมบูรณ์ทางร่างกาย อันหมายถึงความมั่งมีและสมบูรณ์พร้อมด้วยความสุข พระเดชพระคุณท่านจึงได้ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระพุทธอุดมสมบูรณ์”

หลังจากนั้น พระเดชพระคุณท่านได้จัดสร้างพระกริ่ง ซึ่งจำลองแบบสร้างจากพระพุทธอุดมสมบูรณ์ อีกหลายต่อหลายรุ่น ซึ่งเรียกกันว่า “พระกริ่งพระพุทธอุดมสมบูรณ์” และจากรูปลักษณะขององค์พระที่มีลักษณะอวบอ้วนอุดมสมบูรณ์ จึงมักเรียกกันในบรรดาหมู่ลูกศิษย์ว่า “พระกริ่งปุ้มปุ้ย”

img_1575
พระพุทธอุดมสมบูรณ์ พระพุทธรูป ที่ วิหารพระพุทธอุดมสมบูรณ์ วัดคีรีวิหาร จ.ตราด

ในหนังสือ “ประวัติพระกริ่งพระพุทธอุดมสมบูรณ์” ตอนท้ายหนังสือ ได้ตีพิมพ์ คาถาบูชาพระพุทธอุดมสมบูรณ์ เอาไว้ ซึ่งคาถาดังกล่าวคือ ธรรมะว่าด้วย อริยทรัพย์ ๗ หรือ ทรัพย์อันประเสริฐ ๗ ประการ อันได้แก่

ศรัทธา (เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ เชื่อในกฎแห่งกรรม เชื่อในธรรมะของพระพุทธเจ้า),

ศีล (รักษากายวาจาให้ดี),

หิริ (ละอายต่อบาป),

โอตตัปปะ (เกรงกลัวต่อบาป),

สุตะ (การฟังธรรม รวมถึงการอ่าน),

จาคะ (บริจาคเพื่อลดตระหนี่)

และปัญญา (รู้จักเหตุและผลตามความเป็นจริง)

ท่านกล่าวเอาไว้ว่า ผู้ใดมีอริยทรัพย์ ผู้นั้นย่อมเป็นคนมั่งมี เป็นผู้ไม่จน ชีวิตย่อมไม่สูญเปล่า ทรัพย์อื่นใด หามาแล้วนำไปซื้ออย่างอื่นก็ย่อมหมดไป แต่อริยทรัพย์ ได้มาแล้วไปซื้อคุณธรรมอื่นๆ ก็ไม่มีวันหมดสิ้น

คาถาบูชาพระพุทธอุดมสมบูรณ์

(ตั้ง นะโม ๓ จบ)

สัทธาธะนัง สีละธะนัง หิริโอตตัปปิยัง ธะนัง

สุตะธะนัญจะ จาโค จะ ปัญญา เว สัตตะมัง ธะนัง

ยัสสะ เอตา ธะนา อัตถิ อิตถิยา ปุริสัสสะ วา

อะทะลิทโทติ ตัง อาหุ อะโมฆัง ตัสสะ ชีวิตัง ฯ

(๓ จบ)

สำหรับคำแปลของคาถานี้ ขอนำส่วนหนึ่งจากเทศนากัณฑ์ “อริยทรัพย์” โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เมื่อครั้งบรรพชาเป็นสามเณรพรรษาแรก ที่วัดเทวสังฆาราม จ.กาญจนบุรี เป็นเทศน์กัณฑ์แรกในชีวิตของพระองค์ท่าน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ ดังนี้

“ทรัพย์คือสัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ
ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญาเป็นที่ ๗
ทรัพย์เหล่านี้มีอยู่แก่บุคคลผู้ใด จะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม
บัณฑิตกล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้ไม่จน แลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้นั้นไม่เปล่า”

สมเด็จพระวันรัต ท่านเป็นพระเถระ ผู้ซึ่งสอนธรรมะแทรกลงไปในทุกเรื่องเสมอ ท่านเคยสอนผมว่า เวลาสวดมนต์ ให้เลือกสวดบทที่มีธรรมะด้วย จะได้ทั้งศรัทธาและปัญญาไปพร้อมกัน ดังนั้น พระเครื่องที่ท่านสร้างขึ้น จึงแฝงหลักการนี้ไปด้วย นั่นคือ คนส่วนใหญ่บูชาพระเครื่องด้วยศรัทธา หวังพึ่งอำนาจบารมีของพระเครื่องมาคุ้มครองและส่งเสริมตัวเรา ชื่อพระกริ่งพระพุทธอุดมสมบูรณ์ ก็เช่นกัน บรรดาลูกศิษย์ส่วนใหญ่ต่างบูชามุ่งหวังจะเคล็ดว่า บูชาพระแล้ว ตัวเราเองจะเกิดความอุดมสมบูรณ์ดังเช่นชื่อของพระ สมเด็จพระวันรัตจึงมอบคาถาอริยทรัพย์มาให้สวดบูชา เพื่อที่ผู้สวดจะได้รับธรรมะที่อยู่ใน อริยทรัพย์ ไปพร้อมกัน จะได้เกิด ปัญญา ที่จะมองเห็นว่า ทรัพย์สำคัญที่สุดที่เราควรสะสม ก็คือ อริยทรัพย์ นั่นเอง

