เราเข้าสู่ยุค 9 อย่างสมบูรณ์แล้ว

เมื่อวานนี้ วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2024 ถือเป็นวันที่โลกเปลี่ยนจากยุค 8 เข้าสู่ยุค 9 อย่างสมบูรณ์ ตามหลักวิชา เสวียนคงเฟยซิง 玄空飛星 หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า วิชาดาวเหิน ซึ่งเป็นสำนักหลักสำนักหนึ่งของศาสตร์เฟิงสุ่ย

ตามหลักวิชาดาวเหิน จะแบ่งยุคเป็นยุคละ 20 ปี ตามคาบการโคจรที่ดาวไม้ (มู่ซิง 木星)  และดาวดิน (ถู่ซิง 土星) โคจรมาเจอกัน ดาวไม้ก็คือดาวพฤหัส ส่วนดาวดิน ก็คือ ดาวเสาร์ ในทางดาราศาสตร์ ดาวสองดวงนี้ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุด 2 ดวงในระบบสุริยะ ที่มนุษย์เรามองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จะโคจรมากุมกัน ทุกๆ 19.589 ปีโดยเฉลี่ย หรือทุก 20 ปีนั่นเอง ในทางโหราศาสตร์ ไม่ว่าระบบใด เมื่อดาวใหญ่สองดวงโคจรมาเจอกันย่อมเกิดผลในทางพยากรณ์แน่นอน เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า มหาผัสสะ (The Great Conjunction) โดยวิชาดาวเหินได้นำปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้มาใช้แบ่งยุคออกเป็น 9 ยุค นั่นหมายความว่า ทุกๆ 180 ปี (20 ปี x 9 ยุค) ก็จะครบรอบใหญ่แล้วเริ่มยุคใหม่นั่นเอง

สำนักเสวียนคงเฟยซิง นำปรากฏการณ์ดาราศาสตร์นี้มาใช้ แล้วปรับกับหลักปฏิทินสุริยคติจีนที่เริ่มปีใหม่ ในวันสารทลี่ชุน 立春  ที่ซีกโลกเหนือโดยเฉพาะในแผ่นดินจีน เริ่มพ้นจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ที่จะเริ่มประมาณวันที่ 4 ก.พ. ของทุกปี ทางหลักโหราศาสตร์จีนจะถือเอาวันที่ 4 ก.พ. เป็นวันเปลี่ยนปีนักษัตร (ไม่ใช่วันตรุษจีนซึ่งเป็นวันปีใหม่ตามปฏิทินจีนจันทรคติ) 

โดยปัจจุบัน เราได้ก้าวเข้าสู่ยุค 9 อย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2024 และจะอยู่ในยุค 9 ไปอีก 20 ปี จนถึง 4 ก.พ. 2044 

อนึ่ง พวกเราคนมองฟ้า ผู้ติดตามปรากฏการณ์ฟ้าอย่างสม่ำเสมอ จะทราบว่า ดาวพฤหัสกับดาวเสาร์ได้กุมกันที่ต้นราศีกุมภ์ ตามจักรราศีสากล เมื่อเดือนธันวาคม 2020 ความแตกต่างประมาณ 3 ปีที่เกิดขึ้นเป็นเพราะวงรอบพฤหัสเสาร์ที่จริงๆแล้ว ไม่ได้เต็ม 20 ปีพอดี แต่อยู่ที่  19.589 ปี เมื่อเวลาผ่านไป จึงมีความแตกต่างกันไป แต่วิชาดาวเหินได้ยึดหลักเปลี่ยนยุคที่วันลี่ชุนทุก 20 ปีเสมอ

ยุค 8 ที่ผ่านมา เป็นยุคธาตุดิน ตามหลักวิชาเฟิงสุ่ย เป็นยุคแห่งการแสวงหาทรัพย์สมบัติ ความมั่นคง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การสะสมทรัพย์สิน ความมั่งคั่งที่มาด้วยความอุตสาหะทุ่มเท  จึงโดดเด่น หากพูดถึงทิศ ก็คือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งในทวีปเอเชีย ทิศตะวันออกเฉียงเหนือคือประเทศจีน ดังนั้นในยุค 8 ระหว่าง 2004-2024 จึงเป็นยุครุ่งเรืองของประเทศจีน

มาเข้าสู่ยุค 9 เป็นยุคธาตุไฟ เป็นยุคแห่งการแสวงหาชื่อเสียง ความสำเร็จ ความมีหน้ามีตา ภาพลักษณ์ที่สวยงาม ไฟคือพลังงาน จึงเป็นยุคแห่งความคึกคัก กระปรี้กระเปร่า การแข่งขัน ความทะเยอทะยาน ในทางกลับกันก็ทำให้เบื่อง่าย กระแสเปลี่ยนเร็ว ต้องการอะไรที่สำเร็จเร็วๆ ไม่เหมือนกับยุค 8 ที่ต้องอุตสาหะพยายามจึงจะได้มา ในแง่ของทิศ ยุค 9 คือ ทิศใต้ ในทวีปเอเชีย ทิศใต้คือประเทศอินเดีย ศรีลังกา ก็จะมีบทบาทโดดเด่นในเวทีระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า พวกเราจะต้องทำตัวเป็นคนธาตุไฟกันทุกคน เพราะว่าคนทุกคนมีความแตกต่างกัน ดวงชะตาพื้นฐานก็ต่างกัน จะให้คนธาตุดินมาทำตัวเป็นธาตุไฟก็ทำได้ยาก เพราะฝืนตัวตนที่แท้จริงของเรา ผมแนะนำว่า เราไม่ต้องเปลี่ยนตัวเราเป็นธาตุไฟตามยุค เรายังคงจุดเด่นอย่างที่เราเป็น แต่เราต้องรู้ว่าสถานการณ์รอบตัวเรากำลังเป็นไปอย่างไร แล้วคว้าโอกาสที่เกิดขึ้นนั้นไว้ให้สอดคล้องกับแนวทางของเรา อย่าลืมว่า ตามหลักห้าธาตุของจีนนั้น ไฟก่อเกิดดิน คนธาตุดินย่อมได้ประโยชน์จากยุคธาตุไฟอยู่ดี หรือคนธาตุน้ำก็สามารถกินไฟ ก่อเกิดโชคลาภได้ หลักสำคัญที่สุดของโหราศาสตร์จีน คือ การสร้างสมดุลในชีวิตนั่นเอง

เขียนโดย อ.พัลลาส

5 ก.พ. 2024

หมายเหตุ ภาพประกอบให้ ChatGPT วาดให้ ฝั่งภาพยุค 9 มันใส่เปลวไฟมากไปนิด จนดูเป็นไฟไหม้เลย 5555

ปี 2024 เมื่อพฤหัสกุมยูเรนัส โลกเข้าสู่ยุครุ่งเรืองของ AI (ตอน 2)

บทความนี้เป็นบทความวิชาการประกอบการนำเสนอในงานสัมมนาสหวิทยาการวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ครั้งที่ 1/2566 ในวันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน 2566 ณ ห้องประชุมประชานารถ ชั้น 2 อาคาร 9 วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ กรุงเทพมหานคร

โดย อ.พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย (อ.พัลลาส)

วงรอบดาวพฤหัสและดาวยูเรนัส

ดาวพฤหัสโคจรรอบจักรราศีใช้เวลา 12 ปี ส่วนดาวยูเรนัสใช้เวลา 84 ปี นั่นหมายความว่า ดาวพฤหัสโคจรรอบจักรราศี 7 รอบจึงจะเท่ากับดาวยูเรนัสโคจรครบรอบจักรราศี อย่างไรก็ตาม ดาวสองดวงนี้จะโคจรมาพบกันทุก ๆ 14 ปี เมื่อสังเกตการณ์จากโลก ซึ่งเรียกว่า คาบซินอดิก (synodic period) การโคจรมาพบกันครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 21 เมษายน 2024 ที่ตำแหน่ง 22 องศา ราศีพฤษภ โดยการพบกันครั้งก่อนหน้าเกิดขึ้นเมื่อ 4 มกราคม 2011 ที่ 27 องศา ราศีมีน ห่างกันประมาณ 13 ปี 3 เดือน ที่ไม่เท่ากับ 14 ปีพอดี เพราะรอบที่แล้ว ดาวพฤหัสกุมกับดาวยูเรนัสทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งแรกคือ 8 มิถุนายน 2010 ที่ 0 องศา ราศีเมษ ครั้งที่สองคือ 19 ก.ย. 2010 ที่ 28 องศา ราศีมีน หากเรานับจากการพบกันครั้งแรกในรอบนั้น ก็จะห่างกับครั้งนี้ 14 ปีนั่นเอง

