jump to navigation

ออกแบบอัญมณีตามดวงประจำปี ่11 มกราคม, 2019

Posted by starseerblog in เกร็ดโหรา.
add a comment

โดย พัลลาส Pallas@horauranian.com
11 มกราคม 2562

ทุก ๆ ปี เมื่อถึงวันเกิดของภรรยา ผมก็จะหาของขวัญให้กับภรรยาตามนิสัยสามีที่ดี เพราะการเลือกของขวัญให้ภรรยานั้นเป็นศิลปะอย่างยิ่งที่ผู้ชายต้องเรียนรู้ไว้เพื่อชีวิตครอบครัวที่มีความสุข

ปีก่อน ๆ ผมได้เลือกอัญมณีตามราศีเกิดของภรรยา แล้วทำเป็นเครื่องประดับ เช่น กำไล ต่างหู แหวน โดยออกแบบให้เข้าชุดกัน ภรรยาผมเกิดในราศีธนู ตำราอัญมณีสายโหราศาสตร์สากลบอกว่า อัญมณีประจำราศีธนู คือ เทอร์ควอยส์ (Turqouise), เพทายสีฟ้า (Blue Zircon) และ ลาพิซ ลาซูรี (Lapis Lazuri) ด้วยความชอบส่วนตัว ผมจึงเลือกเพทาย ทำเป็นเครื่องประดับให้ภรรยา

มาปีนี้ ผมคิดว่า อยากทำอะไรให้พิเศษกว่าปีก่อน ๆ และด้วยความเป็นนักโหราศาสตร์ ผมก็จะดูดวงชะตาวันเกิดของภรรยา เพื่อดูความเป็นไปในปีหน้าของเธอ วิธีนี้เรียกว่า ดวงทินวรรษ (Solar Return) ซึ่งเป็นดวงที่คำนวณ ณ วันเวลาที่ดวงอาทิตย์โคจรมาตำแหน่งเดียวกับขณะเกิด ซึ่งก็คือดวงวันเกิดนั่นเอง โดยในแต่ละปี วันเวลาอาจจะไม่ตรงกับวันเกิดทีเดียว เพราะเรายึดที่ตำแหน่งดวงอาทิตย์ ไม่ได้ยึดตามวันเกิดตามปฏิทินทั่วไป

ผมพบว่า ดวงทินวรรษของภรรยาคราวนี้ มีจุดเด่นอยู่ที่ ดาวพฤหัส ดาวแห่งความสำเร็จ กำลังกุมอยู่กับดวงอาทิตย์ (เจ้าชะตา) และดาวพุธ (การสื่อสาร) ในราศีธนู พอดี นั่นแปลว่า ปีที่จะถึงนี้ เป็นปีที่เธอจะมีโชคดีรออยู่ ผมจึงเกิดไอเดียขึ้นมาว่า ไหน ๆ ดวงจะดีแล้ว เธอน่าจะได้ใส่เครื่องประดับที่เสริมดวงประจำปีเธอไปเลย

ขออธิบายขยายความตรงนี้เพิ่มเติมว่า เรื่องอัญมณีในโหราศาสตร์นี้ ถือได้ว่า เป็นหลักวิชาที่มีความหลากหลายอย่างมาก แต่ละตำราก็จัดอัญมณีประจำราศีไม่ตรงกัน ยิ่งพอผมอยากหาอัญมณีแทนดาวด้วยแล้ว ยิ่งมีความแตกต่างเพิ่มขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม ผมได้ศึกษาเรื่องนี้มานานพอสมควร ทำความเข้าใจเหตุผลที่มาที่แต่ละตำราจัดให้อัญมณีแทนราศีแทนดาว และได้ผสมผสานตำราหลาย ๆ เล่มเข้าด้วยกัน จนเป็นแนวทางของตนเองขึ้นมา

บทกลอนของไทย ที่พูดถึง รัตนชาตทั้งเก้า หรือ นพรัตน์ ได้แต่งไว้ดังนี้ “เพชรดีมณีแดง เขียวใสแสงมรกต เหลืองใสสดบุษราคัม แดงแก่ก่ำโกเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาฬ มุกดาหารหมอกมัว แดงสลัวเพทาย สังวาลย์สายไพฑูรย์” และหากเราต้องการทราบว่า นพรัตน์ นี้ รัตนะไหนหมายถึงดาวอะไร ก็ต้องตามไปอ่านจาก คัมภีร์ปาริชาตชาดก ซึ่งเป็นคัมภีร์โหราศาสตร์ของอินเดีย ที่กล่าวถึง รัตนชาติ หรืออัญมณีประจำดวงดาว เอาไว้ว่า “ทับทิมบริสุทธิ์ เป็นรัตนของอาทิตย์ ไข่มุกที่ขาวบริสุทธิ์โดยแท้ธรรมชาติ เป็นรัตนของจันทร์ ปะการังแก้วประวาล เป็นรัตนของอังคาร มรกต เป็นรัตนของพุธ บุษราคัม เป็นรัตนของพฤหัสบดี เพชร เป็นรัตนของศุกร์ ไพลิน เป็นรัตนของเสาร์ โกเมนเอก เป็นรัตนของราหู และไพฑูรย์ เป็นรัตนของเกตุฯ”  ดังนั้น จากตำราของไทยที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย อัญมณีประจำดาวพฤหัสก็คือ บุษราคัม (Yellow Sapphire)

ผมจึงเลือก บุษราคัม เป็นอัญมณีหลักสำหรับของขวัญชิ้นนี้ เพราะต้องการเน้นที่ ดาวพฤหัส ดาวแห่งความสำเร็จ ที่กำลังโคจรมากุมกับดาวอาทิตย์ของภรรยา

img_2799คราวนี้ก็มาคิดต่อว่า จะเอามาทำเป็นเครื่องประดับชิ้นไหน ปรากฏว่า ดาวพฤหัส กุม ดาวพุธ อยู่ ดาวพุธนั้นหมายถึง การสื่อสาร การเรียนรู้ การให้เหตุผล การพูด และการฟัง คำว่า พหูสูต ที่แปลว่า ผู้รู้ นั้น คำว่า สูต ก็มาจากคำว่า สุตะ ที่แปลว่า การฟัง ซึ่งอวัยวะสำคัญในการฟังก็คือ หู ผมจึงเลือกที่จะทำเครื่องประดับเป็น ต่างหู เพื่อให้แทนความหมายของ ดาวพุธ ที่กุมกับดาวอาทิตย์และดาวพฤหัสในดวงทินวรรษ

ตอนนี้ก็ยังมีดาวอาทิตย์อีกปัจจัย ที่อยู่ในชุดนี้ ในทางโหราศาสตร์ ดาวอาทิตย์ ก็คือ ดวงตา เพราะแสงจากดวงอาทิตย์ทำให้เรามองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ ผมจึงออกแบบให้ ต่างหู คู่นี้ มีรูปทรงคล้ายกับดวงตา

สรุปก็คือ ผมเลือกปัจจัยเด่นจากดวงทินวรรษของภรรยา คือ อาทิตย์ พุธ และพฤหัส กุมกันอยู่ มาออกแบบเครื่องประดับ นั่นคือ ต่างหู (ดาวพุธ) ที่ทำจากบุษราคัม (ดาวพฤหัส) ซึ่งมีลักษณะคล้ายดวงตา (ดาวอาทิตย์)  เป็นของขวัญวันเกิดสำหรับภรรยา เพื่อเสริมดวงประจำปีนี้ของเธอให้ เจ้าชะตา (อาทิตย์) มีความสำเร็จ (พฤหัส) จากปัญญา (พุธ) นั่นเอง

 

Advertisements

ไพ่เด็กเหรียญ: ทำให้เต็มที่แล้วจะสมปรารถนา ่8 มกราคม, 2019

Posted by starseerblog in ไพ่ยิปซี.
Tags: , , , ,
add a comment

โดย อาจารย์ กามล แสงวงศ์

มีลูกค้ารายหนึ่งอายุ 26 ปี เขาทำงานที่ไหนก็ไม่ถูกใจ จนตัวเองสิ้นหวัง สิ้นกำลังใจ ทำงานไปวัน ๆ ซังกะตาย

tarot-pentacles-11เขาถามว่าเมื่อไหร่เขาจะได้งานดี ๆ ที่เงินเดือนสูง ๆ มีอนาคต เพื่อนร่วมงานดี เจ้านายไม่เห็นแก่ตัวสักที

ผมบอกเขาว่า ถ้าเขาได้งานดีๆแล้วทำงาน เช้าชามเย็นชามอย่างนี้ก็คงไม่รอด เขาบอกว่า ถ้าเขาได้งานดี ๆ นะ เขาจะทุ่มเทสุดชีวิตเชียว
จริง ๆ นะ เขาเอ่ยย้ำและจ้องตาผม

ผมเลยบอกเขาว่า ในโลกนี้ไม่มีหรอก งานดี ๆ น่ะ มันมีแต่งานยาก ๆ งานที่ทำแล้วไม่คุ้มค่าแรง งานที่มีปัญหาเยอะ งานที่เครียด งานที่ไม่อยากทำ งานที่ทำไปก็ไม่มีคนชื่นชมยกย่อง

เพราะเจ้าของเงินเขาชอบจ้างคน มาทำงานที่เขาไม่ชอบแทนเขา ไม่งั้นเขาคงทำเองหมดทุกอย่าง แล้วใครจะจ้างเราเล่า

เราจึงได้แต่ทำงานให้ดีที่สุด ให้เต็มที่สุดชีวิตก่อน หลังจากนั้น…. งานในฝันก็จะตามมาเอง

การที่จะได้งานในฝันก่อน แล้วค่อยจะทุ่มเท มันก็เหมือนกับคำว่า
ต้องสอบได้ที่ 1 ก่อนถึงจะตั้งใจเรียน
ต้องได้เหรียญทองโอลิมปิคก่อนถึงจะขยันซ้อม
ต้องได้รับคำชื่นชมก่อนถึงจะเป็นคนดี
ต้องมีคนจีบก่อนถึงจะทำตัวสวยน่ารัก

ซึ่งมันสวนกระแสสัจธรรม ใครคิดแบบนั้นไม่บ้าก็ทุกข์

คนที่คิดแบบนี้ ส่วนใหญ่มักถูกเลี้ยงมาแบบตามใจ ศัพท์สมัยใหม่เรียกว่า สปอยล์ เหมือนไพ่เด็กเหรียญที่ผม แปลว่าลูกเสี่ย ลูกเสี่ยถูกเลี้ยงมาแบบตามใจสุขสบายจนเคยตัว เวลาเจออะไรยาก ๆ จึงงอแงง่าย เรียกร้อง แต่สิ่งที่สวนทางกับความเป็นจริง แล้วเมื่อไหร่มันจะได้อย่างที่ต้องการ

อย่างลูกค้าคนนี้ก็เช่นกัน ผมจึงอธิบายให้เขาฟังต่อไปว่า ถ้าคุณไม่พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเก่งขึ้น เก่งมากกว่าคนอื่นจนโดดเด่น แล้วที่ทำงานดี ๆ ที่ไหนเขาจะรับคุณ ที่ทำงานดี ๆ เขาก็ต้องรับคนดี ๆ เก่ง ๆ สิ

ดังนั้นผมว่าคุณกลับไปทำงานเดิมนี่แหละ ให้ดีที่สุดให้ยอดเยี่ยมจนโดดเด้งออกมา ชัดเจนจนใคร ๆ เขากล่าวถึง

ถ้าคุณทุ่มเทได้อย่างนี้ งานในฝันก็จะปรากฎขึ้นมาโดยเร็ว และมันต้องเป็นของคุณแน่นอนครับ

ไพ่นักบวชหญิง: เลือกว่าจะดึงดูดพลังด้านบวกหรือลบ ่6 มกราคม, 2019

Posted by starseerblog in ไพ่ยิปซี.
Tags: , , , ,
add a comment

โดย อ.กามล แสงวงศ์
เขียนเมื่อ 3 กันยายน 2016

ในไพ่ยิปซีชุดไรเดอร์เวท มีไพ่ใบหนึ่งที่สามารถดึงดูดเรื่องดีและร้ายเข้ามาในชีวิต โดยใช้อารมณ์และจินตนาการเป็นสื่อ
อารมณ์ดี จินตนาการด้านดี ก็ดึงดูดเรื่องดี ๆ เข้ามา
อารมณ์ไม่ดี จินตนาการด้านลบ ก็ดึงดูดแต่เรื่องไม่ดีเข้ามา

02 II. The High Priestessไพ่ใบนั้นคือไพ่นักบวชหญิง ที่เป็นภาพนักบวชหญิงที่นั่งเหยียบพระจันทร์ สัญลักษณ์แห่งจินตนาการและอารมณ์อันอ่อนไหว ที่นั่งระหว่างเสาสีขาวและสีดำ อันเป็นตัวแทนของความดีความชั่ว อารมณ์ด้านดีกับด้านร้าย พลังด้านบวกกับพลังด้านลบ อันแล้วแต่ใจเราว่าจะเลือกไปอยู่ด้านไหน

คนเราจึงควรระมัดระวังความคิดของตนเอง อย่าคิดลบ อย่าอยู่กับสิ่งแวดล้อมแย่ ๆ เช่น อย่าอยู่กับคนคิดแต่เรื่องร้าย ๆ ชอบสบถ พูดคำด่าคำ อย่าอยู่ในสถานที่ๆเราไม่สบายใจ

ให้อยู่กับคนดี ๆ คิดดี ทำดี พูดดี อยู่ในสถานที่สบายใจ และทำมาหากินดีงามสุจริต เพื่อเสริมให้ชีวิตดึงดูดแต่เรื่องดีๆเข้ามา