 

 

พลังแห่งธาตุทั้ง 4 ในโดราเอมอน

โดย อ. กามล แสงวงศ์
23 กรกฎาคม 2559

การ์ตูนในดวงใจเรื่องหนึ่งของผมที่ตอน ม.ต้น ติดงอมแงมก็คือ โดราเอม่อน

จำได้ว่าตอนม.2 ที่ท่าบ่อ มีหนังเรื่องโดราเอม่อนตอนไดโนเสาว์ของโนบิตะที่ตื่นตาตื่นใจมาก เพราะสนุกและใหญ่โตอลังการตามประสาโรงหนัง

มาวันนี้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับธาตุทั้ง4จึงเห็นความเป็นธาตุอยู่ในบุคลิกของตัวละคร

โนบิตะ รายนี้ธาตุน้ำแน่ๆเพราะอ่อนไหว อ่อนแอ รักสบาย ขี้เกียจ ไม่ค่อยอดทน และชอบพึ่งพาคนอื่น แต่มีน้ำใจเหลือเฟือ

ไจแอ้น รายนี้ธาตุไฟ เจ้าอารมณ์ ชอบโชว์พลัง ชอบแสดงออก เชื่อมั่นตัวเองสูง ชอบการต่อสู้ แต่แพ้แม่ที่ธาตุไฟกว่า

ซูเนโอะ นี่ธาตุลมที่ชอบสนับสนุน เจ้าเล่ห์ รู้จักคนเยอะ ญาติมีทุกแห่งในโลกเลยมั๊ง ชอบพูดชอบแหย่

โดราเอม่อน ธาตุดิน ชอบทำตามกฎ มีข้าวของมาก ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเคร่งครัด อดทน

เมื่อทั้ง 4 ธาตุมาช่วยเหลือกันก็มักจะเอาชนะอุปสรรคต่างๆได้ในที่สุดเสมอ

จะต้อนรับวันเกิดของตัวเองอย่างไรจึงสอดคล้องกับโหราศาสตร์และธรรมะ

โดย Pallas (pallas@horauranian.com)
21 กุมภาพันธ์ 2550

ในทางโหราศาสตร์สากล (รวมถึงยูเรเนียนด้วย) เมื่อต้องการพยากรณ์เหตุการณ์ประจำปีของเจ้าชะตา จะมีวิธีการอยู่หลายวิธี เช่น ดูโค้งสุริยยาตร์ (Solar Arc), ดวงเหมายันต์สงกรานต์ (Capricorn Ingress) แต่มีวิธีการหนึ่งซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นดวงประจำปีเฉพาะตัวของเจ้าชะตา นั่นคือ ดวงทินวรรษ (Solar Return)

solar-return

ดวงทินวรรษนั้น คือดวงชะตาที่ผูกขึ้นจากเวลาที่อาทิตย์โคจรกลับมาอยู่จุดเดิมของแต่ละปี โดยจะส่งผลต่อเจ้าชะตาระหว่างวันเกิดปีนั้นจนถึงวันเกิดปีถัดไป วิธีการคำนวณนั้นจะมาจากการคำนวณย้อนกลับเพื่อหาเวลาที่อาิทิตย์มาสถิต ณ ราศี องศา และลิปดาเดียวกับอาทิตย์ในดวงกำเนิด และนำเวลามาผูกดวงชะตา ณ เวลานั้นของปีปัจจุบัน ซึ่งนักโหราศาสตร์สามารถคำนวณได้อยู่แล้ว แต่คนทั่วไปก็สามารถสอบถามโหรของท่านเพื่อคำนวณดวงทินวรรษในแต่ละปีให้ท่านก็ได้

อาจารย์วิโรจน์ กรดนิยมชัย เคยสอนผมในห้องเรียนโหราศาสตร์ว่า ดวงทินวรรษนอกจากจะใช้พยากรณ์เหตุการณ์ประจำปีแล้ว ยังช่วยให้เจ้าชะตาทำบุญวันเกิดได้ตรงวันด้วย เพราะความที่เราคำนวณเวลาที่อาทิตย์โคจรมาอยู่จุดเดิมเป็นสำคัญ ไม่ใช่วันเกิดตามสุริยคติที่เราจำกันมา เวลาจากดวงทินวรรษจึงน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมกว่าในการฉลองวันเกิด เพราะเป็นเวลาของดวงดาว ไม่ใช่เวลาที่มนุษย์สมมติขึ้น