รูปที่ 3 Jupiter Uranus Mandala

ในแง่ธาตุแล้ว ดาวพฤหัสเป็นดาวเคราะห์ธาตุไฟ ดาวยูเรนัสเป็นดาวเคราะห์ธาตุลม ธาตุไฟและธาตุลมต่างเป็นธาตุขั้วบวก (Positive) ถ้าเรียกตามตำรา เตตราบิโบลส ของ ทอเลมี (Ptolemy) จะเรียกว่า เพศชาย (Masculine) ถ้าเรียกตามอภิปรัชญาจีน จะเรียกว่า หยาง ลักษณะของขั้วบวก คือ เป็นพลังงานเชิงรุก ไม่อยู่นิ่ง แสดงออก ไม่ปิดบัง เมื่อธาตุลมกับไฟมารวมตัวกันก็ย่อมสำแดงพลังงานในลีลาเชิงรุก เปิดเผยออกมา เช่นเดียวกัน

คัมภีร์สูตรพระเคราะห์สนธิ โดย พลตรี ประยูร พลอารีย์ ที่เรียบเรียงจากหนังสือ Regelwerk für Planetenbilder ต้นฉบับภาษาเยอรมัน ซึ่งเป็นตำราแม่แบบของโหราศาสตร์ยูเรเนียน ให้ความหมายดาวพฤหัสเมื่อจับคู่กับดาวยูเรนัสว่า “ความสำเร็จด้านวัตถุ โชคดีโดยฉับพลัน หรือบางทีก็โชคร้ายโดยฉับพลัน ถ้าพฤหัสสถิตในโครงสร้างร้าย ๆ”

หนังสือ The Combination of Stellar Influences โดย Reinhold Ebertin ซึ่งถือเป็นตำราแม่แบบของโหราศาสตร์สำนักคอสโมไบโอโลจี ให้ความหมายของดาวคู่นี้ว่า “การมองโลกในแง่ดี, โอกาสแห่งโชค, การตระหนักรู้ถึงความสุข” และยังให้ความหมายเชิงจิตวิทยา ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ โดยความหมายคู่นี้ในเชิงบวก หมายถึง “ความปรารถนาในความรู้, ความปรารถนาในการหยั่งรู้จิตภายใน, ญาณหยั่งรู้ที่ดี, ความสามารถที่จะมีแนวคิดที่มีโชคและตระหนักเกี่ยวกับมัน, ความสามารถในการจัดการ, ความรู้ต่อทุกสิ่งใหม่อย่างถูกต้อง, การฉวยสถานการณ์ไว้ได้, ความสุขุม, การมองการณ์ไกล, ความสนใจในปรัชญา” ส่วนความหมายเชิงลบ คือ “รักในเสรีภาพ, เรียกร้องอิสรภาพ, ยึดมั่นในหลักการอย่างหัวรั้นจากแรงต้านภายใน มากกว่าจากความเชื่อมั่นจริง ๆ , แนวโน้มที่จะขยายสิ่งต่าง ๆ หรือโอ้อวดทุกสิ่งทุกอย่าง, ไม่คงที่, ไม่รู้จักกาลเทศะ”

หนังสือ Horoscope Symbols โดย โรเบิร์ต แฮนด์ ให้ความหมายของดาวพฤหัสกับดาวยูเรนัสว่า การผลักดันให้เป็นอิสระจากข้อจำกัดต่าง ๆ , แรงผลักดันเพื่อเสรีภาพ, ความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตอย่างฉับพลัน, เกี่ยวข้องกับโชคแบบฉับพลัน ไม่ว่าร้ายหรือดี, ความยุ่งยากจากข้อจำกัดจากกฎหมายหรือผู้มีอำนาจต่าง ๆ

หนังสือ Jupiter Meets Uranus โดย Anne Whitaker ให้ความหมายของการพบกันของดาวพฤหัสและดาวยูเรนัสว่า “มุมที่ดีที่สุดของการแสวงหาของมนุษย์เพื่อไปสู่ สิ่งที่เราสามารถเป็น ได้เต็มศักยภาพที่สุด” ดาวคู่นี้ “นำศรัทธา, ความกล้าหาญ และจิตวิญญาณแห่งการขยายตัวเพื่อสำรวจ ด้วยการทุบทำลายวิสัยทัศน์ที่จำกัดหรือบางส่วน เพื่อเปิดเผยเส้นทางที่นำไปสู่ความปรารถนาที่จะสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อมนุษยชาติ” ในด้านบวก ดาวคู่นี้ “นำความสนุกสนาน ความรื่นเริง ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และความสามารถที่จะก้าวกระโดดข้ามหน้าผา เช่นเดียวกับไพ่ หนุ่มพเนจร The Fool ของไพ่ทาโรต์ โดยเชื่อมั่นว่าจะสามารถกระโดดข้ามไปถึงดินแดนอีกฝั่งที่น่าตื่นเต้นและแปลกใหม่ได้อย่างปลอดภัย” ส่วนในด้านลบ ดาวคู่นี้ “นำไปสู่การทุบทำลายวิถีเก่าของการจัดการชีวิตมนุษย์ โดยไม่ใส่ใจผลที่จะตามมา มุ่งมั่นที่จะสำแดงนวัตกรรมหรือการปฏิวัติเปลี่ยนแปลง โดยไม่สนว่าจะทิ้งบางสิ่งไว้ที่ปรับตัวไม่ได้ไว้ข้างหลัง”

เมื่อประเมินความหมายของดาวพฤหัสกับดาวยูเรนัสจากตำราต่าง ๆ แล้ว พบว่า มีความหมายในเชิงบวก บ่งบอกถึง ความสำเร็จอย่างฉับพลัน นวัตกรรม การริเริ่มสิ่งใหม่ ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งอิทธิพลของดาวคู่นี้ย่อมส่งผลต่อคนบนโลก ทั้งระดับปัจเจกบุคคล และระดับสังคมในภาพรวม สำหรับบทความนี้จะมุ่งเน้นไปที่อิทธิพลที่มีต่อสังคมในภาพรวม โดยขอสรุปความหมายของดาวคู่นี้สำหรับโลกโดยรวมว่า “นวัตกรรมและการค้นพบสิ่งใหม่ที่ประสบความสำเร็จ การเติบโตและตื่นรู้ของมนุษยชาติ”

ปี 2024 เมื่อพฤหัสกุมยูเรนัส โลกเข้าสู่ยุครุ่งเรืองของ AI (ตอน 1)

บทความวิชาการที่ได้นำเสนอในงานสัมมนาสหวิทยาการวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ครั้งที่ 1/2566 ในวันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน 2566 ณ ห้องประชุมประชานารถ ชั้น 2 อาคาร 9
วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ กรุงเทพมหานคร

โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย (อ.พัลลาส)