เพราะพลังด้านนี้นี่เองที่ทำให้ผมคิดว่า ข่าวในปัจจุบันนี้ควรแยกเวลาให้ชัดเจน เป็นช่วงข่าวดี ช่วงข่าวร้าย เพื่อให้เราเลือกรับเข้ามาได้
ใครเข้มแข็งก็ดูทั้งสองข่าว ใครอยากมีแต่พลังด้านบวกก็ดูแต่ข่าวดี

แต่ถ้าเป็นปัจจุบัน การปิดโทรทัศน์เพื่อที่จะไม่ต้องเสพข่าวร้าย การเลือกอ่านหนังสือดีๆ คุยกับคนที่มีพลังชีวิต มองโลกแง่ดี การสวดมนต์ไหว้พระแผ่เมตตาต่อสรรพสัตว์ การขอพรให้ตนเองและผู้อื่น การชื่นชมยกย่องคนดี ก็ช่วยปรับเปลี่ยนให้เรามีโชคลาภได้เช่นกัน

10 ไม้เท้าแห่งการทุ่มเท ่3 มกราคม, 2019

Posted by starseerblog in ไพ่ยิปซี.
Tags: ,
add a comment

โดย อ.กามล แสงวงศ์
เขียนเมื่อ 13 มกราคม 2016

เมื่อวานมีลูกค้าสาวสวยรวยเก่งมาดูดวง ในดวงของเธอก็ออกมาโดดเด่นในหน้าที่การงานเสียเหลือเกิน แต่น่าแปลกที่ดวงเธอรุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาลขนาดนี้ แต่กลับเหนื่อยเหลือเกินกับความรัก

ไพ่ 10 ไม้เท้าอยู่ตำแหน่งอุปสรรคของเธอ

img_2749

โดยความหมายปกติของไพ่ใบนี้ เราต้องแปลจากรูปภาพของคนที่แบกไม้จำนวนมากเดินทางกลับบ้าน (สงสัยจะเอาไปก่อไฟ)

ด้วยจำนวนมากของมัน ทำให้เขาต้องโซซัดโซเซเดินทางอย่างยากลำบากจนต้องลุ้นว่าจะแบกไปถึงบ้านมั้ยนะ

แล้วเราก็แปลออกมาว่า ช่วงของการทำงานหนัก แบกภาระใหญ่ ทุ่มเทอย่างไม่ลืมหูลืมตา สภาวะที่ต้องอดทนฝ่าฟันไปให้ได้

ระยะเวลาอันยาวนานที่เหน็ดเหนื่อยหนักหน่วง

เมื่อมันมาสถิตอยู่ตำแหน่งอุปสรรคของเธอ

มันจึงแปลว่า ช่วงนี้อุปสรรคของเธอคือ งานหนักมาก จะได้อะไรมาสักอย่างก็ต้องทุ่มเทฝ่าฟันแบบเอาเป็นเอาตาย และต้องอดทนรอคอยด้วย เพราะมันนานกว่าจะสำเร็จ

หลังจากนั้นเธอก็เล่าเรื่องที่เธอไปประทับใจชายคนหนึ่งที่แสนดีมีน้ำใจ จนเธอคิดว่าถ้ามีแฟนเป็นคนแบบนี้น่าจะดีฝากผีฝากไข้ได้ในบั้นปลายชีวิต

ผมจึงบอกเธอว่า ถ้าคิดว่าผู้ชายคนนี้ดีจริง และคุ้มค่าที่จะทุ่มเท ก็จงลุยไปเลย

มันก็ต้องเข้าไปจีบเข้าไปหา ไปทำให้เขารู้ว่าเรารักเขา เราดีมาก เราเหมาะสมกับเขาที่สุดในโลก จงหว่านเสน่ห์ทุกอย่างที่ทำได้ จงขายความดีของเราในทุกๆด้าน ให้เขาได้รับรู้ จงทำอย่างเต็มที่ในเชิงรุก อย่ารอให้เขาเข้ามาเอง

ผมเองนี่ไม่เคยคิดว่าความรักมันมีเพศนะครับ ดังนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยว่าถ้าเราเป็นหญิงเราจะต้องรอผู้ชายที่เราชอบมาจีบ

ช่างไร้สาระมาก

เพราะถ้ารอต่อไปก็อาจจะถูกใครชิงตัดหน้าไปก็ได้ ซึ่งอาการหลังจากนั้นก็คือเสียใจว่าทำไมชีวิตของเราถึงอาภัพขนาดนี้

ที่จริงมันอาจจะไม่ได้อาภัพ เพียงแต่เรายังไม่ได้ทำทุกอย่างที่ควรทำ ให้ดีพอ

แล้วถ้ามันไม่สำเร็จล่ะ มันจะเสียแรงเปล่ามั้ย? มันจะเสียใจมากมั้ย? มันจะคุ้มมั้ย?

ไม่มีการทำอะไรที่ไม่มีความเสี่ยงครับ

แต่การไม่ทำอะไรเลยต่างหาก ที่ผลมันมีค่าเท่ากับศูนย์เลยครับ น่าเสียดายมากกว่ามาก

และผมเชื่อว่า ระหว่างทางของการทุ่มเท ถึงแม้คุณจะไม่สำเร็จในที่สุด แต่คุณจะต้องได้อะไรบางอย่าง สถิตอยู่ในร่างกายในจิตใจของคุณแน่นอน

สู้ ๆ นะครับ

เคล็ดลับต้อนรับวันปีใหม่ทางโหราศาสตร์ ่19 ธันวาคม, 2018

Posted by starseerblog in จังหวะฟ้า, เกร็ดโหรา.
Tags: ,
add a comment

เขียนโดย พัลลาส (Pallas@horauranian.com)
19 ธันวาคม 2561

ตามหลักโหราศาสตร์สากล ซึ่งใช้ระบบจักรราศีที่อ้างอิงฤดูกาล หรือที่เรียกในภาษาโหรว่า จักรราศีสายนะ (Tropical Zodiac) เราจะถือเอาวันที่ดวงอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีมกร หรือที่เรียกว่า วันเห-มายัน (Winter Solstice) เป็นวันขึ้นปีใหม่ทางโหราศาสตร์ ซึ่งจะอยู่ประมาณวันที่ 22 ธันวาคมของทุกปี เนื่องจากเป็นวันที่อาทิตย์ปัดใต้สุดของปีสำหรับซีกโลกเหนือ บ่งบอกว่ากำลังจะเริ่มปัดขึ้นเหนือ จึงถือกันว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ และใช้คำนวณเป็นดวงชะตาที่ส่งอิทธิพลตลอดปีถัดไป

Solstices-Equinoxesการปัดใต้สุดของดวงอาทิตย์ คือการสิ้นสุดของการโคจรปัดลงทางใต้ในปีนั้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการโคจรปัดขึ้นเหนือของปี จึงเปรียบเสมือนการเริ่มต้นปีใหม่ คล้ายๆกับในแต่ละวันที่ดวงอาทิตย์โคจรต่ำสุด (เมื่ออ้างอิงจากจุดที่เรายืนบนพื้นโลก) ซึ่งก็คือเวลาเที่ยงคืน ที่เราใช้เป็นจุดสิ้นสุดของวัน และเริ่มต้นเข้าสู่วันใหม่

ปีนี้ วันขึ้นปีใหม่ทางโหราศาสตร์ จะตรงกับวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2561 เวลา 5:23 น. นักโหราศาสตร์ก็มีเคล็ดลับที่จะทำให้ปีใหม่ที่จะมาถึงเป็นปีที่ดีสำหรับเรา ด้วยการใช้หลักปรัชญาที่ว่า “1 วันเสมือน 1 ปี” ที่มาจากการอุปมาอุปไมยว่า หนึ่งวันก็คือโลกหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบ ส่วนหนึ่งปีก็คือโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ ดังนั้น เราจะถือว่า ตั้งแต่ 5:23 น.ของวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคมนี้ จนถึง 5:23 น.ของวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม ซึ่งก็คือวันแรกของปีใหม่โหราศาสตร์ จะสามารถบ่งบอกชีวิตตลอดปีหน้าได้ทั้งปี

เพื่อให้ปีหน้าทั้งปี เราจะได้เจอแต่สิ่งดีๆ เราจึงต้องคิดแต่เรื่องดีๆ พูดแต่เรื่องดีๆ ทำแต่เรื่องดีๆ ตลอดวันปีใหม่ทางโหราศาสตร์ แล้วเราก็จะเจอแต่เรื่องดีๆไปตลอดปีใหม่เช่นกัน

ในแง่การเงิน เพื่อให้มีเงินเต็มกระเป๋าตลอดปี เราจึงถือเคล็ดว่าในวันปีใหม่นี้ เราก็จะต้องพกกระเป๋าที่มีเงินเต็มกระเป๋าเช่นกัน ซึ่งเคล็ดลับนี้ก็เป็นเคล็ดลับที่ได้จากการขอเงินจากพระจันทร์ทุกๆเดือน ที่ อ.จรัญ พิกุล ปรมาจารย์โหราศาสตร์ยูเรเนียนเมืองไทย ได้สอนลูกศิษย์เอาไว้

อีกเคล็ดหนึ่งที่ผมคิดขึ้นมาว่าน่าจะใช้ได้ผลเช่นกัน คือ ณ เวลาปีใหม่ ซึ่งปีนี้ตรงกับเวลา 5:23 น. ของวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2561 เราควรเริ่มต้นชีวิตดีๆ ด้วยการไหว้พระ สวดมนต์ ผมจึงเลือกบทสวดมนต์ที่เป็นการกล่าวถึงพระอาทิตย์ นั่นคือ บท โมรปริตร หรือบางทีก็เรียกว่า พรหมมนต์

โมรปริตต์ หรือพรหมมนต์ เป็นบทสวดมนต์ว่าด้วยพระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นนกยูง ทรงจัดการอารักขาด้วยมนต์นี้ทำให้นายพรานผู้แม้พยายามอยู่เป็นเวลานานก็ไม่สามารถจะจับพระองค์ได้ มนต์บทนี้เป็นการกล่าวนมัสการพระอาทิตย์และสมณพราหมณ์ผู้รู้ในพระธรรมทั้งปวงขอให้มาคุ้มครอง ทั้งเมื่อเวลาอาทิตย์ขึ้นจะไปหากิน และเวลาอาทิตย์ตกที่จะพักอยู่ในรัง การสวดมนต์บทนี้ในวันเวลาปีใหม่จึงเป็นการสร้างมงคลให้กับชีวิตของเราตลอดปีใหม่ได้อย่างดี โดยวิธีการสวดอาจสวดตามกำลังของพระอาทิตย์ คือ 6 จบก็น่าจะเหมาะสม ลองมาสวดต้อนรับปีใหม่กันนะครับ

โมรปริตร

อุเทตยญฺจกฺขุมา เอกราชา,
หริสฺสวณฺโณ ปฐวิปฺปภาโส.
ตํ ตํ นมสฺสามิ หริสฺสวณฺณํ ปฐวิปฺปภาสํ,
ตยชฺช คุตฺตา วิหเรมุ ทิวสํ.
เย พรฺาหฺมณา เวทคุ สพฺพธมฺเม,
เต เม นโม เต จ มํ ปาลยนฺตุ.
นมตฺถุ พุทฺธานํ นมตฺถุ โพธิยา,
นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา.
อิมํ โส ปริตฺตํ กตฺวา โมโร จรติ เอสนา.

อเปตยญฺจกฺขุมา เอกราชา
หริสฺสวณฺโณ ปฐวิปฺปภาโส.
ตํ ตํ นมสฺสามิ หรีสฺสวณฺณํ ปฐวิปฺปภาสํ,
ตยชฺช คุตฺตา วิหเรมุ รตฺตึ.
เย พฺรหฺมณา เวทคุ สพฺพธมฺเม,
เต เม นโม เต จ มํ ปาลยนฺตุ.
นมตฺถุ พุทฺธานํ นมตฺถุ โพธิยา,
นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา.
อิมํ โส ปริตฺตํ กตฺวา โมโร วาสมกปฺปยีติ.

คำแปล

พระอาทิตย์ เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราช มีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่างอุทัยขึ้นมา
เพราะเหตุนั้น ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง
ข้าทั้งหลาย อันท่านปกครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดวัน
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงซึ่งเวทในธรรมทั้งปวง
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้า
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระโพธิญาณ
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่วิมุตติธรรม
นกยูงนั้นได้กระทำปริตรอันนี้แล้ว จึงเที่ยวไปเพื่ออันแสวงหาอาหาร.

พระอาทิตย์นี้ เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราช มีสีเพียงดังสีแห่งทอง ย่อมอัสดงคตไป
เพราะเหตุนั้น ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง
ข้าทั้งหลาย อันท่านปกครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดคืน
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงซึ่งเวทในธรรมทั้งปวง
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้า
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระโพธิญาณ
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่วิมุตติธรรม
นกยูงนั้นได้กระทำปริตรอันนี้แล้ว จึงสำเร็จความอยู่แล.