จากหลักดังกล่าว ทำให้ผมคิดว่า การต้อนรับวันเกิดของเราน่าจะทำอะไรที่เป็นกุศลกรรมตามหลักชาวพุทธ เพื่อให้ชีวิตในปีถัดไปจะได้เจอแต่สิ่งที่ดี และตัวเราเองจะได้มีสติที่จะดำเนินชีวิตอีกด้วย คิดไปคิดมา ผมคิดว่าน่าจะสวดมนต์และนั่งสมาธิในเวลาที่คำนวณจากดวงทินวรรษจะดีที่สุด เพราะสะดวกและไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย ที่สำคัญการสร้างกุศลด้วยการสวดมนต์และนั่งสมาธิย่อมได้บุญที่ประณีตกว่าการให้ทานทั่วไป ดังนั้น วันเกิดในปีที่ผ่านมาของผม ผมจึงลางานครึ่งวันเช้า (ดวงทินวรรษของผมอยู่ในช่วงเช้า) เพื่อสวดมนต์และนั่งสมาธิก่อนที่จะมาทำงานตามปกติในช่วงบ่าย

ต่อมา ผมได้อ่านหนังสือ “A Time for Magick” ซึ่งเป็นตำราโหราศาสตร์ที่แต่งโดย Maria Kay Simms โหราจารย์ชาวสหรัฐอเมริกา มีบทหนึ่งกล่าวถึง พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับดวงดาว ตอนหนึ่งพูดถึงการบูชาพระอาทิตย์ และแนะนำให้บูชาในเวลาของดวงทินวรรษ โดยให้คาถาหรือมนต์บูชาพระอาทิตย์เป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย หลังจากอ่านแล้ว รู้สึกประทับใจ แต่ด้วยความเป็นชาวพุทธจึงไม่คิดจะนับถือบูชาที่พึ่งอื่นใดนอกจากพระรัตนตรัย จึงพยายามคิดว่าจะนำมาประยุกต์ใช้อย่างไรดี จึงค้นคว้าเพิ่มเติมจากหนังสือสวดมนต์หลายฉบับพร้อมทั้งตำรามนต์พิธีบูชานพเคราะห์ แล้วก็พบบทสวดมนต์ชื่อ “โมรปริตต์” เป็นคำตอบ

โมรปริตต์ หรือพรหมมนต์ เป็นบทสวดมนต์ว่าด้วยพระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นนกยูง ทรงจัดการอารักขาด้วยมนต์นี้ทำให้นายพรานผู้แม้พยายามอยู่เป็นเวลานานก็ไม่สามารถจะจับพระองค์ได้ มนต์บทนี้เป็นการกล่าวนมัสการพระอาทิตย์และสมณพราหมณ์ผู้รู้ในพระธรรมทั้งปวงขอให้มาคุ้มครอง ทั้งเมื่อเวลาอาทิตย์ขึ้นจะไปหากิน และเวลาอาทิตย์ตกที่จะพักอยู่ในรัง การสวดมนต์บทนี้ในวันเวลาทินวรรษน่าจะเป็นการสร้างมงคลสำหรับปีนั้นได้อย่างดี โดยวิธีการสวดอาจสวดตามกำลังของพระอาทิตย์ คือ 6 จบก็น่าจะเหมาะสม

ผมจึงขอคัดบทสวดมนต์บทนี้พร้อมคำแปล จากหนังสือ “สวดมนต์แปล ฉบับพระศาสนโสภน” ของมหามกุฏราชวิทยาลัย ดังนี้ครับ

เริ่มโมรปริตร

ปูเรนฺตมฺโพธิสมฺภาเร นิพฺพตฺตํ โมรโยนิยํ,

เยน สํวิหิตารกฺขํ มหาสตฺตํ วเนจรา.

จิรสฺสํ วายมนฺตาปิ เนว สกฺขึสุ คณฺหิตุ ํ,

พฺรหฺมมนฺตนฺติ อกฺขาตํ ปริตฺตนฺตมฺภณาม เห.

คำแปล

พวกพรานไพร แม้พยายามอยู่ช้านานไม่อาจนั่นเทียว เพื่อจะจับมหาสัตว์ ผู้บังเกิดแล้วในกำเนิดแห่งนกยูง ผู้ยังโพธิสมภารให้บริบูรณ์อยู่ มีความรักษาอันตนจัดแจงดีแล้ว ด้วยพระปริตรอันใด เราทั้งหลาย จงสวดปริตรอันนั้นที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า พรหมมนตร์ เทอญ.

โมรปริตร

อุเทตยญฺจกฺขุมา เอกราชา,

หริสฺสวณฺโณ ปฐวิปฺปภาโส.

ตํ ตํ นมสฺสามิ หริสฺสวณฺณํ ปฐวิปฺปภาสํ,

ตยชฺช คุตฺตา วิหเรมุ ทิวสํ.

เย พรฺาหฺมณา เวทคุ สพฺพธมฺเม,

เต เม นโม เต จ มํ ปาลยนฺตุ.