บทนำ

ปรากฏการณ์ฟ้าสำคัญของปี 2024 คือ การโคจรมาพบกันของดาวเคราะห์นอกสองดวง นั่นคือ ดาวพฤหัส และดาวยูเรนัส ซึ่งจะโคจรพบกับทุก ๆ 14 ปีเมื่อสังเกตท้องฟ้าจากพื้นโลก ดาวพฤหัสเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดของระบบสุริยะ โหราศาสตร์จึงกำหนดให้ดาวพฤหัสเป็นดาวที่มีอิทธิพลสูง เป็นดาวประธานฝ่ายศุภเคราะห์ ให้ความหมายเกี่ยวกับความสำเร็จและการขยายตัว ขณะที่ดาวยูเรนัส เป็นดาวเคราะห์นอกที่ให้อิทธิพลในเชิงนวัตกรรม การค้นพบใหม่ ๆ รวมไปถึงการทำลายโครงสร้างเก่าเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ เมื่อดาวสองดวงนี้มาเจอกันจึงเป็นเรื่องที่นักโหราศาสตร์ให้ความสนใจอย่างยิ่ง บทความนี้ได้นำเสนอข้อมูลของดาวเคราะห์ทั้งสองโดยละเอียด ค้นคว้าเหตุการณ์ในอดีตเมื่อดาวทั้งสองมาเจอกัน และได้นำเสนอผลการวิเคราะห์เรื่องราวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเจอกันของดาวทั้งสองในปี 2024 ที่กำลังจะมาถึง

ดาวพฤหัสในโหราศาสตร์

ดาวพฤหัสเป็นดาวเคราะห์ก๊าซยักษ์ อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 5 และเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุด ของระบบสุริยะ มีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ย 139,822 กิโลเมตร หรือราว 11 เท่าของโลก มีมวลประมาณ 318 เท่าของโลก และมีปริมาตรราว 1,321 เท่าของโลก ดาวพฤหัสเป็นดาวเคราะห์ที่หมุนรอบตัวเองเร็วที่สุด จึงมีรูปร่างเป็นทรงกลมแป้น เห็นได้ชัดเมื่อดูด้วยกล้องโทรทรรศน์ เอกลักษณ์ของดาวพฤหัสที่เด่นชัด คือจุดแดงใหญ่ (Great Red Spot) ซึ่งเป็นพายุหมุนขนาดมหึมา มีความกว้างมากกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของโลก ราว 1.3 เท่า 

เมื่อมองจากพื้นโลก ดาวพฤหัสเป็นดาวที่มีความสว่างเป็นอันดับ 3 บนท้องฟ้ายามค่ำคืน รองลงจาก ดวงจันทร์ และดาวศุกร์ มนุษย์จึงสังเกตเห็นดาวพฤหัสตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และมีหลักฐานบันทึกเกี่ยวกับดาวพฤหัสโดยนักดาราศาสตร์ชาวบาบิโลเนีย ตั้งแต่ยุค 700-800 ปีก่อนคริสตกาล 

รูปที่  1 ดาวพฤหัส กับดวงจันทร์ ยูโรปา

ดาวพฤหัสโคจรรอบระบบสุริยะใช้เวลารอบละ 11.86 ปี หรือประมาณ 12 ปี โหราศาสตร์จีนนำวงรอบ 12 ปีของดาวพฤหัสมาใช้กำหนดวงรอบปีนักษัตร 12 ปี และเป็นที่มาของดาวไท้สุ่ย (太岁) ต่อมากลายเป็น เทพไท้สุ่ย ที่คนไทยนิยมเรียกว่า ไท้ส่วยเอี๊ยะ ตามภาษาแต้จิ๋ว ซึ่งเป็นเทพคุ้มครองดวงชะตาในแต่ละปีนักษัตร 

ค.ศ. 1610 กาลิเลโอได้ส่องกล้องโทรทรรศน์สังเกตดาวพฤหัส แล้วพบว่า มีดาวบริวาร 4 ดวง ต่อมา นักดาราศาสตร์ได้ตั้งชื่อดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัส 4 ดวงนี้ว่า ไอโอ ยูโรปา แกนีมีด และ คัลลิสโต ภายหลังยังพบดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสอีกเป็นจำนวนมาก ณ ปี 2023 นี้ พบดวงจันทร์ของดาวพฤหัสแล้ว 95 ดวง

ชื่อของดาวพฤหัสในภาษาอังกฤษ เรียกว่า จูปิเตอร์ (Jupiter) ซึ่งเป็นเทพประธานของคณะเทพโอลิมปัส ซึ่งก็คือ มหาเทพซุส (Zeus) ของกรีก เป็นมหาเทพผู้ปกครองเหล่าทวยเทพทั้งปวง มหาเทพซุสเป็นโอรสของเทพโครนัส ประธานแห่งคณะเทพไททัน ผู้ซึ่งเคยถูกคำสาปว่า เทพโครนัสจะถูกลูก ๆ ของตนแย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่ไป ทำให้เทพโครนัสจับลูก ๆ ของตนเมื่อคลอดออกมากลืนกินลงท้องทั้งหมด แต่พอถึงลูกคนที่ 6 พระนางรีอา ชายาของโครนัส ก็ซ่อนซุสเอาไว้ หลอกให้โครนัสกลินกินห่อผ้าที่ข้างในเป็นก้อนหินแทน จากนั้นพระนางรีอาก็ส่งซุสให้เหล่านางอัปสรดูแลในถ้ำบนยอดเขาไอดา เมื่อเติบโต ซุสได้กลับมาเอาชนะโครนัส บิดาของตนเองได้ และบังคับให้โครนัสสำรอกเอาลูก ๆ ที่เคยกินออกมาทั้ง 5 องค์ ได้แก่ โปไซดอน, เฮดีส, เฮสเทีย, ดีมิเตอร์ และเฮรา จากนั้น ซุสก็ตั้งตนเป็นราชาแห่งทวยเทพทั้งปวง ครองบัลลังก์บนยอดเขาโอลิมปัส อาวุธคู่ใจของซุสคือสายฟ้า ที่มีอานุภาพร้ายแรงยิ่ง ตำนานของมหาเทพซุสมีมากมายหลายเรื่อง มักเป็นเรื่องความเจ้าชู้ ทำให้เป็นบิดาของเหล่าเทพมากมาย ซึ่งให้ความหมายของความยิ่งใหญ่ การขยายอาณาจักร ไปจนถึงความโลภ ความเกินพอดีด้วย

ดาวพฤหัสในทางโหราศาสตร์ ถือเป็นดาวศุภเคราะห์ใหญ่ (The Great Benefic) เป็นดาวเกษตรประจำราศีธนู มีคุณสมบัติของธาตุไฟ ให้ความหมายเกี่ยวกับ ความสำเร็จ การขยายตัว โชคลาภโอกาสที่เข้ามา การเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ความมั่งคั่งที่เพิ่มมากขึ้น สถานะทางสังคมที่สูงขึ้น การมองโลกในแง่ดี นอกจากนี้ยังหมายถึง ความรู้ชั้นสูง การเรียนระดับอุดมศึกษา ศาสนา ระบบนิติธรรม การเดินทางไกล ต่างประเทศ อีกด้วย 

แม้ว่าความหมายของดาวพฤหัสโดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องดี ๆ แต่พลังงานของดาวพฤหัสที่มากเกินไปทำให้เกิดความโลภมาก ขยายไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จักพอ เกิดความหยิ่งยโส อหังการ เล็งผลเลิศเกินไป จนก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่ได้ 

โรเบิร์ต แฮนด์ อธิบายว่า ดาวพฤหัสให้พลังงานใน 2 รูปแบบ พลังงานในการขยายตัว และ พลังงานบูรณาการ พลังงานในการขยายตัวเกิดขึ้นตั้งแต่มนุษย์เกิดมาเป็นทารก โลกวัยเด็กมีขอบเขตเพียงในบ้านและครอบครัว พลังงานการขยายตัวของดาวพฤหัสทำให้มนุษย์อยากแผ่ขยายอาณาเขตของตนเองให้กว้างออกไปเรื่อย ๆ สู่โลกภายนอกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนกระทั่งเจอขอบเขตข้อจำกัดที่เป็นพลังงานของดาวเสาร์ ถึงตอนนั้นพลังงานในการบูรณาการของดาวพฤหัสก็เริ่มทำงาน เมื่อเราขยายตัวไปไม่ได้ เราก็บูรณาการรวมตัวเราให้เข้ากับสังคมที่ใหญ่ขึ้น ปรับตัวตามระเบียบของสังคม ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ปรัชญา หรือศาสนา