 

ไพ่ 5 ไม้เท้าแห่งความสับสน ่10 ธันวาคม, 2018

Posted by starseerblog in ไพ่ยิปซี.
Tags: ,
add a comment

โดย อ.กามล แสงวงศ์
เขียนเมื่อ 19 กันยายน 2558

วันนี้ลูกค้าสาวโทรมาดูดวงด้วย ผมก็ทายตั้งแต่พื้นดวงไปจนถึงเหตุการปัจจุบันตามปกติ หลังจากทายเสร็จ เธอก็บอกว่า เมื่อ4-5เดือนที่แล้ว เธอเคยโทรมาดูดวงแล้ว

อ้าว! เคยดูแล้วก็ไม่บอก เลยเสียเวลากับการอ่านพื้นดวง ซึ่งปกติถ้าเคยดูกันแล้ว ผมก็จะข้ามพื้นดวงมาทำนายเหตุการปัจจุบันเลย ก็เลยถามเธอว่า คำทำนายอันเก่ากับคำทำนายอันใหม่ อันไหนถูกต้องกว่ากัน เธอก็บอกว่าทายตรงกัน… แล้วไป

เธอบอกว่าที่เธอโทรมาครั้งนี้เพราะอยากรู้เรื่องงาน เพราะที่ใหม่ตกลงจะรับเธอ แต่พอที่เก่าทราบ ก็อยากให้เธออยู่โดยจะเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้จัดการเพิ่มเงินอีก 2-3 พันบาท คราวนี้เธอจึงสับสนว่าจะเอาอย่างไรดี

tarot-wands-05ในดวงของเธอมีไพ่ 5 ไม้เท้าแห่งความสับสนขัดแย้งอยู่ตรงตำแหน่งจุดอ่อน จึงแปลได้ว่า เธอมีจุดอ่อนมาจากความสับสนขัดแย้ง

ปกติแล้ว ไพ่ไม้เท้านี้มักจะถูกแปลเป็นอุปสรรค ติดขัด ขัดแย้ง ด้วน ๆ แค่นี้ แต่ถ้าเราฝึกจินตนาการเพิ่มเข้าไปอีกสักหน่อย มันก็ยังมีความหมายแบบอื่นอีกได้ว่า ความสับสน ความวุ่นวาย อึกทึก การทะเลาะเบาะแว้ง จราจล สถานการณ์ที่มีความอ่อนไหว ความแตกแยก การแบ่งพรรคแบ่งพวก

แต่สำหรับเธอมันคือความสับสนขัดแย้ง จึงทำให้เธอตัดสินใจไม่ได้ ว่าระหว่าง ที่ใหม่ที่ชื่อเสียงและความมั่นคงน้อยกว่าแต่ท้าทาย มีโอกาสกระโดดข้ามขั้นไปได้ไว กับ ที่เก่าที่มีชื่อเสียงดี สวัสดิการดี แต่เติบโตช้า
เธอควรจะเอาอะไร?

ผมบอกเธอว่าถ้าโดยการทำนายก็ทายว่าเธอจะไป แต่ถ้าให้คำแนะนำก็บอกเธอว่า ชีวิตเธอมันต้องลำบากอยู่แล้วไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ต้องลำบาก เพราะเธอต้องเจอกับความแตกแยก ความขัดแย้ง ตามความหมายของไพ่ 5 ไม้เท้าไปตลอดชีวิต ดังนั้นจะอยู่หรือไปก็มีค่าเท่ากัน

ถ้าชีวิตยังไม่พัฒนา ตัวเราก็จะเป็นผู้ก่อเหตุหรือรับเคราะห์ แต่ถ้าเราพัฒนาแล้ว ตัวเราก็เป็นแค่ผู้เห็นเหตุการณ์อย่างปลอดภัย

แล้วเราจะพัฒนาอย่างไร?

เราจะต้องพัฒนาทางด้านการสื่อสารครับ ความสับสนเข้าใจผิดต้องแก้ด้วยการสื่อสารที่ถูกต้อง การสื่อสารประกอบด้วยคำพูด น้ำเสียง ภาษากาย ซึ่งต้องพยายามให้เขาเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการอย่างชัดเจน อย่างมีความสุข และคนสำคัญที่เราควรสื่อสารด้วยมากที่สุดคือตัวเอง

ไพ่ความสับสนจะทำให้เราตัดสินใจผิดพลาด เมื่อผิดพลาดก็จะโทษตัวเอง เมื่อโทษตัวเองบ่อยๆก็จะกลายเป็นการสาปแช่งตัวเอง การสาปแช่งตัวเองมากขึ้น ๆ เราก็จะเชื่อว่าเราเป็นคนผิดพลาด อ่อนด้อย ไร้ค่า โชคร้ายจริง ๆ แล้วชีวิตเราก็จะได้อย่างนั้น จึงควรจะปลอบใจตัวเองและให้อภัยตัวเองเมื่อมีความผิดพลาด

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิต ล้วนเป็นประสบการณ์ ที่ทำให้เราเก่งขึ้น มันเป็นเครื่องมือที่เตรียมไว้ให้เราเอาไว้ใช้แก้ปัญหาในอนาคต ดังนั้น ทุกความผิดพลาดจึงเป็นแค่การรับประสบการณ์ใหม่ ๆ ไม่ใช่ความเสียหายร้ายแรงอย่างที่เราตีโพยตีพาย เมื่อผิดก็แก้ไขให้มันดีขึ้น ก็เท่านั้นเอง

ไพ่คนถูกแขวน ความสำเร็จที่มาจากความเพียร ่6 ธันวาคม, 2018

Posted by starseerblog in ไพ่ยิปซี.
add a comment

โดย อ.กามล แสงวงศ์
เขียนเมื่อ 28 สิงหาคม 2558

12 XII. The Hangmanไพ่คนถูกแขวนเป็นไพ่ใบหนึ่งที่ตีความยาก ส่วนใหญ่มักจะตีความในแง่ร้ายอย่างเดียว ว่ามันคืออุปสรรคในด้านต่างๆ ทำให้ทำอะไรไม่ได้ ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่

แต่ถ้าเราแปลความหมายด้วยจินตนาการมันยังให้ความหมายอะไรอีกมากมาย เช่นความชำนาญเฉพาะด้านในระดับมืออาชีพ การเจาะลึก การค้นคว้า วิจัย การอยู่ในกรอบในกฎเกณท์ การยอมเสียสละเพื่อปัญญาหรืออุดมการ การสืบทอด รับการถ่ายทอด พันธุกรรม จารีตประเพณี ความเชื่อที่สืบต่อกันมา และอีกมากมายตามแต่คำถามที่จะถามออกมา

ในดวงลูกค้าท่านหนึ่งที่ยังสาวอายุไม่ถึง 30 ปี เมื่อเปิดดวงขึ้นมา เธอมีไพ่คนถูกแขวนเป็นใบแรก มันก็แปลว่า โดยสัญชาตญาณของเธอ เธอจะเป็นคนมีความรับผิดชอบ หัวดื้อเปลี่ยนแปลงยาก เสียสละด้วยอุดมการณ์ เหมาะกับการมอบหมายภาระให้รับผิดชอบเพราะเป็นคนไม่ทิ้งงาน

tarot-cups-06และเมื่อตำแหน่งพ่อแม่ของเธอบ่งบอกว่ามีความผูกพันกันอย่างมาก (ไพ่ 6 ถ้วย) จึงมีแนวโน้มที่จะต้องทำกิจการของครอบครัว ในด้านการดูแลหรือเกี่ยวกับเด็กๆ ซึ่งปกติถ้าผมเห็นไพ่เด็กประกอบกับไพ่คนถูกแขวนผมมักจะทายว่ามีอาชีพครู เพราะมันแปลว่า ผู้รับผิดชอบในเรื่องเกี่ยวกับเด็ก เช่น รับเลี้ยงเด็กหรือสอนเด็ก และยังแปลขยายออกไปด้วยว่าเด็กระดับอนุบาลหรือประถม เพราะภาพ 6 ถ้วยเป็นเด็กเล็กๆ

เมื่อบอกเธอ เธอก็บอกว่าเธอเป็นเจ้าของโรงเรียนอนุบาล ซึ่งเป็นโรงเรียนที่แม่ของเธอเป็นคนก่อตั้ง

ผมบอกเธอว่าช่วงนี้เธอต้องอดทนเป็นอย่างสูง เพื่อครอบครัว เธอจึงเล่าให้ฟังว่ากิจการของแม่ตอนนี้ขาดทุนมา 2 ปีแล้ว เธอไม่กล้าบอกแม่ เพราะแม่รักโรงเรียนนี้มาก เธอเลยไม่กล้าเลิกกิจการ เพราะกลัวแม่เสียใจ

ถ้าเป็นปกติใครเห็นไพ่คนถูกแขวนก็คงจะบอกให้เลิกไปเถอะ แต่จริง ๆ แล้วไพ่คนถูกแขวนมันแปลว่าเลิกไม่ได้ มันจะค้างเติ่งอยู่แบบนั้น

ผมจึงแนะนำให้เธอปรับตัวให้สอดคล้องกับดวงชะตาให้ชัดเจนขึ้น ตามความหมายของไพ่คนถูกแขวนดังนี้

1.ผมให้เธอเขียนพันธกิจระหว่างโรงเรียนกับเด็กให้ชัดเจนตัวใหญ่ ๆ ติดไว้หน้าโรงเรียน เพื่อให้ผู้ปกครองรู้ว่าเมื่อนำเด็กมาเรียนเด็กจะได้อะไร และครูจะได้รู้ว่าควรทำอะไร ยิ่งถ้ามีหนังสือแจ้งผู้ปกครองว่าแต่ละเทอมเด็กจะได้เรียนรู้อะไรบ้างยิ่งดี

2. กำหนดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของโรงเรียน ให้เอาอย่างเดียว จะเก่งภาษา เก่งคณิต เก่งการแสดง หรืออะไรก็คัดออกมาแล้วทำให้โดดเด่นเป็นรูปธรรม แล้วผลักดันให้มีการแสดงความสามารถของเด็กสู่สังคมในรูปแบบต่างๆ

3. เน้นการฝึกเด็กให้พึ่งพาตัวเองได้ ด้วยการมีระเบียบวินัย อย่างเช่นการทานข้าวจะต้องเริ่มจากอะไรบ้าง จนจบกระบวนการทานข้าวด้วยการนำจานชามไปที่ล้าง

4. เยี่ยมเยียนนักเรียนที่บ้านเพื่อผูกสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับลูกค้าเก่า ดูแลลูกค้าเก่าให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องขวนขวายลูกค้าใหม่ให้เสียเวลา ให้ใส่ใจในการดูแลชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ขอแรงอาสาสมัครชุมชนมาช่วยให้ความรู้เด็กๆในด้านต่างๆเช่นการทำนา การจักสาน การทำอาหาร โดยให้เด็กได้มีกิจกรรมร่วมกันกับวิทยากรรับเชิญ

5.เพื่อหารายได้เพิ่ม โรงเรียนต้องจัดงานประจำปีที่เด็กๆได้แสดงความสามารถทุกชั้นเรียน ถ้าได้ทุกคนยิ่งดี โดยขายบัตรรับประทานอาหาร และมีพิธีมอบรางวัล และการประกวดเด็กแต่ละระดับชั้นเพื่อให้ผู้ปกครองซื้อดอกไม้, พวงมาลัย, มอบให้เด็กที่ตนเองเชียร์ รายได้ทั้งหมดเอามาช่วยค่าใช้จ่ายของโรงเรียน
และให้ทำจนเป็นประเพณีของโรงเรียน

สิ่งเหล่านี้เป็นความหมายของไพ่คนถูกแขวนที่นำมาประยุกต์ทั้งสิ้น เมื่อทำทุกอย่างตามนี้ หัวของคนถูกแขวนในไพ่จะเปล่งประกาย เกิดความฉลาดเห็นวิธีสร้างโอกาสใหม่ๆจากความชำนาญเดิมๆได้ดียิ่งขึ้น

ท่านผอ. ยังสาวบอกว่าชีวิตเธอทำไมลำบากจัง ผมบอกว่า ลำบากอะไรกัน บางคนไปสอบเป็นครูอยู่ 5-6 ปียังไม่ได้รับการบรรจุ แต่นี่เธอจบปุ๊บมีตำแหน่งเป็นผอ. เลย ไม่รู้ว่าโชคดีขนาดไหน

ผมถามเธอว่า…
พระจันทร์เต็มดวงกับพระจันทร์เสี้ยว แบบไหนสวยกว่ากัน
เธอบอกว่าสวยกันคนละแบบ
ผมจึงบอกว่า…
พระจันทร์เต็มดวงก็สวย พระจันทร์เสี้ยวก็งาม แม้แต่คืนที่ไม่มีพระจันทร์ก็ยังงดงาม
เพราะไม่มีพระจันทร์ ดวงดาวจึงส่องประกายให้ฟ้างดงามขึ้นมาได้
มันก็เหมือนชีวิต บางคนมีชีวิตที่สะดวกราบรื่นเหมือนพระจันทร์เต็มดวง บางคนมีชีวิตเดี๋ยวยากเดี๋ยวง่ายเหมือนพระจันทร์เสี้ยว บางคนต้องต่อสู้กับอุปสรรคอย่างโดดเดี่ยวมืดมน เหมือนคืนที่ไร้แสงจันทร์ แต่แท้ที่จริงแล้ว เรายังมีความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ จำนวนมากมาย ที่กลายเป็นเรา จนทำให้เราสวยงามเหมือนคืนที่ระยิบระยับพราวพร่างด้วยแสงดาวนับล้านดวง

ดวงของคุณเป็นดวงที่เกิดมาเพื่อสืบทอดภารกิจของแม่ คุณก็รับผิดชอบให้ดีที่สุด แต่อย่าลืมที่จะหาความสุขใส่ตัวแบบเก็บเล็กผสมน้อยบ้าง

ความสุขมันไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะได้รับมากรับน้อย แต่มันอยู่ที่เราจะยอมรับในสิ่งที่เรียกว่าเท่าที่มี ได้ในขนาดไหน