นมตฺถุ พุทฺธานํ นมตฺถุ โพธิยา,

นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา.

อิมํ โส ปริตฺตํ กตฺวา โมโร จรติ เอสนา.

อเปตยญฺจกฺขุมา เอกราชา

หริสฺสวณฺโณ ปฐวิปฺปภาโส.

ตํ ตํ นมสฺสามิ หรีสฺสวณฺณํ ปฐวิปฺปภาสํ,

ตยชฺช คุตฺตา วิหเรมุ รตฺตึ.

เย พฺรหฺมณา เวทคุ สพฺพธมฺเม,

เต เม นโม เต จ มํ ปาลยนฺตุ.

นมตฺถุ พุทฺธานํ นมตฺถุ โพธิยา,

นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา.

อิมํ โส ปริตฺตํ กตฺวา โมโร วาสมกปฺปยีติ.

คำแปล

พระอาทิตย์ เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราช มีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่างอุทัยขึ้นมา

เพราะเหตุนั้น ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง

ข้าทั้งหลาย อันท่านปกครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดวัน

พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงซึ่งเวทในธรรมทั้งปวง

พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้า

ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระโพธิญาณ

ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่วิมุตติธรรม

นกยูงนั้นได้กระทำปริตรอันนี้แล้ว จึงเที่ยวไปเพื่ออันแสวงหาอาหาร.

พระอาทิตย์นี้ เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราช มีสีเพียงดังสีแห่งทอง ย่อมอัสดงคตไป

เพราะเหตุนั้น ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง

ข้าทั้งหลาย อันท่านปกครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดคืน

พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงซึ่งเวทในธรรมทั้งปวง

พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้า

ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระโพธิญาณ

ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่วิมุตติธรรม

นกยูงนั้นได้กระทำปริตรอันนี้แล้ว จึงสำเร็จความอยู่แล.

เคที เพอร์รี่ ศิลปินสาว ผู้มีดาวรวมตัวกันอยู่ในจตุรางคดลเดียว

เคที เพอร์รี่ ศิลปินสาว ผู้มีดาวรวมตัวกันอยู่ในจตุรางคดลเดียว

โดย พัลลาส (Pallas@horauranian.com)
15 พ.ค. 2558

KatyPerryHoroscope
ดวงชะตา Katy Perry

เคที เพอร์รี่ (Katy Perry) นักร้องชื่อดังได้เปิดการแสดงคอนเสิร์ต The Prismatic World Tour ในประเทศไทยไปเมื่อคืนนี้ (14 พฤษภาคม 2558) ด้วยความโด่งดังของเธอทำให้บัตรชมคอนเสิร์ตกว่าหมื่นใบของเธอขายหมดภายในชั่วโมงครึ่ง ทำให้แฟนๆหลายคนผิดหวังที่ไม่สามารถหาซื้อบัตรคอนเสิร์ตเข้าไปชมเธอได้ ปีนี้ของเคที เพอร์รี่ จัดว่าเป็นปีที่ดีมากปีหนึ่งของเธอ เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา เธอได้รับเลือกเป็นศิลปินที่แสดงคอนเสิร์ตในช่วงพักครึ่งการแข่งขันซุปเปอร์โบวล์ครั้งที่ 49 โดยมีผู้ชมสูงถึง 118.5 ล้านคนซึ่งเป็นยอดสูงสุดในประวัติศาสตร์ของซุปเปอร์โบวล์

เรามาดูกันดีกว่าว่าดวงชะตาของเคทีน่าสนใจอย่างไร? เคทีเกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 1984 เวลา 6:59 น. ที่เมืองซานตาบาร์บารา รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา (ข้อมูลจาก AstroDatabank และ astrotheme.com ด้วยความเชื่อมั่นของข้อมูลระดับ B) เมื่อคำนวณดวงชะตาในระบบจักรราศีสายนะ (Tropical Zodiac) พบว่า ดาวเคราะห์ทั้งหมดอยู่ในเรือนที่ 1, 2 และ 3 มีเพียงราหูเท่านั้นที่อยู่เรือนที่ 8 โครงสร้างแบบนี้ถือว่าดาวกระจุกตัวอยู่จตุรางคดล (Quadrant) เดียว ซึ่งเป็นภาคกลางคืน (Night Hemisphere) เพราะดาวอยู่ใต้เส้นขอบฟ้า และอยู่ด้านตะวันออก (Eastern Hemisphere) เพราะอยู่ฝั่งใกล้ลัคนา