เมื่อดาวพฤหัสทำมุมสัมพันธ์กับดาวเคราะห์ดวงอื่น จะให้อิทธิพลเหมือนเครื่องขยายขนาดพลังงานของดาวดวงนั้น ๆ ในกรณีนี้เมื่อดาวพฤหัสมกุมกับดาวยูเรนัส ก็ย่อมขยายพลังงานของดาวยูเรนัสให้เพิ่มมากกว่าปกติ

ดาวยูเรนัสในโหราศาสตร์

ดาวยูเรนัส (Uranus) หรือที่เรียกในโหราศาสตร์ไทยว่า ดาวมฤตยู เป็นดาวที่เพิ่งค้นพบเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน หากเทียบกับประวัติศาสตร์ของมนุษย์ถือว่าค้นพบเมื่อไม่นานนัก ดาวยูเรนัสเป็นดาวที่สังเกตได้ยากด้วยตาเปล่า ทำให้คนโบราณไม่ได้จัดเป็นดาวเคราะห์ จนเมื่อ 13 มีนาคม ค.ศ.1781 เซอร์ วิลเลียม เฮอร์เชล ชาวอังกฤษ ได้สังเกตพบด้วยการส่องผ่านกล้องโทรทรรศน์จากสวนในบ้านของเขาที่เมืองบาธ ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นดาวหาง ต่อมาจึงสรุปว่าคือดาวเคราะห์ แม้ว่าเขาพยายามจะตั้งชื่อดาวเคราะห์ที่เขาค้นพบนี้ว่า จอร์เจียม ไซดัส (Georgium Sidus) เพื่อเป็นเกียรติแก่พระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งอังกฤษ แต่ชื่อนี้ไม่เป็นที่นิยมนอกประเทศอังกฤษ ในที่สุด โยฮันส์ โบเด ได้เสนอชื่อว่า ดาวยูเรนัส เพื่อให้เข้ากับตำนานเทพเจ้าและดวงดาวต่าง ๆ ชื่อนี้นี้จึงเป็นที่ยอมรับจนถึงปัจจุบัน

ดาวยูเรนัส เป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 7 ในระบบสุริยะ เป็นดาวเคราะห์ก๊าซยักษ์ มีวงโคจรถัดออกไปจากดาวเสาร์ อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ราว 3,000 ล้านกิโลเมตร ใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ 84 ปี หรือในแง่โหราศาสตร์คือ ใช้เวลาโคจรรอบจักรราศีราว 84 ปี มีทิศทางหมุนรอบตัวเองต่างกันข้ามกับดาวเคราะห์ดวงอื่น คือหมุนด้วยกฎมือซ้าย แกนของดาวเอียงมาก ทำมุมกับระนาบระบบสุริยะถึง 98 องศา ทำให้หมุนรอบตัวเองในลักษณะตะแคงข้าง ลักษณะที่แตกต่างจากดาวดวงอื่นเช่นนี้จึงกลายมาเป็นความหมายทางโหราศาสตร์ว่า ความแปลกประหลาดไปจากคนอื่น การแหกกฎทำลายกรอบเดิม

รูปที่  2 ดาวยูเรนัส

วงแหวนของดาวยูเรนัส ที่ค้นพบแล้วมี 13 วง มีดวงจันทร์บริวาร 27 ดวง ชื่อดวงจันทร์บริวารของดาวยูเรนัสตั้งตามตัวละครในบทประพันธ์ของเชกสเปียร์ และ อเล็กซานเดอร์ โป๊ป ซึ่งทั้งคู่เป็นกวีชื่อดังชาวอังกฤษ ตามสัญชาติเดียวกับเซอร์วิลเลียม เฮอร์เชล ผู้ค้นพบดาวยูเรนัส 

ชื่อดาวยูเรนัส (Uranus) มาจากชื่อเทพแบบโรมัน ส่วนภาษากรีกเรียกว่า อูรานอส (Ouranos) ในตำนานกรีกนั้น เป็นเทพแห่งท้องฟ้าดั้งเดิม เมื่อแรกเริ่มจักรวาล สรรพสิ่งอยู่ในสภาพเวิ้งว้างว่างเปล่า ไม่มีรูปร่าง มืดมน ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีขอบเขต เรียกว่า เคออส (Chaos) หลังจากนั้นนานนับแสนกัลป์ ก็เกิดแผ่นดินขึ้นจากความเวิ้งว้างนั้น เรียกว่า เกอา (Gaea) เป็นเพศหญิง และก็มีท้องฟ้าเกิดขึ้น เรียกว่า อูรานอส (Ouranos) ต่อมา พระแม่เกอา กับ เทพอูรานอส ก็สมรสกัน ตำนานตอนนี้เป็นการแปลงสภาวะเทพเจ้าที่เป็นธรรมชาติ ไปสู่เทพเจ้าที่มีรูปร่างมีตัวตน 

เทพอูรานอส กับ พระแม่เกอา มีลูกเป็นเทพเจ้า 12 องค์ ชาย 6 หญิง 6 ซึ่งมีรูปร่างใหญ่โตมโหฬารมาก เทพทั้งสิบสองรวมเรียกว่า คณะเทพไททัน (Titan) เทพอูรานอสเกรงกลัวลูก ๆ ของตน จึงจับลูกทั้งหมดโยนทิ้งหุบเหวลึกใต้บาดาลที่มืดสนิท เรียกว่า ทาร์ทารัส (Tartarus) และจองจำเอาไว้ ต่อมาพระแม่เกอา คลอดโอรสออกมาเป็น ยักษ์ไซคลอปส์ตาเดียวอีก 3 ตน คือ บรอนทีส (ฟ้าลั่น) สเทอโรพีส (ฟ้าแลบ) และอาร์จีส (สว่างวาบ) ทั้งสามก็ถูกโยนทิ้งทาร์ทารัสอีก แต่เมื่อทั้งสามลงไปที่นั่นก็ได้ให้แสงสว่างไสว คณะเทพไททันจึงมองเห็นและอยากเป็นอิสระ แต่มีเพียงโครนัสเท่านั้นที่กล้าขึ้นมาต่อสู้กับบิดา พระแม่เกอาจึงปลดปล่อยออกมา ให้อาวุธคือเคียว ไปต่อส้กับอูรานอส และได้รับชัยชนะ ยึดบัลลังก์มาได้ จนขึ้นครองบัลลังก์แห่งเทพทั้งปวง แต่ภายหลังก็ถูก เซอุส บุตรของตนก่อการปฏิวัติยึดอำนาจเช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน หรือการปฏิวัติ จึงกลายมาเป็นความหมายของดาวยูเรนัส

ในทางโหราศาสตร์ ดาวยูเรนัส เป็นดาวเกษตรประจำราศีกุมภ์ มีคุณสมบัติของธาตุลม ถือเป็นดาวบาปเคราะห์ (Malefic) เพราะดาวดวงนี้ให้อิทธิพลการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน สำหรับคนทั่วไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงคือการทำลายความเคยชินเก่า ๆ ที่เขาคิดว่ามันดีอยู่แล้ว สบายอยู่แล้ว พลังงานของดาวยูเรนัสเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน คาดการณ์ไม่ถึง ตั้งตัวไม่ติด และสุดขั้ว ทำให้เกิดความโกลาหลวุ่นวาย ก่อนที่จะปรับตัวเข้าสู่สภาพใหม่ เป็นการแหกกฎทำลายกรอบเดิม การปฏิวัติ การกบฏ การสร้างสรรค์