ยอมรับมากก็สุขมาก ยอมรับน้อยก็สุขน้อย ก็เลือกเอาเอง

ไพ่ 5 ถ้วย: เผชิญหน้ากับเคราะห์ร้าย..เพื่อเปลี่ยนเป็นเคราะห์ดี ่3 ธันวาคม, 2018

Posted by starseerblog in ไพ่ยิปซี.
Tags: ,
add a comment

โดย อ.กามล แสงวงศ์
เขียนเมื่อ 1 มิ.ย. 2559

ในยุคนี้ เมื่อไหร่ที่ผมได้รับโทรศัพท์นัดหมายจากลูกค้า ผมแทบจะเดาได้เลยว่า เขาโทรมาดูเรื่องงาน เพราะช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี คนตกงานกันเป็นว่าเล่น

รายนี้ก็เหมือนกัน เมื่อปลายปีที่แล้วได้โทรมา

เขาอายุ 50 กว่าปี อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย มาขอคำปรึกษาในเรื่องงานว่าจะเป็นอย่างไร

พอเปิดขึ้นมาได้ไพ่ 5 ถ้วยเป็นใบที่ 7 ก็หนักใจ


ไพ่ 5 ถ้วยแห่งความผิดหวัง เมื่อมาอยู่ในตำแหน่งจุดอ่อนจะทำให้เจ้าชะตาท้อถอยไม่สู้ชีวิต

เมื่อออกคำทำนายไปว่า ช่วงนี้คงกังวลมากในเรื่องงาน น่าจะกลัวตกงาน และมีโอกาสตกงาน

เขาก็เลยเปิดใจว่า ช่วงนี้แผนกเขาทำยอดไม่ได้ติดต่อกันมาหลายเดือนแล้ว ซึ่งมาจากเศรษฐกิจไม่ดี เขาเลยกลัวโดนไล่ออก

ผมเลยบอกเขาว่า อาจจะได้ออกสมปรารถนา เขาบอกว่าไม่ได้ปรารถนานะ เขากลัวต่างหากล่ะ

ผมดูไพ่ 5 ถ้วยที่เป็นคนก้มหน้าเศร้ามองถ้วยล้ม ทั้ง ๆ ที่มีถ้วยตั้งอยู่ด้านหลัง ซึ่งแปลได้ว่ามองแต่ความล้มเหลว จมอยู่กับความผิดหวัง

แต่แท้ที่จริงแล้ว ยังมีสิ่งดี ๆ รอเราค้นพบอยู่

ภาพสะพานข้ามแม่น้ำที่อยู่ไกลจนเขาสังเกตไม่เห็นนั้น เป็นกุญแจแก้ปัญหาว่ามันมีทางไปเพียงแต่ต้องหามันดี ๆ อย่างอดทน

ผมจึงบอกกับเขาว่า ในดวงบอกว่าคุณในตอนนี้กำลังซวย

ความซวยมาจากความเชื่อว่าตัวเองซวย

ซวยที่ต้องเจอกับพิษเศรษฐกิจแบบนี้

แต่ถ้าคุณอยากรอด คุณก็ต้องกล้าเผชิญกับความจริง

นั่นคือ ช่วงนี้คุณกำลังตกต่ำ

แต่…

แต่คุณก็ต้องจัดการกับปัญหาให้ได้

ด้วยการหาวิธีจัดการกับมันในทุกรูปแบบเพื่อกระตุ้นยอดขาย คุณจะกระตุ้นเซลอย่างไร คุณจะจัดการลดแลกแจกแถมลูกค้าอย่างไร คุณอาจจะต้องประชุมลูกน้องทุกเช้า จัดการแข่งขัน เพิ่มการบริการลูกค้าให้มากขึ้น ผมก็ไม่รู้ว่าคุณจะทำอะไรได้บ้าง

แต่ผมเชื่อว่า ถ้าคุณสู้ตาย คุณก็อาจจะชนะ เพราะไม่มีบริษัทไหนอยากเอาคนเก่าออกหรอก ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ

และอย่าลืมคุยกับเพื่อนในวงการสัก 2-3 คนว่าคุณกำลังมองหางานใหม่ๆที่ท้าทายอยู่นะ เพราะคนที่ยังมีงานทำก็มักจะหางานได้ง่ายกว่าคนตกงาน

หลังจากนั้น วันนี้เขาโทรมาเล่าให้ฟังอย่างสนุกสนานว่า เขาได้ไปปรับปรุงองค์กรหลายอย่าง

จากที่เคยประชุมเซลส์ทุกสัปดาห์ก็เป็นทุกวัน มีการแข่งทำยอดทำเป้า มีระบบวัดความพึงพอใจของลูกค้า และวางกลยุทธในการบริการลูกค้าให้มากขึ้น ฯลฯ จนในที่สุดก็ทำยอดทำเป้าได้มากกว่าเดิมเสียอีก เขาก็มีความสุขกับงานมาก

และมีบริษัทอื่นสนใจอยากได้ผมไปร่วมงานด้วย แต่ผมไม่ไปหรอก เพราะผมยังมีความสุขกับที่นี่อยู่

เขาพูดด้วยน้ำเสียงแจ่มใส ผมก็ชื่นใจไปด้วย

คนเรา เมื่อต้องเจอกับความกลัว ไม่ว่ากลัวล้มเหลว กลัวถูกไล่ออก กลัวถูกปฎิเสธ ฯลฯ

วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด คือการเผชิญหน้ากับมัน

คิดหาวิธี แล้วลงมือทำ

การลงมือทำเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เราปลอดภัยมากที่สุด

จงอย่ารอให้เคราะห์ร้ายมาเยือนตามดวง

แต่จงวิ่งชนเคราะห์ร้าย ซึ่งถ้าเราชนมันแรงพอ เคราห์ร้ายก็จะเปลี่ยนเป็นเคราะห์ดีได้นะครับ

โหราศาสตร์ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตอน 2 ่2 ธันวาคม, 2018

Posted by starseerblog in เกร็ดโหรา.
Tags:
add a comment

โดย พัลลาส Pallas@horauranian.com
เขียนครั้งแรก กันยายน 2550
ปรับปรุงเพิ่มเติม 2 ธ.ค. 2561

ในตอนแรก ผมได้เล่าเรื่องราวของโหราศาสตร์ที่ปรากฏอยู่ในนวนิยายเด็กชื่อดัง แฮร์รี่ พอตเตอร์ โดยหยิบยกมา 2 ประเด็นคือ บ้านทั้งสี่ในโรงเรียนฮอกวอตส์ และ บุคลิกของตัวละครตามวันเกิด อย่างไรก็ดี ยังคงมีประเด็นเกี่ยวกับโหราศาสตร์ในนวนิยายดังกล่าวอีก 3 ประเด็นที่ผมขอยกยอดมาเล่าในตอนที่ 2 เชิญติดตามได้เลยครับ

ประเด็นที่ 3 วิชาพยากรณ์ศาสตร์ (Divination) ในฮอกวอตส์

ในโรงเรียนฮอกวอตส์ วิชาพยากรณ์ศาสตร์ (Divination) เป็นวิชาเลือกที่นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป (ทั้งนี้ นักเรียนทุกคนจะได้รับการปูพื้นฐานด้วยการเรียนวิชาดาราศาสตร์ (Astronomy) ในปีที่ 1 ซึ่งก็ตรงกับหลักที่อาจารย์อารี สวัสดีเคยสอนไว้หลายครั้งว่า “โหร ถ้าไม่รู้จักดาว ก็ไปได้ไม่ไกล”) ในวิชาพยากรณ์ศาสตร์ นักเรียนจะได้เรียนเทคนิคการพยากรณ์ต่างๆ ตั้งแต่ โหราศาสตร์ (Astrology), การอ่านกากใบชา (Tea leaves), ไพ่ (Cartomancy), อ่านลายมือ (Palmistry), การพยากรณ์จากความฝัน (Dream Interpretation), การพยากรณ์จากลูกแก้ว (Crystal Ball), ทำนายกองไฟ (Fire-omens) ฯลฯ ในนวนิยายเรื่องนี้ เราพบว่า เจเค โรว์ลิ่ง มีความเข้าใจในความแตกต่างของพยากรณ์ศาสตร์ (Divination) และโหราศาสตร์ (Astrology) เป็นอย่างดี เมื่อเธอใช้คำว่าโหราศาสตร์ (Astrology) ก็จะหมายถึงการใช้ปัจจัยบนฟ้ามาพยากรณ์ แต่เมื่อพูดรวมๆทุกวิธีแล้ว ก็จะใช้คำว่า พยากรณ์ศาสตร์ (Divination) นั่นเอง

อาจารย์สอนวิชานี้ในฮอกวอตส์คือ ศาสตรารย์ ซีบิลล์ ทรีลอว์นีย์ ซึ่งเป็นลูกของเหลนของผู้พยากรณ์ที่มีชื่อเสียงและมีพรสวรรค์มากๆ (คาสซานดร้า ทรีลอว์นีย์) แม้ว่าคำพยากรณ์ของทรีลอว์นีย์หลายครั้งจะดูเหมือนการเดาสุ่ม แต่เธอก็มีคำพยากรณ์ที่แม่นยำอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะคำพยากรณ์ที่สำคัญที่สุดของเรื่องที่เธอกล่าวกับดัมเบิลดอร์ในร้านหัวหมู ซึ่งคำพยากรณ์นั้นถูกเก็บไว้ในกองปริศนา กระทรวงเวทมนตร์ (รายละเอียดอยู่ในเล่มที่ 5 ตอนภาคีนกฟีนิกซ์) นอกจากนี้ จากหลายๆเหตุการณ์ที่เธอเข้าไปเกี่ยวข้องพอจะบอกได้ว่า ทรีลอว์นีย์จะเน้นไปในทางการพยากรณ์ที่ไม่ใช้โหราศาสตร์มากกว่า (เธอมักจะกล่าวอ้างถึงญาณวิเศษหรือตาพยากรณ์ของเธออยู่เสมอ) พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ทรีลอว์นีย์เน้นการพยากรณ์ในแนวทางพรหมลิขิต (Fate) คือโชคชะตาถูกลิขิตไว้เรียบร้อยแล้ว

นอกจากศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์แล้ว ยังมีอาจารย์อีกคนหนึ่งที่สอนวิชาพยากรณ์ศาสตร์ นั่นคือ ฟีเรนซี (Firenze) ผู้ซึ่งเป็นเซ็นทอร์ (Centaur) หรือสัตว์ที่มีส่วนล่างเป็นม้า ส่วนบนเป็นมนุษย์ อีกนัยหนึ่งก็คือราศีธนูในจักรราศีนั่นเอง ฟีเรนซีสอนวิชาพยากรณ์ศาสตร์โดยเน้นไปในทางโหราศาสตร์ ให้นักเรียนดูดวงดาวจริงๆ ตอนหนึ่งฟีเรนซีกล่าวว่า “ฉันรู้ว่าพวกเธอได้เรียนชื่อของดาวเคราะห์ต่างๆและดวงจันทร์ของดาวเหล่านั้นในวิชาดาราศาสตร์ แล้วเธอยังทำแผนที่การโคจรไปบนสรวงสวรรค์ของดวงดาวทั้งหลายด้วย เซ็นทอร์สามารถไขปริศนาของการโคจรเหล่านี้ได้นานหลายศตวรรษมาแล้ว การค้นพบของเราสอนเราว่าอนาคตนั้นสามารถมองเห็นได้จากท้องฟ้าเบื้องบน” ที่น่าสนใจมากกว่านั้น ก็คือการที่ฟีเรนซีบอกว่า บางครั้งเซ็นทอร์ก็อ่านสัญญาณต่างๆผิดพลาดได้ ดังนั้น เรื่องสำคัญที่เขาต้องการทำไม่ใช่สอนสิ่งที่เขารู้ให้พวกนักเรียน แต่เป็นการปลูกฝังพวกเขาว่า ไม่มีอะไรเลย แม้กระทั่งความรู้ของพวกเซ็นทอร์ ที่ไม่มีที่ผิดเลย เรื่องนี้ก็ให้ข้อคิดที่ดีสำหรับนักโหราศาสตร์ว่า อย่าไปยึดมั่นกับคำพยากรณ์จนมากเกินไป หลายๆครั้ง นักโหราศาสตร์เองเป็นผู้แปลความหมายดวงดาวผิดพลาด เรื่องนี้ผมมองว่าคล้ายๆกับศาสตร์อื่นๆ เช่น การแพทย์ ที่การวินิจฉัยโรคใดๆที่เป็นเรื่องสำคัญ คนไข้ควรที่จะได้รับความเห็นที่ 2 จากแพทย์คนอื่น (Second Opinion) มาประกอบการตัดสินใจด้วย เป็นต้น ดังนั้น หากจะตัดสินใจในเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเกี่ยวกับธุรกิจ ผมแนะนำว่าควรปรึกษาจากนักโหราศาสตร์มากกว่า 1 ท่าน เพื่อลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้