ดวงชะตาที่มีดาวรวมตัวในจตุรางคดลเดียวอย่างนี้ พบไม่บ่อยนัก เมื่อพบแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องโดดเด่น สามารถนำมาถอดความหมายได้ทันที ดาวที่อยู่ภาคกลางคืนมากเช่นนี้ หมายความว่าเจ้าชะตามีจินตนาการสูง มีความสามารถด้านนามธรรมมากกว่าด้านรูปธรรม ส่งผลให้เคที เพอร์รี มีความสามารถในการแต่งและร้องเพลงสูง ดวงชะตาเช่นนี้ เราพอจะอนุมานได้ว่าเป็นคนชอบทำงานเบื้องหลังหรือไม่เปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะ แต่ในกรณีเคที เพอร์รี ถือว่าเธอเป็นบุคคลแถวหน้าในวงการบันเทิงระดับโลก เป็นบุคคลสาธารณะ และเธอยอมให้มีการติดตามถ่ายทำชีวิตจริงของเธอในรูปแบบภาพยนต์เรียลลิตี้สามมิติ (3D Reality Movie) ในเรื่อง Katy Perry: Part of Me นั่นก็เพราะว่า เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างดาว เธอมี จุดเมษ =เนปจูน = อาทิตย์/ราหู =อพอลลอน/โครโนส = พฤหัส/เซอุส ซึ่งเป็นโครงสร้างของผู้มีชื่อเสียง อย่างไรก็ตาม เนปจูน ที่อยู่เกือบ 0 องศาราศีมกร สะท้อนว่าภาพที่สาธารณะเห็นไม่น่าจะเป็นเรื่องราวที่แท้จริงทั้งหมด อย่าลืมว่าชื่อภาพยนต์ Part of Me ก็บอกชัดเจนแล้วว่า บางส่วนของเธอ เท่านั้น

จุดเด่นในดวงชะตาของเธออีกอย่างก็คือ จันทร์กุมดาวเสาร์สนิท ในราศีพิจิก เรือนที่ 1 ทำให้ชีวิตของเธอต้องเดินทางเปลี่ยนที่อยู่ตลอด ตั้งแต่เด็ก เธอต้องเดินทางไปทั่วประเทศกับพ่อแม่ของเธอซึ่งเป็นบาทหลวงศาสนาคริสต์ ดาวเสาร์หมายถึงการพลัดพราก และรวมถึงชีวิตที่อยู่ในกรอบของศาสนาอย่างเคร่งครัดด้วย อิทธิพลของดาวกุมกันคู่นี้ส่งผลให้เธอต้องหย่าร้างกับสามีคนแรก รัสเซล แบรนด์ และยังคงส่งผลไปยังชีวิตคู่ที่ไม่ราบรื่นไปตลอดชีวิต

เพลงดังของเธอเพลงหนึ่งชื่อเพลง Fireworks หรือแปลว่า พลุหรือดอกไม้ไฟ ในโหราศาสตร์ยูเรเนียน สูตรดาวที่แปลว่าดอกไม้ไฟ คือ อาทิตย์+เซอุส – อังคาร ในดวงชะตาของเคที จุดนี้ = อพอลลอน = ลัคนา/เซอุส และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ มีสมการดาวที่แปลว่า Artist with Fireworks หรือศิลปินดอกไม้ไฟ คือ พุธ+ศุกร์-เซอุส ในวันที่เธอเปิดตัวเพลง Fireworks (26 ต.ค. 2010) ซึ่งเป็นช่วงวันเกิดของเธอปีนั้นด้วย ปรากฏว่า สูตรดาวศิลปินดอกไม้ไฟ ในดวงชะตา เมื่อบวกโค้งสุริยยาตร์ มาเท่ากับ จุดเมษ ที่หมายถึง ความโด่งดัง พอดี เธอจึงประสบความสำเร็จอย่างสูงกับเพลงนี้ ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ถึงสองรางวัล และได้รางวัล วีดิโอแห่งปี จาก MTV

ในปี 2015 นี้ ดาวพฤหัสได้โคจรมาเข้าเรือนที่ 10 ของเธอ ทำมุม 135 องศากับจุดเมษ ซึ่งเป็นแกนโด่งดังในชีวิตของเธอ ทำให้ชีวิตการงานของเธอรุ่งโรจน์เต็มที่ ได้แสดงในงานซุปเปอร์โบวล์ที่ถือว่าเป็นสุดยอดสำหรับศิลปินนักร้อง ในฐานะแฟนเพลงก็ขอติดตามผลงานดีๆของเธอต่อไป และในฐานะนักโหราศาสตร์ ก็ถือว่าได้มีดวงต้นแบบของดาวรวมตัวในจตุรางคดลแห่งตะวันออกภาคกลางคืน ให้ได้ศึกษาต่อไป

เคล็ดลับขอเงินจากพระจันทร์ สูตรโหรจรัญ พิกุล ประจำเดือน ก.ย.2557 โดย อ.กามล แสงวงศ์

คนมองฟ้าพยากรณ์ ขอนำเสนอคลิปวีดิโอ เคล็ดลับการขอเงินจากพระจันทร์ สูตรของโหรจรัญ พิกุล ประจำเดือน ก.ย. 2557 โดย อ.กามล แสงวงศ์