เมื่อพิจารณาตามลำดับของดาวเคราะห์นอกในระบบสุริยะแล้ว ขณะที่ดาวพฤหัสคือพลังงานแห่งการขยายตัว ดาวเสาร์คือขอบเขตข้อจำกัดของการขยายตัว ซึ่งทำให้มีรูปแบบโครงสร้างที่คงตัว แต่พลังงานของดาวยูเรนัส เป็นการทำลายโครงสร้างอันนั้นอย่างฉับพลันและไม่ประนีประนอม ยิ่งพลังงานแห่งการอนุรักษ์ของดาวเสาร์พยายามจะคงโครงสร้างดั้งเดิมไว้มากเท่าไร พลังงานของดาวยูเรนัสจะทำลายล้างรุนแรงขึ้นเท่านั้น และหากพลังงานแห่งการอนุรักษ์ประสบความสำเร็จในการคงไว้ซึ่งโครงสร้างดั้งเดิม พลังงานทำลายล้างของดาวยูเรนัสจะหลบไปใต้ดินและยังคงรอเวลาทำงาน 

นักโหราศาสตร์ยังให้ความหมายของดาวยูเรนัสว่าเกี่ยวข้องกับ เทคโนโลยีนวัตกรรม เช่น อิเล็กทรอนิกส์, คอมพิวเตอร์, อากาศยาน รวมถึงวิทยาศาสตร์อย่าง ฟิสิกส์ เคมี และคณิตศาสตร์ บรรดาศาสตร์ที่ว่ามานี้ต่างก็นำการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนมายังโลกเราทั้งนั้น

โหราศาสตร์เองก็ถือว่าเป็นความหมายหนึ่งของดาวยูเรนัส นั่นเป็นเพราะว่าโหราศาสตร์ได้รับภูมิปัญญาจากจักรวาล โดยไม่ต้องอาศัยนักบวชหรือตัวแทนของสถาบันปรัชญาศาสนาดั้งเดิมในการนำทาง คำว่า โหราศาสตร์ยูเรเนียน (Uranian Astrology) ก็สะท้อนชัดเจนว่า เป็นโหราศาสตร์ที่มีพลังงานของดาวยูเรนัส นั่นคือ ไม่ยึดติดกับโครงสร้างดั้งเดิม แต่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ เปลี่ยนแปลงไปสู่ความรู้ภูมิปัญญาที่ลึกซึ้งขึ้น

ปี 1781 ที่เซอร์วิลเลียม เฮอร์เชล ค้นพบดาวยูเรนัสนั้น เป็นปีเดียวกับที่สงครามประกาศอิสรภาพอเมริกาอยู่ในช่วงตัดสิน โดยกองทัพของนายพลจอร์จ วอชิงตัน ได้เอาชนะกองทัพอังกฤษในสมรภูมิยอร์กทาวน์ รัฐเวอร์จิเนีย อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถือเป็นสงครามใหญ่ครั้งสุดท้ายของสงครามประกาศอิสรภาพอเมริกา อังกฤษซึ่งเปรียบเสมือนบิดา ได้พ่ายแพ้ต่อการปฏิวัติโดยบุตร อย่างอาณานิคมอเมริกา ด้วยท่วงทำนองเดียวกับ เทพอูรานอส ที่พ่ายแพ้ต่อบุตรอย่างเทพโครนัส

****** จบ ตอน 1 ******

อ่านตอน 2 ได้ที่ https://thestarseer.com/2023/09/19/2024_juconjur_2/

O Noble Fool! A Worthy Fool!

ช่วงสิ้นปี 2019 ที่ผ่านมา ผมได้ไปเที่ยวที่อังกฤษ ได้ไปพักที่ เมือง สแตรทฟอร์ด-อัพออน-เอวอน บ้านเกิดของเช็คสเปียร์ส กวีเอกของอังกฤษ ตรงถนนด้านหน้าบ้านหลังที่เช็คสเปียร์เกิด มีรูปปั้นอยู่ตรงหัวถนน นั่นคือ รูปปั้น The Fool

ในบทประพันธ์ของเช็คสเปียร์ส มักมีตัวละครที่เป็น ตัวตลก The Fool หรือที่เรียกว่า Jester เข้ามาในฉากอยู่หลายครั้ง อย่างประโยคที่ว่า “O Noble Fool! A Worthy Fool!” ที่จารึกไว้ที่ฐานของรูปปั้นนี้ มาจากบทประพันธ์เรื่อง As You Like It ซึ่งล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชนิพนธ์แปลไว้ในชื่อเรื่องว่า “ตามใจท่าน”

ประโยคว่า O Noble Fool! A Worthy Fool! นั้น หากเราแปลคำว่า Fool ว่า โง่เขลา ก็แปลประโยคนี้ได้ว่า “โอ ชนชั้นสูงที่โง่เขลา! คนร่ำรวยที่โง่เขลา!” ประโยคนี้พูดโดย ฌาคส์ หลังจากที่เขาได้สนทนากับ The Fool แล้วพบว่า The Fool ตัวตลกพูดจาได้อย่างฉลาด หรือในสำนวนพระราชนิพนธ์แปลของรัชกาลที่ ๖ ว่า “ตลกใยรู้ธรรมขำหนักหนา”

เมื่อมาคิดถึงไพ่ The Fool ไพ่ใบแรกของไพ่ทาโรต์ ก็ดูสอดคล้องกับบทละครเช็คสเปียร์ดังกล่าว เพราะ The Fool หมายถึง คนที่คิดไม่เหมือนใคร มีอิสระเสรี ไม่ยึดติดกับกรอบ มีความกล้าที่จะผจญภัย มีมุมมองที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ เป็นช่วงเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ

ในช่วงปีใหม่เช่นนี้ จึงขอให้ทุกท่านมีความสุข ได้เริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ กล้าลองทำสิ่งที่แตกต่างไปจากเคย เพราะบางทีมุมมองแบบ The Fool อาจเปิดโลกใหม่ที่สวยงามและนำไปสู่ความสำเร็จความสุขที่ที่เรามองข้ามไปก็ได้

*****************************
เขียนโดย พัลลาส
7 ม.ค. 2020
*****************************

ปรากฏการณ์ฟ้า ประจำสัปดาห์ 18-24 พ.ย. 2562

ในช่วงสัปดาห์ 18-24 พ.ย.ที่จะถึงนี้ มีปรากฏการณ์ฟ้าที่น่าสนใจอยู่ 2 รายการ

รายการแรก ในวันอังคารที่ 19 พ.ย. เวลา 14:41 น. (เวลาไทย) ดาวอังคารจะย้ายจากราศีตุล เข้าสู่ราศีพิจิก ตามจักรราศีแบบอ้างอิงฤดูกาล (Tropical Zodiac ไม่ใช่แบบโหราศาสตร์ไทยนะครับ) แปลเบื้องต้นว่า คนที่มีจุดเจ้าชะตาอยู่ในราศีตุล ที่เจอเรื่องยุ่งๆมาตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็จะพ้นเรื่องยุ่งๆไป แต่คนที่มีจุดเจ้าชะตาอยู่ในราศีพิจิกก็ต้องเตรียมตัวรับมือกับเรื่องยุ่งๆที่จะเข้ามา โดยรอบนี้ดาวอังคารจะอยู่ในราศีพิจิกจนถึงต้นเดือนมกราคม วิธีรับมือกับดาวอังคารโดยทั่วไปก็คือ ขยันเข้าไว้ครับ ดาวอังคารคือพลังงานที่จะทำโน่นทำนี่ เมื่อดาวมาถึง เราก็แก้ดวงด้วยการใช้พลังงานนั่นสร้างงานขึ้นมาเลย ในเวลาเดียวกันก็ให้ระวังคุณสมบัติฝั่งไม่ดีของดาวอังคาร นั่นคือ ใจร้อน ฉุนเฉียว ไม่สบาย ไข้ขึ้น จึงต้องรักษาสุขภาพให้ดี พักผ่อนให้เพียงพอ ใจเย็นๆ มีสติ