ในทางโหราศาสตร์ เซ็นทอร์เป็นตัวแทนของราศีธนู มาจากเซ็นทอร์ที่ชื่อว่า ไครอน ผู้เปรื่องปราด เชี่ยวชาญวิชาการต่างๆ ทั้งดนตรี เภสัชกรรม การยิงธนู การใช้สมุนไพรทำยา ฯลฯ ที่สำคัญยังเป็นอาจารย์ของวีรบุรุษในตำนานกรีก-โรมันที่สำคัญๆ เช่น อคีลิส เฮอร์คิวลีส เจสัน พีลูส อีเนียส เป็นต้น ต่อมา มหาเทพซุสได้บันดาลให้ไครอนกลายเป็นกลุ่มดาวรูปเซ็นทอร์ถือธนูอยู่บนท้องฟ้า เรียกว่า กลุ่มดาวซาจิททอริอุส (Sagittarius) หรือกลุ่มดาวประจำราศีธนูนั่นเอง ความหมายของราศีธนู หมายถึง นักวางแผน ผู้มองการณ์ไกล เป็นคนที่มองภาพใหญ่มากกว่าจะสนใจภาพย่อย ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ฟีเรนซีจะกล่าวว่า “แต่ส่วนใหญ่เธอเสียเวลาไปเปล่าๆกับเรื่องไร้สาระเพื่อเยินยอตัวเองที่มนุษย์เรียกขานกันว่า การทำนายโชคชะตา แต่ฉันเอง มาที่นี่เพื่ออธิบายถึงปัญญาของพวกเซ็นทอร์ ซึ่งไม่ได้หมายความเจาะจงที่ใครคนใดคนหนี่งและไม่เข้าข้างใครเลย เราเฝ้าดูฟากฟ้าเพื่อหาแนวโน้มของความชั่วร้ายหรือการเปลี่ยนแปลงที่บางครั้งบางคราวได้จารึกไว้บนนั้น อาจต้องใช้เวลาถึงสิบปีที่จะแน่ใจว่าสิ่งที่เราเห็นนั้นคืออะไร” นี่เป็นอีกครั้งที่เจเคซ่อนความหมายของจักรราศีไว้ในตัวละครของเธออย่างแนบเนียน  

 

ประเด็นที่ 4 ชื่อตัวละครและความหมายแฝง

อัจฉริยภาพของเจเค โรว์ลิ่ง ผู้แต่งนิยายเรื่องนี้แสดงออกมาให้เห็นส่วนหนึ่งจากการตั้งชื่อตัวละครต่างๆ ที่แฝงความหมายจากตำนานเทพนิยายและดาราศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์อย่างแยกไม่ออก เริ่มจาก ชื่อของอาจารย์ประจำวิชาพยากรณ์ศาสตร์ ศาสตราจารย์ ซีบิลล์ ทรีลอว์นีย์ (Sibyll Trelawney หนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉบับ UK Edition สะกดว่า Sybill แตกต่างกับฉบับ US Edition ซึ่งสะกดว่า Sibyll) คำว่า “ซีบิล (Sibyll)” มาจากภาษาละติน แปลว่า นักพยากรณ์ ลักษณะการพยากรณ์ของซีบิลจะอยู่ในรูปแบบของการถ่ายทอดคำพยากรณ์จากพระเจ้าหรือเทพเจ้ามาสู่มนุษย์ เช่นจากเทพอพอลโล ฯลฯ โดยไม่จำเป็นต้องให้มีคนมาปรึกษาหรือสอบถาม ลักษณะก็คงตรงกับศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์ ที่มักพยากรณ์อนาคตให้นักเรียนทั้งๆที่ไม่มีใครถาม ในตำนาน ซีบิลที่มีชื่อเสียงมีอยู่หลายคน แต่ที่โด่งดังมากมีอยู่ 3 คน ได้แก่ Delphic Sibyl ที่พยากรณ์ในอำนาจแห่งเทพอพอลโล ณ วิหารเดลฟี เชิงเขา Parnassus ประเทศกรีซ, Erythraean Sibyl ผู้พยากรณ์การเกิดสงครามกรุงทรอย, และ Cumaean Sibyl ผู้พยากรณ์การมาของพระเยซู

บรรพบุรุษของศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์ (Grand-great-grandmother) ชื่อว่า คาสซานดร้า (Cassandra) เป็นแม่มดที่เป็นนักพยากรณ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคของเธอ ซึ่งชื่อของเธอก็ตรงกับ คาสซานดร้า ธิดาของท้าวเพรียม ผู้ซึ่งมีความสามารถในการพยากรณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำ ในตำนานสงครามเมืองทรอย เธอได้พยากรณ์ผลของสงครามกรุงทรอยได้อย่างถูกต้อง และเตือนไม่ให้ชาวทรอยนำม้าไม้ (Trojan horse) เข้ามาในเมือง แต่เทพอพอลโลสาปไว้ไม่ให้มีใครเชื่อคำพยากรณ์ของเธอ ในที่สุดเมืองทรอยก็ล่มสลาย      

อาจารย์อีกท่านหนึ่งในฮอกวอตส์ ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำบ้านกริฟฟินดอร์ คือศาสตราจารย์ มิเนอร์ว่า มักกอนนากัล (Minerva McGonagall) คำว่า มิเนอร์ว่า นั้นเป็นชื่อโรมันของเทพีอธีนาซึ่งเป็นชื่อกรีก เทพีมิเนอร์ว่าเป็นเทพีผู้ครองปัญญาและวิทยาการ ทำให้บรรดามหาวิทยาลัยต่างๆมักนำรูปของเธอเป็นตราสัญลักษณ์, อนุสาวรีย์ หรือรูปแบบอื่นๆ เช่น La Sapienza University ในโรม, Columbia University สหรัฐอเมริกา, University of Lincoln สหราชอาณาจักร ฯลฯ นอกจากนี้แล้ว ชื่อของเธอยังเป็นที่มาของเมืองเอเธนส์ (Athena => Athens) อีกด้วย ในฐานะที่ชนะเทพเจ้ามาร์สในการแข่งขัน (นามปากกาของผม Pallas ก็เป็นอีกชื่อหนึ่งของเทพีอธีนาเช่นกัน) ศาสตราจารย์มักกอนนากัลก็มีบุคลิกตรงกับเทพีมิเนอร์ว่าอยู่มาก เนื่องจากเป็นคนฉลาด มีความเป็นผู้ใหญ่ รวมถึงในด้านการต่อสู้ก็ไม่แพ้ใคร ทำให้สามารถรับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่แทนศาสตราจารย์ดับเบิลดอร์ได้อย่างเหมาะสม

พ่อบุญธรรมของแฮร์รี่ คือ ซิเรียส แบล็ค (Sirius Black) ชื่อซิเรียส มาจากชื่อของดาวฤกษ์ซิริอุส (Sirius) ซึ่งเป็นดาวที่สุกสว่างที่สุดในกลุ่มดาวหมาใหญ่ (Canis Major) ในเรื่องนี้ เจเค โรวลิ่ง นำมาใช้อย่างแนบเนียนด้วยการให้ซิเรียสแปลงร่างเป็นสุนัขดำ และใช้นามแฝงในกลุ่มเพื่อนว่า เท้าปุย (Padfoot) นั่นเอง

เดรโก มัลฟอย นักเรียนร่วมรุ่นของแฮร์รี่ ชื่อของเขา เดรโก (Draco) ก็จะตรงกับ กลุ่มดาวมังกร (Draco) ซึ่งอยู่ใกล้กับขั้วโลกเหนือ (กลุ่มดาวนี้มักถูกเรียกสับสนกับกลุ่มดาวในแถบจักรราศีที่เรียกว่า มกร เพราะมังกรหมายถึงงูใหญ่ ส่วนมกรหมายถึงแพะภูเขา ซึ่งไม่เหมือนกัน ดังนั้นในโหราศาสตร์จะมีแต่ราศีมกรเท่านั้น ไม่มีราศีมังกร) กลุ่มดาวมังกรก็หมายถึงงูใหญ่ ซึ่งก็ตรงกับสัญลักษณ์ของบ้านสลิธีริน ที่เดรโก มัลฟอย สังกัดอยู่

เพื่อนอีกคนหนึ่งของแฮร์รี่ที่มีบุคลิกแปลกๆ นั่นคือ ลูน่า เลิฟกู๊ด (Luna Lovegood) หรือ เลิฟกู๊ดสติเฟื่อง นั่นเอง คำว่า ลูน่า (Luna) นั้นหมายถึงพระจันทร์ในภาษาละติน ซึ่งในตำนานกรีกหมายถึง เทพีซีลีนี ผู้ลึกลับและนำเราไปสู่ห้วงจินตนาการเพื่อเปิดเผยความจริง บ่งบอกถึงด้านในของชีวิต (รายละเอียดสามารถอ่านได้ในบท ไพ่หมายเลข 2 The High Priestess นักบวชหญิง ในหนังสือ ชี้ทางชีวิตด้วยไพ่เมเจอร์ ) ซึ่งคล้ายคลึงกับบุคลิกของลูน่าที่มักจะมองโลกด้วยแง่มุมแปลกๆ เต็มไปด้วยจินตนาการ และเชื่อว่าทุกเรื่องมีความลี้ลับซ่อนอยู่ ทำให้ค่อนข้างแปลกแยกจากคนอื่น ไม่ค่อยมีใครกล้ามาคุยด้วย

 

ประเด็นที่ 5 พรหมลิขิตหรือกรรมลิขิต (Fate or Freewill)

นวนิยายเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้แตะประเด็นสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในโหราศาสตร์ นั่นคือ พรหมลิขิต หรือ กรรมลิขิต (Fate or Freewill) ในอดีต มักมีความเชื่ออยู่ว่า ชะตาชีวิตของมนุษย์ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่กำเนิดแล้ว ดังนั้น เหตุการณ์ต่างๆในชีวิตมนุษย์จะสามารถบอกได้อย่างชัดเจนจากดวงชะตากำเนิด มนุษย์ไม่สามารถฝืนชะตาฟ้าลิขิตไปได้ ทัศนคตินี้ยังคงฝังรากลึกในความเชื่อของคนทั่วไปจนถึงปัจจุบัน ความเชื่อลักษณะนี้เรียกได้ว่า “เชื่อในพรหมลิขิต (Fate)”

อย่างไรก็ตาม โหราศาสตร์แนวใหม่ โดยเฉพาะโหราศาสตร์แบบวิทยาศาสตร์ ดังเช่น โหราศาสตร์ยูเรเนียน มีแนวคิดที่แตกต่างออกไป โดยเชื่อว่า มนุษย์มีทางเลือก และสามารถเลือกดำเนินชีวิตตามความต้องการของแต่ละคนได้ แต่คงอยู่ในภายใต้กรอบของกฎแห่งกรรม ดังนั้น โหราศาสตร์ในแนวคิดจึงเป็นเพียงเครื่องมือในการบอกแนวโน้มของชีวิต ซึ่งมนุษย์สามารถนำไปประกอบในการตัดสินใจเรื่องต่างๆในชีวิตต่อไป ความเชื่อนี้ผมขอเรียกว่า “เชื่อในกรรมลิขิต (Freewill)”

นวนิยายแฮร์รี่ พอตเตอร์ กล่าวถึงเรื่องนี้หลายตอน เช่นในเล่มที่ 2 ตอนห้องแห่งความลับ บทที่ 18 แฮร์รี่ได้ถามศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ว่า หมวกคัดสรรบอกว่าแฮร์รี่จะทำได้ดีทีเดียวถ้าอยู่บ้านสลิธีริน เพราะพูดภาษาพาร์เซลได้ (ภาษาที่พูดคุยกับงู) อีกทั้งได้รับถ่ายทอดพลังบางอย่างจากโวลเดอมอร์ในคืนที่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ให้แฮร์รี่ รวมถึงมีคุณสมบัติหลายอย่างที่ซัลลาซาร์ สลิธีริน ผู้ก่อตั้งบ้านสลิธีรินให้ความสำคัญมาก แล้วทำไมหมวกยังส่งแฮร์รี่ไปอยู่บ้านกริฟฟินดอร์ คำตอบก็คือ แฮร์รี่เลือกที่จะไม่ไปอยู่บ้านสลิธีรินนั่นเอง ดัมเบิลดอร์ได้สรุปว่า สิ่งที่ทำให้แฮร์รี่แตกต่างจากโวลเดอมอร์ นั่นคือ การเลือกของคนเรานั่นเองที่จะแสดงให้เห็นว่าจริงๆแล้วเราเป็นคนอย่างไร ยิ่งไปเสียกว่าความสามารถของเรามากนัก

อีกตอนหนึ่งในเล่มที่ 5 ตอนภาคีนกฟีนิกซ์ บทที่ 37 เมื่อดัมเบิลดอร์ได้ให้แฮร์รี่ได้ฟังคำพยากรณ์ของซีบิลล์ ทรีลอว์นีย์ว่า “ผู้มีอำนาจจะปราบเจ้าแห่งศาสตร์มืดใกล้เข้ามาแล้ว…เกิดกับคนที่ท้าทายเขาถึงสามหน เกิดเมื่อเดือนที่เจ็ดวางวาย…และเจ้าแห่งศาสตร์มืดจะทำเครื่องหมายเขาในฐานะผู้เท่าเทียม แต่เขานั้นจะมีอำนาจที่เจ้าแห่งศาสตร์มืดหารู้จักไม่…และคนหนึ่งจะต้องตายด้วยน้ำมือของอีกคน เพราะทั้งสองจะไม่อาจอยู่ได้ถ้าอีกคนยังอยู่รอด” ตอนที่โวลเดอมอร์ได้ยินคำพยากรณ์นี้จากบริวารของเขา เขาได้ยินเพียงแค่ถึงตอนที่ว่า เกิดเมื่อเดือนที่เจ็ดวางวาย เท่านั้น ซึ่งเด็กที่เกิดวันสุดท้ายของเดือนกรกฎาคม และเกิดกับพ่อแม่ที่ได้ท้าทายโวลเดอมอร์มาแล้วสามครั้ง มีอยู่ 2 คน นั่นคือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ และเนวิลล์ ลองบัตท่อม อย่างไรก็ดี โวลเดอมอร์นั่นเองเป็นผู้เลือกที่จะทำเครื่องหมายเขาในฐานะผู้เท่าเทียมกับแฮร์รี่ ไม่ใช่เนวิลล์ นี่เป็นอีกครั้งที่ การเลือกของมนุษย์ส่งผลมากกว่าคำพยากรณ์เพียงอย่างเดียว