บทความ “เคล็ดลับขอเงินจากพระจันทร์ ตามแนวทางของโหรจรัญ พิกุล”

โดย พัลลาส pallas@horauranian.com

เคล็ดลับการขอเงินจากพระจันทร์นี้ คิดค้นโดยโหรจรัญ พิกุล ปรมาจารย์โหราศาสตร์สากลยูเรเนียนของไทย ในเดือนกันยายน 2557 นี้ เป็นโอกาสครบรอบ 10 ปีแห่งการจากไปของท่าน จึงขออนุญาตบูชาครู ด้วยการนำเคล็ดลับขอเงินจากพระจันทร์ของท่าน มาเผยแพร่อีกครั้ง

การโคจรของดวงจันทร์ โลก และดวงอาทิตย์ ก่อให้เกิดปรากฏการณ์พระจันทร์ข้างขึ้น ข้างแรม ส่งผลต่อทุกสรรพสิ่งบนโลก โหราศาสตร์คือวิชาที่นำเอาปรากฏการณ์เหล่านี้มาใช้พยากรณ์เหตุการณ์ความเป็นไปบนโลก มนุษย์ที่เฉลียวฉลาดย่อมใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับจังหวะของฟ้า เพื่อให้ชีวิตของตนได้รับประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพที่มีอยู่

วันอมาวสีหรือวันนิวมูน (New Moon) เป็นวันที่ดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกับดวงอาทิตย์ เมื่อมองจากโลก จึงไม่สามารถมองเห็นดวงจันทร์ได้ ในทางโหราศาสตร์ถือเป็นวันเริ่มต้นใหม่ของเดือนทางจันทรคติ หลังจากวันนี้แล้ว ดวงจันทร์ก็จะเริ่มมีแสงสว่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเต็มดวงในวันเพ็ญ และค่อยๆลดแสงลงในช่วงข้างแรมจนถึงอมาวสีในเดือนถัดไป

ท่านอาจารย์จรัญท่านได้นำเคล็ดวันนิวมูนนี้มาใช้ โดยเปรียบเสมือนการเริ่มต้นรอบใหม่ของชีวิต ซึ่งจะนำไปสู่ความสว่างที่มากขึ้นหรือหมายถึงการเพิ่มพูนนั่นเอง ในวันนิวมูนนี้ เมื่อถึงเวลาที่ระบุก่อนและหลังในระยะ 12 ชั่วโมง ให้คิดจินตนาการในเรื่องดีๆที่ต้องการให้เกิด เป็นการคิดบวก หลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาทและเรื่องราวทางลบ นำเงินมาใส่ให้เต็มกระเป๋าสตางค์และอธิษฐานขอเงินจากพระจันทร์ ให้มีเงินใช้ไม่ขาดมือตลอดเดือน ที่สำคัญอย่าใช้จ่ายเงินออกจากกระเป๋าสตางค์ในช่วงเวลาดังกล่าว แล้วท่านจะสมหวังตามที่ปรารถนาเต็มศักยภาพของท่านในเดือนนั้น

สำหรับวันนิวมูนในรอบเดือนนี้ ตรงกับวันพุธที่ 24 กันยายน 2557 เวลา 13:15 น. ให้นำเงินมาใส่ให้เต็มกระเป๋าสตางค์แล้วอธิษฐานขอเงินจากพระจันทร์ ให้มีเงินใช้ตลอดเดือนอย่างคล่องมือ รวมถึงอาจขอพรในสิ่งที่ท่านปรารถนาก็ได้ ที่สำคัญในวันนั้นเริ่มตั้งแต่ตี 1 ของคืนวันอังคารเช้าวันพุธ จนถึง ตี 1 ของคืนวันพุธเช้าวันพฤหัส อย่าใช้จ่ายเงินจากกระเป๋าสตางค์ใบดังกล่าว หากจำเป็นต้องใช้ ให้จัดเงินจำนวนเท่าที่จำเป็นแยกมาที่อื่น ไม่ปะปนกับกระเป๋าใบนั้นครับ

สำหรับวันอมาวสีหรือ New Moon รอบถัดไป เพื่อทำการขอเงินจากพระจันทร์ ได้แก่

24 ตุลาคม 2557 เวลา 4:58 น.

22 พฤศจิกายน 2557 เวลา 19:33 น.

22 ธันวาคม 2557 เวลา 8:37 น.