รายการที่สอง คือเช้ามืดวันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ย. เวลา 2:15 น. (คืนวันพุธ) ดาวพุธที่โคจรถอยหลังเมื่อมองจากคนบนโลกมาตั้งแต่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ก็จะเริ่มโคจรเดินหน้าแล้ว แปลโดยทั่วไปก็คือ เอกสารสัญญา การเจรจาข้อตกลงต่างๆ ที่คั่งค้าง หยุดชะงัก หรือไม่ได้ข้อสรุป ก็จะเริ่มมีความคืบหน้า ใครจะเปลี่ยนมือถือใหม่ ลงโปรแกรมใหม่ รอเปลี่ยนหรือลงซักวันศุกร์หน้า (22 พ.ย.) น่าจะดีกว่าครับ จะได้ไม่เกิดปัญหาอะไรที่ไม่คาดคิด

อันที่จริง วันศุกร์หน้า (22 พ.ย.) ดวงอาทิตย์ก็จะโคจรย้ายจากราศีพิจิก เข้าสู่ราศีธนู ตามจักรราศีแบบอ้างอิงฤดูกาล แต่การย้ายราศีของดวงอาทิตย์เกิดขึ้นทุกเดือนครับ ก็เลยไม่มีประเด็นอะไรพิเศษมาเล่าสู่กันฟัง

ไว้คราวหน้า มีโอกาสจะมาเล่าปรากฏการณ์ฟ้าให้อ่านอีกนะครับ

*********************************

โดย พัลลาส

pallas@horauranian.com

17 พ.ย. 2019

*********************************

#ปรากฏการณ์ฟ้า #คนมองฟ้า #StarSeer #พัลลาส

ปรากฏการณ์ฟ้า 2560

ปรากฏการณ์ฟ้า 2560

โดย พัลลาส (Pallas@horauranian.com)
3 มกราคม 2560

คำนวณโดยใช้จักรราศีแบบสายนะ (Tropical Zodiac) ที่ใช้ในโหราศาสตร์สากล (ซึ่งจะไม่ตรงกับจักรราศีนิรายนะที่ใช้ในโหราศาสตร์ไทย) และบอกเวลา ณ เวลามาตรฐานประเทศไทย คำนวณลัคนาและเมอริเดียน ณ กรุงเทพฯ ปี พ.ศ.2560 หรือ ค.ศ. 2017

มีอุปราคา หรือ คราส (Eclipse) เกิดขึ้นทั้งหมด 4 ครั้ง (เท่ากับ ปี 2559 ที่เกิด 4 ครั้ง) ดังต่อไปนี้

1.จันทรุปราคาเงามัว 11 ก.พ. 2560 เวลา 7:44 น. ตำแหน่งคราส ราศีสิงห์ 22 องศา 34 ลิบดา ขนาดของคราส 0.988

2.สุริยุปราคาวงแหวน 26 ก.พ. 2560 เวลา 21:53 น. ตำแหน่งคราส ราศีมีน 8 องศา 12 ลิบดา เกิดนาน 0 นาที 44 วินาที ในประเทศไทยมองไม่เห็น

3.จันทรุปราคาบางส่วน 8 ส.ค. 2560 เวลา 1:21 น. ตำแหน่งคราส ราศีกุมภ์ 15 องศา 30 ลิบดา ขนาดของคราส 0.246 ประเทศไทยสามารถมองเห็นได้

4. สุริยุปราคาเต็มดวง 22 สิงหาคม 2560 เวลา 1:25 น.ตำแหน่งคราส ราศีสิงห์ 28 องศา 53 ลิบดา เกิดนาน 2 นาที 40 วินาที เป็นสุริยุปราคาเต็มดวงที่พาดผ่านประเทศสหรัฐอเมริกา คล้ายๆกับที่ประเทศไทยเคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2538

วันเวลาที่ดวงอาทิตย์ย้ายเข้าจรราศี เพื่อใช้คำนวณดวงชะตาแต่ละไตรมาส ได้แก่

1) วสันตวิษุวัต (Spring Equinox) 20 มีนาคม 2560 เวลา 17:30 น. ลัคนาอยู่ 16 กันย์ เมอริเดียนอยู่ 17 มิถุน

2) ครีษมายัน (Summer Solstice) 21 มิถุนายน 2560 เวลา 11:25 น. ลัคนาอยู่ 16 กันย์ เมอริเดียนอยู่ 17 มิถุน

3) ศารทวิษุวัต (Autumn Equinox) 23 กันยายน 2560 เวลา 3:03 น. ลัคนาอยู่ 14 สิงห์ เมอริเดียนอยู่ 15 พฤษภ

4) เหมายัน (Winter Solstice) 21 ธันวาคม 2560 เวลา 23:29 น. ลัคนาอยู่ 18 กันย์ เมอริเดียนอยู่ 19 มิถุน

ดูจากตำแหน่งลัคนาและเมอริเดียนของวันสำคัญทั้งสี่แล้ว พบว่า สำหรับผู้ที่เกิดราวๆ 10 กันยายน และ 8 มิถุนายน แล้ว ปี 2560 น่าจะเป็นปีสำคัญและท้าทายของพวกเขาเลยทีเดียว

ลักษณะการโคจรของดาวเคราะห์ต่างๆ ในปี 2560

เริ่มจากดาวพุธโคจรพักร์ (ถอยหลัง) ปี 2560 นี้มีทั้งหมด 4 ครั้ง

ครั้งแรก เป็นการถอยหลังต่อเนื่องมาตั้งแต่ 19 ธ.ค. 2559 จนถึง 8 ม.ค. 2560 เวลา 16:44 น.

ครั้งที่ 2 เริ่ม 10 เม.ย. 2560 เวลา 6:15 น. ถึง 3 พ.ค. 2560 เวลา 23:34 น.

ครั้งที่ 3 เริ่ม 13 ส.ค. 2560 เวลา 8:02 น. ถึง 5 ก.ย. 2560 เวลา 18:31 น.

ครั้งที่ 4 เริ่ม 3 ธ.ค. 2560 เวลา 14:35 น. ถึง 23 ธ.ค. 2560 เวลา 8:52 น.

ช่วงเวลาดังกล่าว ควรระมัดระวังการทำข้อตกลงสัญญาครับ

ดาวศุกร์  อยู่ปลายราศีกุมภ์ตอนเริ่มปี โคจรถอยหลัง 1 ครั้ง ระหว่าง 4 มีนาคม – 15 เมษายน 2560

ดาวอังคาร อยู่ในราศีมีนตอนเริ่มปี และปีนี้ไม่มีการโคจรถอยหลัง

ดาวพฤหัส เริ่มต้นปีอยู่ที่ 21 องศา ราศีตุล
เริ่มโคจรถอยหลังในวันที่ 6 ก.พ. 2560 เวลา 13:54 น.
โดยถอยไปจนถึง 13 องศาราศีตุล และกลับมาโคจรเดินหน้าอีกครั้งในวันที่ 9 มิ.ย. 2560 เวลา 21:04 น.
จนกระทั่งยกเข้าราศีพิจิก ในวันที่ 10 ต.ค. 2560 เวลา 20:21 น.
ตำแหน่งส่งท้ายปีที่ 16 องศาราศีพิจิก
ชาวราศีตุล ถือว่าอยู่ในจังหวะก้าวหน้าเติบโตของชีวิต

ดาวเสาร์ เริ่มต้นปีที่ 21 องศา ราศีธนู
พอมาถึงปลายราศีธนู (27 องศา  47.7 ลิบดา) ก็จะเริ่มโคจรถอยหลังตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 เวลา 12:07 น.
จนถึงตำแหน่ง 21 องศา 11 ลิบดา ราศีธนู ก็จะเริ่มโคจรเดินหน้าอีกครั้งในวันที่ 25 ส.ค. 2560 เวลา 19:09 น.
ยกจากราศีธนู เข้าราศีมกร ในวันที่ 20 ธ.ค. 2560 เวลา 11:50 น.
ชาวราศีธนู ต้องอดทนกับข้อจำกัดและการเปลี่ยนแปลงต่างๆในชีวิต จนถึงปลายปีหน้า ปัญหาจึงจะคลี่คลายไป