ตอนที่ผมชอบมากอีกตอนหนึ่งอยู่ในเล่มที่ 6 ตอนเจ้าชายเลือดผสม บทที่ 23 ตอนนี้ดัมเบิลดอร์พยายามที่จะสอนให้แฮร์รี่เข้าใจถึงอำนาจที่เจ้าแห่งศาสตร์มืดหารู้จักไม่ นั่นคือ ความรัก ดัมเบิลดอร์พูดตอนหนึ่งว่า “แต่แฮร์รี่ อย่าลืมเด็ดขาดว่า สิ่งที่คำพยากรณ์บอกจะมีความสำคัญก็ต่อเมื่อโวลเดอมอร์ทำให้มันเป็นไปดังนั้น ฉันบอกเธอเรื่องนี้แล้วเมื่อปลายปีก่อน โวลเดอมอร์เจาะจงเลือกว่าเธอคือคนที่จะเป็นอันตรายต่อเขามากที่สุด และเมื่อทำเช่นนั้น เขาทำให้เธอกลายเป็นคนที่อันตรายต่อเขามากที่สุด!” จากนั้นดัมเบิลดอร์พยายามที่จะสอนให้แฮร์รี่ตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกที่จะทำ มากกว่า การปล่อยให้เป็นไปตามคำพยากรณ์อย่างเดียว “แน่นอน เธอต้องทำ! แต่ไม่ใช่เพราะคำพยากรณ์! เพราะเธอ ตัวเธอเองนั่นละ จะไม่มีวันหยุดจนกว่าเธอจะได้พยายามทำ! ..” “..เธอเป็นอิสระที่จะเลือกทางของเธอเอง อิสระที่จะหันหลังให้คำพยากรณ์นั่นได้! ..” ตอนท้ายของบท แฮร์รี่ก็เข้าใจว่า มันมีความแตกต่างกันระหว่างการถูกลากตัวเข้าไปในสังเวียนเพื่อเผชิญหน้าการต่อสู้ที่ถึงตาย กับการเดินเข้าไปในสังเวียนด้วยหัวที่เชิดสูง บางคนอาจจะพูดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยนักที่ได้เลือกระหว่างทางทั้งสองนี้ แต่ดัมเบิลดอร์และแฮร์รี่ต่างก็รู้ว่า นั่นคือความแตกต่างทั้งมวลในโลกนี้

ในนวนิยายเรื่องนี้ หลายๆตอนมักทำให้คนอ่านรู้สึกว่าวิชาพยากรณ์ศาสตร์เป็นเรื่องเหลวไหล ไม่น่าเชื่อ จากบุคลิกที่น่าขบขันของศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์ อย่างไรก็ดี เจเค โรว์ลิ่งกลับเขียนให้เป็นไปว่า คำพยากรณ์สำคัญหลายๆครั้งของทรีลอว์นีย์กลับมีความแม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับผมแล้ว ผมว่าประเด็นที่เจเคพยายามจะสื่อให้คนอ่านรับรู้ก็คือ ไม่ว่าคำพยากรณ์จะเป็นอย่างไร มนุษย์นั่นเองที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกที่จะทำหรือไม่ทำ ไม่ใช่คำพยากรณ์ ความแตกต่างระหว่างการเลือกที่จะทำ กับการทำตามคำพยากรณ์ที่คนอื่นบอก สร้างผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างมาก แน่นอนการเลือกเองของมนุษย์ย่อมเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่า ประเด็นนี้เองที่ผมรู้สึกว่าคือหัวใจของนวนิยายเด็กเรื่องนี้  

 

โหราศาสตร์ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตอน 1 ่19 พฤศจิกายน, 2018

Posted by starseerblog in เกร็ดโหรา.
Tags:
add a comment

โดย พัลลาส Pallas@horauranian.com
เขียนครั้งแรก สิงหาคม 2550
ปรับปรุงเพิ่มเติม 19 พ.ย. 2561

โหราศาสตร์ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตอน 1 ว่าด้วย บ้านทั้งสี่กับธาตุสี่ และบุคลิกของตัวละครตามราศีเกิด

แฮร์รี่ พอตเตอร์ (Harry Potter) เป็นนวนิยายสำหรับเด็กที่ขายดีที่สุดในโลก ประพันธ์โดย J K Rowling ชาวอังกฤษ นวนิยายเรื่องนี้เป็นนวนิยายชุด มีทั้งหมด 7 ตอน ตั้งแต่วางแผงในประเทศสหราชอาณาจักรครั้งแรกเมื่อปี 2540 ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการหนังสือเด็ก ที่ได้รับการแปลมากกว่า 80 ภาษา และสามารถขายได้กว่า 500 ล้านเล่มทั่วโลก

HarryPotterPoster

เรื่องราวในนวนิยายเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับโลกพ่อมดแม่มด มีการผูกเรื่องไว้อย่างซับซ้อนและสนุกสนาน บ่งบอกถึงความเป็นอัจฉริยะของผู้ประพันธ์ เรื่องราว ชื่อตัวละคร ชื่อสถานที่ และเนื้อหาได้ประมวลความรู้จากหลากสาขาวิชาเข้าด้วยกัน ทั้งประวัติศาสตร์ ปรัชญา จิตวิทยา มนุษยวิทยา อักษรศาสตร์ ดาราศาสตร์ รวมไปถึงโหราศาสตร์อีกด้วย

เมื่อผมอ่านนวนิยายเรื่องนี้ครั้งแรกนั้น ก็อ่านด้วยความเพลิดเพลิน ไม่ได้สังเกตเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ ต่อมา เมื่อกลับมาอ่านอีกครั้ง ก็สังเกตพบว่า เจ เค โรว์ลิ่ง ได้ซ่อนประเด็นสำคัญๆที่เกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์ไว้ในเนื้อเรื่องอย่างแยบยล แม้ว่าเธอไม่เคยเปิดเผยว่า เธอมีความรู้ทางโหราศาสตร์หรือไม่ แต่เนื้อหาในนวนิยายก็บอกอย่างชัดเจนว่าเธอมีความรู้ทางโหราศาสตร์อยู่พอสมควร ที่สำคัญผมเชื่อว่า นักศึกษาโหราศาสตร์สามารถเรียนรู้โหราศาสตร์จาก นวนิยายเรื่องนี้ได้ไม่น้อยเช่นกัน

บทความนี้ผมตั้งใจที่จะหยิบยกประเด็นทางโหราศาสตร์ที่ผมสังเกตพบจากนวนิยายเรื่องนี้ บางเรื่องเมื่อค้นในอินเตอร์เน็ตแล้วพบว่ามีคนกล่าวถึงอยู่บ้าง แต่มีส่วนที่ผมไม่เห็นด้วยในรายละเอียด ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีความเห็นแตกต่างกัน การพูดคุยถกเถียงในเรื่องทำนองนี้มักจะทำให้ผู้ร่วมเสวนาได้รับความรู้มากขึ้นอยู่เสมอ

ประเด็นที่ 1: บ้านทั้งสี่ในโรงเรียนฮอกวอตส์

ฉากสำคัญของเรื่องนี้คือ โรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์ (Hogwarts School of Witchcraft and Wizardry) ซึ่งตัวละครหลักคือแฮร์รี่ พอตเตอร์ เรียนอยู่ที่นั่น โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนประจำ ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วจะต้องแบ่งนักเรียนออกเป็นบ้าน สำหรับฮอกวอตส์นั้นแบ่งเป็น 4 บ้าน ได้แก่ กริฟฟินดอร์ (Gryffindor), ฮัฟเฟิลพัฟ (Hufflepuff), เรเวนคลอ (Ravenclaw) และสลิธีริน (Slytherin) ในแต่ละปี เมื่อโรงเรียนเปิดเทอม นักเรียนใหม่จะได้รับการคัดสรรเข้าบ้านแต่ละบ้านโดยการสวมหมวกคัดสรร (Sorting Hat) ลงบนศีรษะ และหมวกคัดสรรจะตัดสินใจเลือกบ้านให้กับเด็กแต่ละคน

ในแต่ละปี หมวดคัดสรรจะร้องเพลงที่เป็นการอธิบายคุณสมบัติต่างๆที่บ้านทั้งสี่ของฮอกวอตส์ต้องการ หากนักโหราศาสตร์อ่านคุณสมบัติของแต่ละบ้านดีๆก็จะพบว่า บ้านทั้งสี่ก็คือตัวแทนของธาตุทั้งสี่หรือมหาภูตรูป ไฟ ดิน ลม น้ำ นั่นเอง เราลองทวนบทเพลงของหมวกคัดสรรจากภาคแรกดูนะครับ

“..เธออาจไปอยู่บ้านกริฟฟินดอร์ ซึ่งเป็นหอของผู้กล้าหัวใจสิงห์
ชอบท้าทายเป็นวีรบุรุษยิ่ง นี่คือสิ่งสัญลักษณ์กริฟฟินดอร์
ฮัฟเฟิลพัฟอาจเป็นแห่งที่เธอไป บ้านนี้ไว้คนทนไม่ย่อท้อ
ยุติธรรมภักดีไม่รีรอ ไม่สอพลอไม่เกี่ยงงานวานก็ทำ
พวกฉลาดไปอยู่เรเวนคลอ บ้านนี้ขอคนเก่งพูดขันขำ
อีกเรียนรู้วิชาการเป็นประจำ สิ่งสำคัญคือต้องมีความรู้ดี
หรือเธออาจไปอยู่สลิธีริน ซึ่งเป็นถิ่นพบมิตรแท้ชีวิตนี่
ฉลาดโกงใช้ทุกยุทธวิธี ให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ใจต้องการ..”

หลังจากอ่านนิยายเรื่องนี้หลายๆรอบ ผมได้สังเกตและตั้งสมมติฐานว่า บ้านกริฟฟินดอร์ มีลักษณะของธาตุไฟ บ้านฮัฟเฟิลพัฟมีลักษณะของธาตุดิน บ้านเรเวนคลอมีลักษณะของธาตุลม และบ้านสลิธีรินมีลักษณะของธาตุน้ำ จากนั้นผม ได้รวบรวมคุณลักษณะของบ้านแต่ละหลังได้ดังนี้

กริฟฟินดอร์

  • บุคลิก: กล้าหาญ
  • สัตว์ประจำบ้าน: สิงโต
  • สี: แดง และ ทอง
  • อาจารย์ประจำบ้าน: มิเนอร์ว่า มักกอนนากัล

ฮัฟเฟิลพัฟ

  • บุคลิก: อดทน
  • สัตว์ประจำบ้าน: แบดเจอร์
  • สี: เหลือง และ ดำ
  • อาจารย์ประจำบ้าน: โพโมน่า สเปราต์

เรเวนคลอ

  • บุคลิก: ฉลาด
  • สัตว์ประจำบ้าน: อินทรี
  • สี: น้ำเงิน และ บรอนซ์
  • อาจารย์ประจำบ้าน: ฟิลิอัส ฟลิตวิก

สลีธิริน

  • บุคลิก: มีเล่ห์เหลี่ยม
  • สัตว์ประจำบ้าน: งู
  • สี: เขียว และ เงิน
  • อาจารย์ประจำบ้าน: เซเวอร์รัส สเนป

เริ่มจากบ้านกริฟฟินดอร์ ซึ่งมีตัวละครหลักของเรื่องทั้งสามคนอยู่ในบ้านหลังนี้ คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์, รอน วีสลีย์และ เฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์ จุดเด่นของบ้านนี้คือมีความกล้าหาญ ชอบผจญภัย และไม่ได้อยู่ในกรอบกติกาซักเท่าไหร่ (พูดง่ายๆคือชอบแหกกฎนั่นเอง) ที่สำคัญคือมักเป็นบ้านที่ได้รับรางวัลบ้านดีเด่นประจำปีอยู่เสมอ ลักษณะเหล่านี้ตรงกับราศีธาตุไฟ หรือราศีเมษ สิงห์ ธนู ซึ่งอาจารย์วิโรจน์ได้สรุปไว้ว่า “รุก บุกเบิก ขยาย” สำหรับสัตว์ประจำบ้านของกริฟฟินดอร์นั้นคือสิงโต ซึ่งก็ชัดเจนว่าหมายถึง ราศีสิงห์ ส่วนศาสตราจารย์มักกอนนากัล อาจารย์ประจำบ้านกริฟฟินดอร์นั้นเป็นอาจารย์สอนวิชาแปลงร่าง ที่มีลักษณะเด่นคือ อยากให้บ้านที่ตนเองดูแลอยู่ชนะการแข่งขันกีฬาควิดดิช (ด้วยความยุติธรรม) ซึ่งการแข่งขันกีฬาก็หมายถึงราศีสิงห์นั่นเอง (อย่างไรก็ตามเนื่องจากศาสตราจาย์มักกอนนากัลเกิด 4 ต.ค. ราศีตุล จึงมีลักษณะของความเป็นผู้รักความยุติธรรมและสมานฉันท์ปนอยู่ด้วย)