จังหวะฟ้ากับย่างก้าวของ คสช.

pluto-path-sgr-2006-2022
การโคจรของดาวพลูโต ระหว่างปี 2006-2022

โดย พัลลาส
pallas@horauranian.com

“As Above, So Below” เบื้องบนเป็นอย่างไร เบื้องล่างย่อมเป็นเช่นนั้น คือปรัชญามูลฐานของโหราศาสตร์มาหลายพันปี ความหมายของวลีนี้คือ จังหวะการเคลื่อนไหวของปัจจัยบนท้องฟ้า ย่อมส่งผลต่อความเป็นไปของชีวิตบนโลก

นับตั้งแต่ คสช. ได้เข้ามามีบทบาทในการเมืองไทยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา พบว่า จังหวะย่างก้าวของ คสช.นั้น ได้สอดประสานกับจังหวะการเคลื่อนไหวของกลไกฟ้าอย่างน่าสนใจยิ่ง

เริ่มจาก การประกาศใช้กฎอัยการศึก เมื่อวันอังคารที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ กฎอัยการศึกมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Martial Law โดยคำว่า Martial มาจากเทพเจ้า Mars ตัวแทนของดาวอังคาร ซึ่งทางโหราศาสตร์หมายถึง ทหาร การประกาศใช้กฎอัยการศึกครั้งนี้ ตรงกับวันอังคาร และที่สำคัญคือ ดาวอังคารได้เริ่มโคจรเดินหน้า หลังจากที่โคจรถอยหลังมาตั้งแต่ต้นมีนาคม ทหารจึงก้าวเข้ามารับบทนำ

ต่อมา ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ในวันอังคารที่ ๒๒ กรกฎาคม ​๒๕๕๗ ซึ่งก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งวัน ดาวเสาร์ซึ่งโคจรถอยหลังมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ก็ได้เริ่มโคจรเดินหน้า ในวันที่ ๒๑ ก.ค. ดาวเสาร์คือดาวแห่งระเบียบข้อบังคับ ขณะที่ดาวเสาร์ถอยหลังนั้น บ่งบอกว่า ระเบียบข้อบังคับต่างๆอยู่ในภาวะผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อมีการยึดอำนาจ รัฏฐาธิปัตย์ของประเทศก็ตกอยู่ภายใต้คำสั่งของ คสช. ไม่ได้ใช้กฎหมายสูงสุดอย่างรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ต่อเมื่อดาวเสาร์เดินหน้า ระเบียบข้อบังคับจึงมีผลตามปกติ บ้านเมืองจึงกลับเข้ามาอยู่ภายใต้กฎระเบียบจากรัฐธรรมนูญนั่นเอง

เป้าหมายสำคัญของการยึดอำนาจครั้งนี้ คือการปฏิรูประเทศไทย หลังการยึดอำนาจใหม่ๆ หลายคนตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่จึงจะเริ่มปฏิรูป นักโหราศาสตร์ที่ติดตามจังหวะของฟ้า ย่อมทราบว่า ดาวพลูโตซึ่งเป็นดาวการปฏิรูปนั้น ขณะที่ยึดอำนาจนั้นกำลังโคจรถอยหลัง หมายความว่า การปฏิรูปในช่วงนั้นย่อมไม่มีความคืบหน้า โดยดาวพลูโตจะกลับมาเดินหน้าอีกครั้งตั้งแต่วันอังคารที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๗ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ คาดว่าจะมีการประกาศรายชื่อได้ประมาณปลายเดือนกันยายน สอดคล้องกับจังหวะการโคจรของดาวพลูโตพอดี

จากทั้ง ๓ เหตุการณ์ที่กล่าวมาคือ ดาวอังคารเดินหน้า=>ประกาศกฎอัยการศึก, ดาวเสาร์เดินหน้า=>ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และ ดาวพลูโตเดินหน้า=>ประกาศรายชื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า จังหวะย่างก้าวของ คสช. ได้สอดคล้องกับจังหวะกลไกของฟ้าอย่างลงตัว หลายท่านอาจคิดว่าช่างบังเอิญเสียจริง แต่นักโหราศาสตร์ย่อมทราบว่าภายในท้องฟ้านี้ ไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ ทุกอย่างย่อมมีเหตุด้วยกันทั้งสิ้น

เครดิตภาพประกอบจาก http://www.nakedeyeplanets.com

ชมพู่ อารยา สาวกรกฎ “ชมว่าชมเกิดมาเพื่อเป็นแม่ต่อไป”

ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต
ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต

โดย พัลลาส pallas@horauranian.com

นิตยสาร ฟอร์บส์ ไทยแลนด์ ฉบับเดือนมิถุนายน 2014 ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “Araya Alberta Hargate: From Show Biz to Soy Biz” ซึ่งได้สัมภาษณ์พร้อมเล่าเรื่องของนักแสดงสาวผู้โด่งดัง ชมพู่ อารยา เอ. ฮาร์เก็ต ผู้อยู่ในวงการบันเทิงตั้งแต่ปี 2541 โดยบทความนี้เน้นเรื่องเส้นทางการทำธุรกิจของเธอเป็นหลัก