ดาวมฤตยู อยู่ในราศีเมษตลอดปี
จะเริ่มโคจรถอยหลังในวันที่ 3 ส.ค. 2560 และโคจรถอยหลังไปจนสิ้นปี

ดาวเนปจูน อยู่ในราศีมีนตลอดปี
เริ่มโคจรถอยหลังตั้งแต่ 16 มิ.ย. 2560
โดยจะกลับมาเดินหน้าอีกครั้งในวันที่ 22 พ.ย. 2560

ดาวพลูโต อยู่ในราศีมกร ตลอดปี
โดยจะโคจรถอยหลังระหว่าง 20 เม.ย. 2560 จนถึง 29 ก.ย. 2560

ราหู (จริง)  เริ่มปีในราศีกันย์ ย้ายเข้าราศีสิงห์ในวันที่ 10 พ.ค. 2560ตลอดปี

การทำมุมสำคัญของดาวเคราะห์ชั้นนอกในปี 2560

5 ม.ค. เนปจูน ตรีโกณ โครโนส

2 มี.ค.  พลูโต ตั้งฉาก เซอุส
3 มี.ค. พฤหัส เล็ง มฤตยู
28 มี.ค. เนปจูน ตรีโกณโพไซดอน
31 มี.ค. พฤหัส ตั้งฉาก พลูโต

7 เม.ย. พฤหัส กุม เซอุส

19 พ.ค. เสาร์ ตรีโกณ มฤตยู
31 พ.ค. แอดเมตอส ยกเข้า ราศีมิถุน

14 มิ.ย. มฤตยู ตรีโกณ คิวปิโด

30 ก.ค. พลูโต ตั้งฉาก เซอุส

2 ส.ค. วัลคานุส ยกเข้าราศีสิงห์
5 ส.ค. พฤหัส ตั้งฉาก พลูโต
6 ส.ค. พฤหัส กุม เซอุส

28 ก.ย. พฤหัส เล็ง มฤตยู

1 ต.ค. เนปจูน ตรีโกณ โพไซดอน
14 ต.ค. พฤหัส ตั้งฉาก วัลคานุส
17 ต.ค. มฤตยู ตรีโกณ คิวปิโด
17 ต.ค. พฤหัส กุม อพอลลอน

11 พ.ย. เสาร์ ตรีโกณ มฤตยู
14 พ.ย. พฤหัส ตรีโกณ ฮาเดส
29 พ.ย. เสาร์ กุม คิวปิโด

1 ธ.ค. พฤหัส ตรีโกณ โครโนส
3 ธ.ค. พฤหัส ตรีโกณ เนปจูน
5 ธ.ค. แอดเมตอส ถอยเข้าราศีพฤษภ
11 ธ.ค. พฤหัส กุม โพไซดอน

ภาพดวงอาทิตย์ยกเข้าราศีมกร 21 ธ.ค. 2559 เพื่อดูความเป็นไปโลกในปี 2560

ingress21dec2016

ศารทวิษุวัต 22 กันยายน

โดย พัลลาส Pallas@horauranian.com
22 กันยายน 2559

วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 22 ก.ย. 2559 เป็นวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรโลกพอดี ในทางโหราศาสตร์สากล ถือว่าเป็นวันที่อาทิตย์ยกเข้าราศีตุล และในทางฤดูกาล ถือว่าเป็นวันเริ่มต้นเข้าฤดูใบไม้ร่วงในซีกโลกเหนือ เรียกกันในศัพท์วิชาการว่า วันศารทวิษุวัต (Autumn Equinox)

คำว่า ศารท นั้น พระยาอนุมานราชธนได้เขียนเล่าในหนังสือเทศกาลและประเพณีไทยว่า คำว่า “สารท” เป็นคำอินเดีย หมายถึง ” ฤดู ” ตรงกับฤดูในภาษาอังกฤษที่เรียกว่า ” ออตอม ” อันแปลว่า ฤดูใบไม้ร่วง

ภาษาอังกฤษเรียกวันนี้ว่า Autumn Equinox คำว่า Autumn ก็คือฤดูใบไม้ร่วง ส่วนคำว่า Equinox ซึ่งมาจากภาษาละติน คือ Aequus ที่แปลว่า เท่ากัน และคำว่า Nox ที่แปลว่ากลางคืน เพราะวันนี้เป็นวันที่กลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน ซึ่งปีนึงจะมี 2 วัน คือ 20 มีนาคม เรียกว่า วันวสันตวิษุวัต (Spring Equinox) เพราะเป็นวันเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือ (วสันต์ คือฤดูใบไม้ผลิ) และ 22 กันยายน เรียกว่า วันศารทวิษุวัต (Autumn Equinox)

พจนานุกรมศัพท์ดาราศาสตร์ ของสมาคมดาราศาสตร์ไทย อธิบายคำว่า Autumnal Eqinox หรือ ศารทวิษุวัต ว่า ตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์ข้ามจากซีกฟ้าเหนือไปยังซีกฟ้าใต้ในทรงกลมฟ้า ปัจจุบันตำแหน่งนี้อยู่ในกลุ่มดาวหญิงสาว (มีความหมายเหมือนกับ first point of libra)

ในทางโหราศาสตร์ ถือว่า วันนี้เป็นวันต้นแบบของไตรมาสสุดท้ายของปี เมื่อคำนวณดวงชะตา ณ วันเวลาที่ดวงอาทิตย์เข้าสู่ราศีตุลย์ ก็สามารถแปลความหมายและพยากรณ์เป็นเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีได้ (22 ก.ย.- 22 ธ.ค.)

img_1752สำหรับดวงศารทวิษุวัต ปีนี้ ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน 2559 เวลา 21:21 น. กรุงเทพมหานคร เมื่อเราตั้งดวงชะตาขึ้นในวันเวลาดังกล่าว พบว่า มีโครงสร้างสำคัญคือ อาทิตย์กุมดาวพฤหัส ราศีตุล ในเรือนที่ 5 บ่งบอกว่า ในไตรมาสสี่ การเก็งกำไรต่างๆน่าจะคึกคัก ตลาดหุ้นน่าจะดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม มีอีกโครงสร้างหนึ่งที่ต้องระวัง คือ โครงสร้าง T-Square ของดาวพุธ เนปจูน และเสาร์ บ่งบอกถึง ข่าวลวง ข่าวไม่จริง จะทำให้เกิดเรื่องยุ่งยาก  ใครจะเก็งกำไร ก็ต้องระวังการปล่อยข่าวลวง ปั่นหุ้น ให้ดี

ข้อแนะนำสำหรับทุกท่าน ก็คือ วันนี้ ราวสามทุ่ม ก็ขอให้ใช้เวลานั้นให้มีคุณภาพ เพราะเวลานั้นจะส่งผลไปยังเหตุการณ์ที่จะเกิดกับเราในช่วงสามเดือนข้างหน้านี้ ใครอยากมีเงินใช้ไม่ขาด ก็อาจนำเคล็ดของอาจารย์จรัล พิกุล โดยการเอาธนบัตรใส่ให้เต็มกระเป๋าเงินของเรา อธิษฐานให้มีเงินเต็มกระเป๋าตลอดไตรมาส ใครอยากมีความสุขกับคนรัก ค่ำนี้ก็ใช้เวลากับคนรักให้มีความสุข อย่าทะเลาะกัน พูดจาดีๆ เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ใครอยากให้งานรุ่งเรือง ก็ใช้เวลาตอนนั้นทบทวนงานที่ผ่านมาและวางแผนงานสำหรับไตรมาสสี่ นี่คือการนำปรัชญาโหราศาสตร์ว่าด้วย “อาตมัน และปรมาตมัน (Microcosm & Macrocosm) มาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ขอให้มีความสุขสมหวังกันทุกท่านครับ
 

คาถาพระพุทธอุดมสมบูรณ์

โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
23 กรกฎาคม 2559

เป็นที่รู้กันในหมู่ลูกศิษย์ว่า สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหมฺคุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร องค์ปัจจุบัน ท่านนิยมสร้างพระกริ่งพระพุทธอุดมสมบูรณ์ ในวาระต่างๆ อยู่เสมอ ที่มาที่ไปของเรื่องนี้ มีเรื่องเล่ามาว่า