ธาตุดิน หรือบ้านฮัฟเฟิลพัฟ เป็นบ้านที่ดูจะเงียบๆ ไม่มีตัวละครที่เด่นมากนัก บุคลิกของบ้านนี้คือความอดทนมานะพยายาม ซึ่งตรงกับลักษณะของธาตุดิน ที่มีลักษณะของความมั่นคง อุตสาหะ จริงจัง สงบเสงี่ยม ตัวละครในเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่เด่นที่สุดของบ้านนี้คือ เซดริก ดิกกอรี่ ตัวแทนของฮอกวอตส์ที่เข้าแข่งขันประลองเวทไตรภาคีร่วมกับแฮร์รี่ในภาคที่สี่ คำบรรยายบุคลิกของเซดริกที่ดีและตรงกับธาตุดินมากที่สุด น่าจะมาจากคำพูดของศาสตราจารย์ดับเบิลดอร์ อาจารย์ใหญ่ที่ว่า “..เซดริกเป็นบุคคลตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงคุณสมบัติมากมายหลายประการที่ทำให้บ้านฮัฟเฟิลพัฟโดดเด่น เขาเป็นเพื่อนที่ดีและไม่เปลี่ยนแปรเป็นอื่น เขาขยันและเห็นคุณค่าของการเล่นตามกฎกติกา..” เมื่อเรามาพิจารณาสัตว์ประจำบ้านฮัฟเฟิลพัฟคือตัวแบดเจอร์ (Badger) ซึ่งเป็นสัตว์ที่ชอบขุดรูอยู่ในดิน ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าหมายถึงธาตุดินนั่นเอง สำหรับอาจารย์ประจำบ้านนั้นคือ ศาสตราจารย์สเปราต์ อาจารย์ผู้สอนวิชาสมุนไพรศาสตร์ (เกิด 15 พ.ค. ราศีพฤษภ ธาตุดิน) ที่สอนนักเรียนเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้และพืชสมุนไพรซึ่งก็เกี่ยวข้องกับดินอีกเช่นเคย พอมาในเรื่อง Fantastic Beasts ตัวเอกของเรื่อง นิวท์ สคามันเดอร์ ผู้เขียนหนังสือ สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสัตว์วิเศษ ตอนเป็นนักเรียนก็อยู่บ้านฮัฟเฟิลพัฟ สมกับบุคลิกความสนใจของเขา

บ้านเรเวนคลอ บ้านของคนฉลาด ชอบเรียนรู้ ตรงกับลักษณะของธาตุลมที่อาจารย์ประยูรได้ให้คุณสมบัติไว้ว่า “ชอบเรียนรู้ รวดเร็ว มีความสามารถในการปรับตนให้เข้ากับเหตุการณ์” สัญลักษณ์ประจำบ้านคือ นกอินทรี ซึ่งเป็นนกที่แข็งแรง บินเร็ว และมองได้ไกล การที่มีสัตว์ประจำบ้านเป็นนกที่บินอยู่ในอากาศเป็นการสะท้อนถึงความเป็นธาตุลมของบ้านหลังนี้เช่นกัน อาจารย์ประจำบ้านคือศาสตราจารย์ฟลิตวิก อาจารย์สอนวิชาเวทมนตร์คาถา (เกิด 17 ต.ค. ราศีตุล ธาตุลม) เป็นพ่อมดตัวเล็กที่ต้องยืนบนตั้งหนังสือจึงจะสูงพ้นโต๊ะเล็กเชอร์ แต่ความสามารถด้านเวทมนตร์อยู่ในระดับแนวหน้า เคยชนะการแข่งขันดวลเวทมนตร์สมัยยังหนุ่ม แสดงถึงความสามารถในการปรับตัวของศาสตราจารย์ฟลิตวิกที่แม้จะตัวเล็กแต่ก็พัฒนาความสามารถด้านเวทมนตร์มาชดเชยความด้อยทางร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม

บ้านหลังสุดท้ายซึ่งผมเชื่อว่าเป็นธาตุน้ำ ค่อนข้างโชคร้ายเพราะเจ เค โรว์ลิ่ง วางตัวละครตัวร้ายไว้ในบ้านหลังนี้ เช่น โวลเดอมอร์, มัลฟอย ฯลฯ ดังนั้น ลักษณะที่ปรากฏออกมาจึงเป็นไปในทางลบเป็นส่วนใหญ่ (นักศึกษาโหราศาสตร์ต้องระลึกว่านี่เป็นนวนิยาย ย่อมสร้างบทบาทตัวละครให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ฝ่ายไหนคือฝ่ายดี ฝ่ายไหนคือฝ่ายร้าย ดังนั้น หากจะนำไปใช้พยากรณ์จริงก็อย่าลืมด้านบวกของธาตุน้ำด้วย) หมวกคัดสรรระบุลักษณะของเด็กที่เข้าบ้านสลิธีรินไว้ว่า เป็นคนที่มุ่งความสำเร็จ บรรลุเป้าหมาย โดยไม่สนใจวิธีการ หรือเรียกว่า ฉลาดแกมโกง ลักษณะของธาตุน้ำในทางโหราศาสตร์ ได้แก่ ช่างคิดช่างฝัน ลึกซึ้ง มีความรู้สึกไว เจ้าอารมณ์ ลึกลับ ดังนั้น การที่บ้านสลิธีรินมี งู เป็นสัญลักษณ์อันหมายถึงความลึกลับ จึงสะท้อนลักษณะของธาตุน้ำ อาจารย์ประจำบ้านสลิธีรินคือ ศาสตราจารย์ เซเวอรัส สเนป อาจารย์ประจำวิชาการปรุงยา (เกิด 9 ม.ค. ราศีมกร ธาตุดิน ซึ่งส่งผลให้สเนปเป็นคนจริงจัง แทบไม่เคยพูดเล่นเลย) ลักษณะเด่นของสเนปคือ ความเจ้าคิดเจ้าแค้นที่มีต่อพ่อของแฮร์รี่ และความลึกลับที่ไม่ทราบว่าเขาอยู่ฝ่ายดับเบิลดอร์หรือฝ่ายโวลเดอมอร์กันแน่ (ตอนนี้เฉลยแล้วว่า สเนป คือผู้มีความรักลึกซึ้งต่อ ลิลี่ เอฟเวนส์ แม่ของแฮร์รี่ และเสียสละได้ทุกอย่างเพื่อให้แฮร์รี่ ลูกชายของลิลี่ ปลอดภัย แม้กระทั่งชีวิตของตน แปลว่าในดวงของสเนป ถ้าคำนวณกันจริงๆ น่าจะมีราศีพิจิกเด่น) เท่าที่ผมสังเกตพบว่า ลักษณะของบ้านสลิธีรินจะมาจากด้านลบของราศีพิจิกและราศีมีนเป็นหลัก ส่วนราศีกรกฎมีอิทธิพลค่อนข้างน้อย

มีบทความ “Harry Potter and the Astrologer’s Chart” โดย Neil Spencer ในเว็บไซต์ของสมาคมโหราศาสตร์แห่งเกรทบริเตน (The Astrological Association of Great Britain) กล่าวถึงเรื่องบ้านทั้งสี่ว่ามาจากราศีทวารทั้งสี่คือ เมษ-กริฟฟินดอร์, กรกฎ-ฮัฟเฟิลพัฟ, ตุล-เรเวนคลอ และมกร-สลิธีริน ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเนื่องจากลักษณะเด่นของบ้านฮัฟเฟิลพัฟคือความอดทน มานะพยายาม และความภักดี ซึ่งไม่ตรงกับราศีกรกฎที่หมายถึงความอ่อนไหว อ่อนโยน และเต็มไปด้วยความรู้สึก จึงขออนุญาตนำมาบันทึกความเห็นไว้เพื่อให้ผู้อ่านได้ลองพิจารณาต่อไป

ประเด็นที่ 2: บุคลิกของตัวละครตามวันเกิด

ในนิยายเรื่องนี้ เจ เค ได้สอดแทรกข้อมูลวันเกิดของตัวละครสำคัญๆไว้เป็นระยะ นอกจากนั้นสำหรับตัวละครบางคนที่เธอไม่ได้ระบุในนวนิยาย เธอได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของเธอ, การให้สัมภาษณ์ หรือกิจกรรมพบปะแฟนๆแฮร์รี่ จากการรวบรวมข้อมูลดังกล่าว ทำให้ผมเชื่อว่า เจ เค มีความรู้โหราศาสตร์อยู่พอสมควร โดยเฉพาะลักษณะของคนตามราศีที่ดวงอาทิตย์สถิต (Sun Sign) เพราะเธอสามารถบรรยายขยายความลักษณะของตัวละครแต่ละคนได้สอดคล้องกับโหราศาสตร์ ซึ่งนักศึกษาโหราศาสตร์สามารถเรียนรู้ความหมายของแต่ละราศีได้จากนวนิยายเรื่องนี้แน่นอน ทั้งนี้ มีเว็บไซต์โหราศาสตร์บางแห่งได้ผูกดวงชะตาของตัวละครขึ้นมาเพื่ออธิบายเรื่องราวในนวนิยายกับดวงชะตา แต่ผมขออนุญาตข้ามเรื่องดวงชะตาไป เพราะผมไม่คิดว่า เจ เค จะผูกดวงชะตาของตัวละครแต่ละคนเพื่อเขียนนวนิยายเรื่องนี้ออกมา และถึงคำนวณได้ก็ไม่น่าจะเป็นประโยชน์กับนักศึกษาโหราศาสตร์สักเท่าไหร่

เริ่มต้นด้วยแฮร์รี่ พอตเตอร์ พระเอกของเรื่อง วันเกิดของแฮร์รี่ของวันที่ 31 กรกฎาคม (วันเดียวกับวันเกิดของเจ เค โรว์ลิ่ง) ตรงกับราศีสิงห์ ราศีของผู้นำ บุคคลผู้มีชื่อเสียง ซึ่งตรงกับแฮร์รี่อย่างยิ่ง เพราะแฮร์รี่โด่งดังในโลกของพ่อมดแม่มดในนามของเด็กชายผู้รอดชีวิต ตั้งแต่อายุเพียง 1 ขวบเท่านั้น ในด้านความเป็นผู้นำนั้น ด้วยความเป็นพระเอกของเรื่อง แฮร์รี่จะเป็นผู้นำของกลุ่มเพื่อนๆในทุกๆภาค ไม่ว่าจะมีใครให้ความเห็นหรือคำแนะนำอย่างไร แฮร์รี่จะเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้ายเสมอ ความเป็นสิงห์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ความกล้าหาญ แฮร์รี่ไม่เคยกลัวในภยันตรายใดๆ แม้ว่าเขาจะเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะทำลายของลอร์ดโวลเดอมอร์ เขาตรงเข้าต่อสู้อย่างกล้าหาญเสมอ นอกจากนั้น แฮร์รี่ไม่ชอบการถูกบังคับหรืออยู่ในกฎเกณฑ์ ยามใดที่เขาถูกขีดเส้นให้อยู่ในกรอบ ขาดความอิสระ เขาจะออกอาการหัวเสีย หงุดหงิด ซึ่งเราเห็นได้ชัดในภาค 5 ภาคีนกฟีนิกซ์ เมื่อศาสตราจารย์อัมบริดจ์ได้ตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาในโรงเรียนอย่างมากมาย แฮร์รี่ไม่สามารถทนอยู่ในกรอบเช่นนั้นได้ พยายามแหกกฎจนถูกลงโทษ และจับมือกับเพื่อนๆตั้งกองทัพดัมเบิลดอร์ขึ้นมาอย่างลับๆเพื่อต่อต้านอำนาจของอัมบริดจ์ แง่ลบของความเป็นสิงห์ในตัวแฮร์รี่แสดงให้เห็นชัดเจนในภาค 5-7 เมื่อเขาจะแสดงอาการหงุดหงิดฉุนเฉียวอยู่เสมอ เมื่อถูกตีกรอบหรือปิดกั้น แม้ว่ากรอบเหล่านั้นจะมาจากคนที่รักเขาอย่างดับเบิลดอร์ก็ตาม ในด้านความต้องการเอาชนะของสิงห์นั้น เจเค โรว์ลิ่งได้สอดแทรกเอาไว้อย่างกลมกลืน ในภาค 5 ภาคีนกฟีนิกซ์ เมื่อแฮร์รี่ทราบข่าวว่าทั้งรอนและเฮอร์ไมโอนีได้รับการแต่งตั้งเป็นพรีเฟ็คหรือหัวหน้านักเรียน แทนที่เขาจะรู้สึกดีใจที่เพื่อนรักได้รับตำแหน่ง เขากลับรู้สึกไม่พอใจเพราะเขาคาดหวังว่าควรจะเป็นเขาที่ได้รับตำแหน่งดังกล่าว เพราะเขาคิดว่าเขาดีกว่าคนอื่นๆ “..ฉันทำอะไรมากกว่าแน่ๆ ฉันทำมามากกว่าสองคนนั่น..” อย่างไรก็ตาม เมื่อตั้งสติได้ เขาจึงระงับความคิดแง่ลบเช่นนั้น และกลับมายินดีกับความสำเร็จของเพื่อนรัก