ที่อ่านแล้วสะดุดจนต้องนำมาเขียนเป็นบทความนี้ก็คือ คำสัมภาษณ์ของเธอที่ว่า “ชมว่าชมเกิดมาเพื่อเป็นแม่ต่อไป” ซึ่งเป็นการสะท้อนตัวเธอที่ให้ความสำคัญกับความเป็นแม่ โดยในทางโหราศาสตร์ก็คือ ราศีกรกฎ และเมื่ออ่านคำสัมภาษณ์ของเธอเพิ่มเติม ก็พบเรื่องราวน่าสนใจ เช่น เธอเลือกใช้ชีวิตช้าลง ด้วยการงดรับงานอีเว้นต์ตั้งแต่ ม.ค.56 เว้นแต่งานที่เธอรับเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพราะแม้ว่ารายได้จะหายไปถึง 7 หลักเพียง 1-2 เดือนแรก แต่ เธอคิดว่าไม่เป็นไร เพราะหมายถึงความสุขทางใจ และจะได้ทุ่มพลังให้กับเรื่องสำคัญอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็น การแสดง ครอบครัว และเวลาให้ตนเอง

“ตอนนี้ชมอยากใช้ชีวิตช้าๆ อยากมีวันหยุด อยากออกกำลังกาย อยากทานข้าวกับครอบครัว

ราศีกรกฎ เป็นราศีของความเป็นแม่ เป็นคนเอาใจใส่ ดูแลปกป้องคนในครอบครัว เป็นคนรักบ้าน รักครอบครัว ราศีนี้มีดวงจันทร์เป็นดาวเจ้าราศี ดวงจันทร์ก็คือเพศหญิง หน้าที่การงานธุรกิจของคนในราศีนี้จะเกี่ยวข้องกับความเป็นแม่ การดูแลปกป้องผู้คน ธุรกิจเกี่ยวกับผู้หญิง การแต่งกาย

ยิ่งพอมาดูธุรกิจต่างๆที่ชมพู่ลงทุน ก็พบว่า เธอลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับราศีกรกฎทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ร้านทำผม Celeb’s Room, ร้านจำหน่ายตุ๊กตา Blythe, น้ำหอม Pretty Doll by Chom, กระเป๋าเครื่องสำอาง Mingle by Chompoo, เสื้อผ้าผู้หญิง Araya x Vatanika ล่าสุดเธอลงทุนเกือบ 10 ล้านบาทในธุรกิจเต้าหู้ไข่ ในชื่อแบรนด์ว่า “ลูกสาว” โดยร่วมหุ้นกับทายาทเต้าหู้ตรานางพยาบาล (นางพยาบาลเป็นอาชีพที่คอยดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วย ก็ตรงกับราศีกรกฎ)

พอเห็นราศีกรกฎสะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนอย่างนี้ ผมก็ลองไปค้นหาวันเกิดของเธอดู พบว่า ชมพู่ อารยา เกิดเมื่อ 28 มิถุนายน 2524 ดวงอาทิตย์ขณะกำเนิดของเธออยู่ที่ตำแหน่ง 6 องศา ราศีกรกฎ จึงไม่น่าแปลกใจกับบทสัมภาษณ์และเส้นทางการลงทุนของเธอเลย

อย่างไรก็ตาม ในบทความยังพูดถึงว่า เธอยอมรับว่าตนเองเป็น Material Girl หรือแปลว่าเป็นสาววัตถุนิยม โดยเธอใช้ชื่อใน Instagram ว่า chomismaterialgirl เธอบอกว่า เธอทำงานเก็บเงินและคิดหาวิธีนำเงินไปต่อเงินอย่างรอบคอบ “เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง แต่ซื้อได้หลายอย่าง แล้วสุดท้ายเงินจะทำให้เราไม่ต้องทำทุกอย่างเพื่อเงิน” และอีกตอนหนึ่ง เธอว่า “ถ้าคุณ secured คุณจะไม่จำเป็นต้องทำอะไรที่ไม่อยากทำ” คำอธิบายตนเองของชมพู่ตอนนี้ไม่ค่อยจะตรงกับราศีกรกฎมากนัก แต่พอเราไปดูดวงชะตาของเธอก็พบว่า ดวงจันทร์ขณะกำเนิดของเธออยู่ในราศีพฤษภ ราศีแห่งการหาเงิน เก็บเงิน ค่อนไปทางวัตถุนิยม และต้องการความมั่นคงในชีวิต บทความนี้ก็สะท้อนความเป็นพฤษภในตัวเธอออกมาเช่นกัน

จากตัวอย่างที่ยกมา จะเห็นว่า สำหรับนักโหราศาสตร์แล้ว เพียงแค่ทราบวันเกิด เราก็สามารถเรียนรู้ตัวตนของคนๆหนึ่ง ได้จากวันเกิด มากเลยทีเดียว โดยเราพอจะบอก พฤติกรรมและอารมณ์ได้ แต่ยังไม่สามารถบอกตัวตนลึกๆของคนๆนั้นได้ เพราะนั่นจะอ่านได้ต่อเมื่อทราบเวลาเกิดที่แน่นอน