เพื่อนของแฮร์รี่อีกคนหนึ่งที่เกิดวันเดียวกันคือ เนวิลล์ ลองบัตท่อม เมื่อผมอ่านเรื่องนี้ครั้งแรก ผมรู้สึกว่า เจเคต้องวางบุคลิกภาพของเนวิลล์ เด็กชายผู้เกิดวันเดือนปีเดียวกับแฮร์รี่ ผิดแน่ๆ เพราะบุคลิกของเนวิลล์ออกไปในทางไม่สู้คน ไม่มีความเป็นผู้นำ แต่เมื่ออ่านถึงตอนท้ายของภาคแรก ความเป็นสิงห์ในตัวของเนวิลล์ก็ปรากฏออกมาเมื่อเขาพยายามขัดขวางเพื่อนรักทั้งสามคือแฮร์รี่ รอน และเฮอร์ไมโอนี ไม่ให้หนีออกไปนอกตึกซึ่งผิดกฎ คำพูดของเนวิลล์แสดงถึงความเป็นสิงห์ที่ซ่อนอยู่ในตัวเขา “..อย่าเรียกฉันว่าปัญญาอ่อน ฉันไม่คิดว่าพวกนายควรทำผิดกฎมากไปกว่านี้แล้ว และนายเองเป็นคนบอกกับฉันให้ยืนหยัดสู้กับคนอื่น.” และศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ก็ได้ให้ข้อสรุปถึงความกล้าหาญของเนวิลล์ในเรื่องดังกล่าวว่า “..ความกล้าหาญทุกรูปแบบ ต้องใช้ความแกร่งกล้าอย่างมากที่จะยืนหยัดต่อสู้ศัตรู แต่ต้องมีความกล้ามากกว่านั้นที่จะยืนหยัดต่อเพื่อนของเรา..” เมื่อเราติดตามนิยายเรื่องนี้มายังเล่มหลังๆ เราก็จะพบว่า เนวิลล์เป็นเด็กที่มีความกล้าหาญอย่างยิ่ง เขาเป็นหนึ่งในกองทัพดับเบิลดอร์และเข้าร่วมการต่อสู้สำคัญๆทุกครั้งโดยไม่กลัวอันตราย ทั้งนี้ สำหรับนักโหราศาสตร์แล้ว เมื่อเราพบว่าเจ้าชะตามีอาทิตย์อยู่ในราศีสิงห์ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำออกมาอย่างชัดเจน แต่เราต้องดูจุดเจ้าชะตาอื่นๆและเรือนชะตาอีกด้วย เพราะเมื่อเวลาเกิดไม่ตรงกัน แม้ว่าจะเกิดวันเดือนปีเดียวกัน ก็ย่อมมีความแตกต่างกัน

เพื่อนรักของแฮร์รี่คนต่อมาคือ เฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์ วันเกิดของเธอตรงกับวันที่ 19 กันยายน ตรงกับราศีกันย์ ลักษณะเด่นของคนราศีกันย์คือเป็นนักวิเคราะห์ นักตรวจสอบ ฉลาด ขยัน มีระเบียบแบบแผน ระมัดระวัง ขี้ระแวง ซึ่งตรงกับความเป็นเฮอร์ไมโอนีทุกประการ เธอเป็นนักเรียนดีเด่นที่ขยันเรียนรู้ทุกๆเรื่องในตำรา เธอจะอ่านตำราจนจบก่อนที่จะเข้าเรียนอยู่เสมอ และทำให้เธอสอบได้ที่หนึ่งทุกๆปี ในกลุ่มเพื่อนรัก 3 คน แฮร์รี่ รอน เฮอร์ไมโอนี นั้น เธอจะเป็นคนค้นหาข้อมูลเจาะลึกมาให้เพื่อนๆเสมอ คอยระมัดระวังไม่ให้แฮร์รี่ทำอะไรผลีผลาม เธอเป็นคนปิดจุดอ่อนสำคัญของแฮร์รี่ที่มักจะทำอะไรตามใจตนเองและรวดเร็วจนขาดความระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ นักโหราศาสตร์บางท่านอาจสงสัยว่า ทำไมเฮอร์ไมโอนีผู้เกิดในราศีกันย์ ธาตุดิน แต่กลับอยู่บ้านกริฟฟินดอร์ ซึ่งผมคิดว่าเป็นธาตุไฟ ตรงนี้ ผมเชื่อว่า ถ้าเฮอร์ไมโอนีเป็นคนจริงๆ จุดเจ้าชะตาจุดอื่นของเธอคงอยู่ในราศีธาตุไฟอย่างแน่นอน เพราะทุกครั้งที่ถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ เฮอร์ไมโอนีจะมีความกล้าหาญอยู่เสมอ ไม่ได้ปล่อยให้ความระมัดระวังแบบราศีกันย์มาขัดขวางการมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายที่มีความเสี่ยง

เพื่อนรักอีกคนหนึ่งของแฮร์รี่ คือ โรนัลด์ วีสลีย์ หรือ รอน ผู้เกิดในวันที่ 1 มีนาคม ตรงกับราศีมีน ลักษณะเด่นของราศีมีนคือ ความคลุมเครือ การปกปิด มีจินตนาการ ซึ่งรอนก็มีลักษณะเช่นนั้น กล่าวคือ รอนเป็นลูกคนกลางๆ ที่ไม่รู้ว่าตนเองมีจุดเด่นหรือชอบอะไร มักตามใจคนอื่น ไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง ต้องอาศัยคนอื่นช่วยสนับสนุนจึงจะมั่นใจ ตอนที่ได้รับตำแหน่งคีปเปอร์ของทีมควิดดิช เขาต้องใช้เวลานานมากถึงจะเกิดความมั่นใจจนพบว่าตนเองก็เป็นนักกีฬาที่ดีได้ ที่น่าแปลกใจอีกอย่างคือ เจเค ได้เขียนเรื่องให้รอนและเฮอร์ไมโอนีชอบกัน ซึ่งราศีมีนของรอนและราศีกันย์ของเฮอร์ไมโอนีเป็นราศีที่ตรงข้ามกันพอดี มีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม คู่รักที่มีความแตกต่างอย่างสุดขั้วอย่างสองราศีนี้ ก็สามารถเป็นคู่รักที่ลงตัวก็ได้ หากนำความต่างนั้นมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน

ตัวร้ายที่สุดในนิยายเรื่องนี้คือ ลอร์ด โวลเดอมอร์ หรือชื่อเดิมว่า ทอม มาร์โวโล่ ริดเดิ้ล เกิดวันที่ 31 ธันวาคม ตรงกับราศีมกร ในทางโหราศาสตร์นั้น ราศีมกร หมายถึง ความนาน ความสิ้นสุด พลัดพราก ความทุกข์ ความโดดเดี่ยว ความจริงจัง สนใจแต่เรื่องของตน ลอร์ดโวลเดอมอร์นั้นเติบโตขึ้นมาในโรงเลี้ยงเด็กกำพร้า เนื่องจากพ่อทิ้งแม่ของเขาไป และแม่ของเขาก็เสียชีวิตหลังจากคลอดทอมได้ไม่ถึงชั่วโมง ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์เคยอธิบายถึงลักษณะนิสัยของทอมไว้ว่า “ทอม ริดเดิ้ลเป็นคนที่ไม่พึ่งใคร.. และดูเหมือนจะไม่มีเพื่อน เขาไม่ต้องการความช่วยเหลือ.. เขาพอใจที่จะทำงานคนเดียว..ลอร์ดโวลเดอมอร์ไม่เคยมีเพื่อน และฉันเชื่อว่า เขาไม่เคยต้องการเพื่อนเลยด้วย” ซึ่งก็ตรงกับลักษณะในแง่ร้ายของราศีมกร ในแง่บวกนั้น ราศีมกร เป็นคนทำงาน เป็นการเป็นงาน มีความพยายามสูง มั่นคงต่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก้าวหน้าเพราะทำงานโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ซึ่งก็ตรงกับลักษณะของโวลเดอมอร์อีก เพราะโวลเดอมอร์ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นจอมมารตั้งแต่เรียนในฮอกวอตส์แล้ว และใช้เวลามากกว่าสิบปีในการดำเนินการตามแผนการของเขาจนกระทั่งก้าวขึ้นเป็นจอมมาร

ตัวละครฝ่ายร้ายที่สำคัญอีกคนหนึ่งที่น่าจะกล่าวถึงคือ เดรโก มัลฟอย นักเรียนร่วมรุ่นของแฮร์รี่ ผู้ซึ่งอยู่บ้านสลิธีริน และมีบทบาทขัดแย้งกับแฮร์รี่ตั้งแต่ช่วงแรกๆของภาคที่ 1 เลยทีเดียว มัลฟอย เกิดวันที่ 5 มิถุนายน ตรงกับราศีมิถุน ในทางโหราศาสตร์นั้น ราศีมิถุนมีลักษณะเด่นคือ มีความสามารถในการปรับตัวสูง คล่องแคล่ว และมีความสามารถในการเจรจาเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ได้อย่างดี ถ้าจะพูดในแง่ร้าย ก็คือมีความกะล่อน เมื่อลองหันมามองมัลฟอย เราจะพบว่า บุคลิกในแง่ลบของมัลฟอยคือเป็นเด็กที่ชอบคุยโวโอ้อวดความสามารถของตนหรือไม่ก็อภิสิทธิ์ที่เขาได้รับจากบารมีของพ่อ ความสามารถด้านลบอีกอย่างหนึ่งของมัลฟอยคือการประจบประแจงอาจารย์ รวมถึงการแสดงละครแกล้งทำเป็นบาดเจ็บเพื่อได้รับความเห็นใจ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ามัลฟอยเป็นนักเรียนที่มีความสามารถรอบด้าน ทั้งการบิน (เป็นซีกเกอร์ประจำบ้านสลิธีริน), การปรุงยา, การใช้คำสาปสะกดใจ และการสร้างเหรียญลงคาถาเพื่อเป็นวิธีการติดต่ออย่างลับๆ (ที่ลอกเลียนแบบมาจากวิธีของเฮอร์ไมโอนี)

จะเห็นได้ว่า เจ เค โรว์ลิ่ง สามารถเลือกวันเกิดให้กับตัวละครแต่ละตัวได้ตรงกับบุคลิกภาพของคนแต่ละราศี ทำให้ผมมั่นใจมากว่า เธอมีความรู้ความเข้าใจในโหราศาสตร์อยู่ไม่น้อย คล้ายๆกับกุสตาฟ โฮลส์ นำความหมายทางโหราศาสตร์ของดาวเคราะห์แต่ละดวงมาประพันธ์บทเพลงคลาสสิคได้อย่างลงตัว

ยังมีตัวละครอีกหลายคนที่เจ เค โรว์ลิ่ง ได้บอกวันเกิดเอาไว้ แต่ผมคิดว่าถ้าผมเขียนอธิบายทั้งหมด คงทำให้บทความนี้ยาวมากและอาจจะไม่สนุกเท่าที่ควร ถ้าจะทำให้น่าสนุกยิ่งขึ้น ผมคิดว่าผู้อ่านที่พอมีความรู้โหราศาสตร์น่าจะลองดูข้อมูลวันเกิดของตัวละครแต่ละคนตามรายละเอียดด้านล่าง และนำไปพิจารณาดูว่า บุคลิกของตัวละครตรงกับราศีของเขาหรือไม่ อย่างไร อย่างนี้น่าจะสนุกกว่านะครับ

เจมส์ พอตเตอร์ (พ่อของแฮร์รี่) เกิด 27 มีนาคม
ลิลี่ พอตเตอร์ (แม่ของแฮร์รี่) เกิด 30 มกราคม
ดัดลีย์ เดอรสลีย์ (ลูกพี่ลูกน้องของแฮร์รี่) เกิด 23 มิถุนายน
อาเธอร์ วีสลีย์ (พ่อของรอน) เกิด 6 กุมภาพันธ์
มอลลีย วีสลีย์ (แม่ของรอน) เกิด 30 พฤศจิกายน
บิล วีสลีย์ (พี่ชายคนโตของรอน ทำงานในธนาคารกริงกอตส์) เกิด 29 พฤศจิกายน
ชาลี วีสลีย์ (พี่ชายของรอน ทำงานในโรมาเนีย) เกิด 12 ธันวาคม
เพอร์ซี วีสลีย์ (พี่ชายของรอน ทำงานในกระทรวงเวทมนตร์) เกิด 22 สิงหาคม
เฟรด และ จอร์จ วีสลีย์ (พี่ชายของรอนที่เป็นฝาแฝด) เกิด 1 เมษายน
จินนี่ วีสลีย์ (น้องสาวของรอน) เกิด 11 สิงหาคม
รูเบียส แฮกริด เกิด 6 ธันวาคม

เขียนมาถึงตอนนี้แล้ว พบว่า เนื้อหาของบทความค่อนข้างยาวกว่าที่นึกเอาไว้ แต่ยังมีประเด็นว่าด้วยโหราศาสตร์ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นวิชาพยากรณ์ศาสตร์ในฮอกวอตส์, เซ็นทอร์ นักพยากรณ์, ชื่อตัวละครกับความหมายแฝง ฯลฯ ซึ่งแต่ละเรื่องก็น่าสนใจและน่าจะเป็นประโยชน์กับนักศึกษาโหราศาสตร์และผู้สนใจทั่วไป ผมจึงขออนุญาตยกประเด็นเหล่านี้ไปไว้ใน โหราศาสตร์ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตอนหน้าก็แล้วกันครับ

 

เอกสารอ้างอิง
1. พลตรี ประยูร พลอารีย์, คัมภีร์สูตรเรือนชะตา, โรงเรียนโหราศาสตร์กรุงเทพ.
2. พลตรี ประยูร พลอารีย์, ทฤษฎีการพยากรณ์.
3. วิโรจน์ กรดนิยมชัย, เอกสารประกอบการศึกษาโหราศาสตร์ยูเรเนียน เล่ม 1, บ้านโหราศาสตร์, 2542.
4. เจ เค โรว์ลิ่ง, แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่ม 1-7, Bloomsbury & นานมีบุ๊คส์.
5. http://www.hp-lexicon.org