เมื่อปี ๒๕๓๓ ขณะสมเด็จพระวันรัตดำรงสมณศักดิ์ที่ พระราชสุมนต์มุนี ได้รับพระพุทธรูปงาแกะขนาดเล็ก ศิลปะแบบจีน จากเมืองซัวเถา สาธารณรัฐประชาชนจีน พระพุทธรูปองค์นี้แกะสลักจากงาช้างด้วยฝีมือช่างชั้นเยี่ยม เป็นพระพุทธรูปแบบขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย พระหัตถ์ซ้ายถือลูกแก้ว ลำพระองค์อวบอ้วน ประทับนั่งบนฐานบัวสองชั้น แสดงถึงความสุขสมบูรณ์ทางร่างกาย อันหมายถึงความมั่งมีและสมบูรณ์พร้อมด้วยความสุข พระเดชพระคุณท่านจึงได้ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระพุทธอุดมสมบูรณ์”

หลังจากนั้น พระเดชพระคุณท่านได้จัดสร้างพระกริ่ง ซึ่งจำลองแบบสร้างจากพระพุทธอุดมสมบูรณ์ อีกหลายต่อหลายรุ่น ซึ่งเรียกกันว่า “พระกริ่งพระพุทธอุดมสมบูรณ์” และจากรูปลักษณะขององค์พระที่มีลักษณะอวบอ้วนอุดมสมบูรณ์ จึงมักเรียกกันในบรรดาหมู่ลูกศิษย์ว่า “พระกริ่งปุ้มปุ้ย”

img_1575
พระพุทธอุดมสมบูรณ์ พระพุทธรูป ที่ วิหารพระพุทธอุดมสมบูรณ์ วัดคีรีวิหาร จ.ตราด

ในหนังสือ “ประวัติพระกริ่งพระพุทธอุดมสมบูรณ์” ตอนท้ายหนังสือ ได้ตีพิมพ์ คาถาบูชาพระพุทธอุดมสมบูรณ์ เอาไว้ ซึ่งคาถาดังกล่าวคือ ธรรมะว่าด้วย อริยทรัพย์ ๗ หรือ ทรัพย์อันประเสริฐ ๗ ประการ อันได้แก่

ศรัทธา (เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ เชื่อในกฎแห่งกรรม เชื่อในธรรมะของพระพุทธเจ้า),

ศีล (รักษากายวาจาให้ดี),

หิริ (ละอายต่อบาป),

โอตตัปปะ (เกรงกลัวต่อบาป),

สุตะ (การฟังธรรม รวมถึงการอ่าน),

จาคะ (บริจาคเพื่อลดตระหนี่)

และปัญญา (รู้จักเหตุและผลตามความเป็นจริง)

ท่านกล่าวเอาไว้ว่า ผู้ใดมีอริยทรัพย์ ผู้นั้นย่อมเป็นคนมั่งมี เป็นผู้ไม่จน ชีวิตย่อมไม่สูญเปล่า ทรัพย์อื่นใด หามาแล้วนำไปซื้ออย่างอื่นก็ย่อมหมดไป แต่อริยทรัพย์ ได้มาแล้วไปซื้อคุณธรรมอื่นๆ ก็ไม่มีวันหมดสิ้น

คาถาบูชาพระพุทธอุดมสมบูรณ์

(ตั้ง นะโม ๓ จบ)

สัทธาธะนัง สีละธะนัง หิริโอตตัปปิยัง ธะนัง

สุตะธะนัญจะ จาโค จะ ปัญญา เว สัตตะมัง ธะนัง

ยัสสะ เอตา ธะนา อัตถิ อิตถิยา ปุริสัสสะ วา

อะทะลิทโทติ ตัง อาหุ อะโมฆัง ตัสสะ ชีวิตัง ฯ

(๓ จบ)

สำหรับคำแปลของคาถานี้ ขอนำส่วนหนึ่งจากเทศนากัณฑ์ “อริยทรัพย์” โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เมื่อครั้งบรรพชาเป็นสามเณรพรรษาแรก ที่วัดเทวสังฆาราม จ.กาญจนบุรี เป็นเทศน์กัณฑ์แรกในชีวิตของพระองค์ท่าน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ ดังนี้

“ทรัพย์คือสัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ
ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญาเป็นที่ ๗
ทรัพย์เหล่านี้มีอยู่แก่บุคคลผู้ใด จะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม
บัณฑิตกล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้ไม่จน แลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้นั้นไม่เปล่า”

สมเด็จพระวันรัต ท่านเป็นพระเถระ ผู้ซึ่งสอนธรรมะแทรกลงไปในทุกเรื่องเสมอ ท่านเคยสอนผมว่า เวลาสวดมนต์ ให้เลือกสวดบทที่มีธรรมะด้วย จะได้ทั้งศรัทธาและปัญญาไปพร้อมกัน ดังนั้น พระเครื่องที่ท่านสร้างขึ้น จึงแฝงหลักการนี้ไปด้วย นั่นคือ คนส่วนใหญ่บูชาพระเครื่องด้วยศรัทธา หวังพึ่งอำนาจบารมีของพระเครื่องมาคุ้มครองและส่งเสริมตัวเรา ชื่อพระกริ่งพระพุทธอุดมสมบูรณ์ ก็เช่นกัน บรรดาลูกศิษย์ส่วนใหญ่ต่างบูชามุ่งหวังจะเคล็ดว่า บูชาพระแล้ว ตัวเราเองจะเกิดความอุดมสมบูรณ์ดังเช่นชื่อของพระ สมเด็จพระวันรัตจึงมอบคาถาอริยทรัพย์มาให้สวดบูชา เพื่อที่ผู้สวดจะได้รับธรรมะที่อยู่ใน อริยทรัพย์ ไปพร้อมกัน จะได้เกิด ปัญญา ที่จะมองเห็นว่า ทรัพย์สำคัญที่สุดที่เราควรสะสม ก็คือ อริยทรัพย์ นั่นเอง

 

 

ปรากฏการณ์ฟ้า 2559

ปรากฏการณ์ฟ้า 2559

โดย พัลลาส (Pallas@horauranian.com)
3 มกราคม 2559

คำนวณโดยใช้จักรราศีแบบสายนะ (Tropical Zodiac) ที่ใช้ในโหราศาสตร์สากล (ซึ่งจะไม่ตรงกับจักรราศีนิรายนะที่ใช้ในโหราศาสตร์ไทย) และบอกเวลา ณ เวลามาตรฐานประเทศไทย คำนวณลัคนาและเมอริเดียน ณ กรุงเทพฯ ปี พ.ศ.2559 หรือ ค.ศ. 2016

มีอุปราคา หรือ คราส (Eclipse) เกิดขึ้นทั้งหมด 4 ครั้ง (เท่ากับ ปี 2558 ที่เกิด 4 ครั้ง) ดังต่อไปนี้

1. สุริยุปราคาเต็มดวง 9 มี.ค. 2559 เวลา 8:57 น. ตำแหน่งคราส ราศีมีน 18 องศา 56 ลิบดา เกิดนาน 4 นาที 10 วินาที ในประเทศไทยมองเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน

2. จันทรุปราคาเงามัว 23 มี.ค. 2559 เวลา 19:00 น. ตำแหน่งคราส ราศีตุล 3 องศา 10 ลิบดา ขนาดของคราส 0.775

3. สุริยุปราคาวงแหวน 1 ก.ย. 2559 เวลา 16:07 น. ตำแหน่งคราส ราศีกันย์ 9 องศา 21 ลิบดา เกิดนาน 3 นาที 5 วินาที

4. จันทรุปราคาเงามัว 17 ก.ย. 2559 เวลา 1:54 น. ตำแหน่งคราส ราศีมีน 24 องศา 13 ลิบดา ขนาดของคราส 0.908

วันเวลาที่ดวงอาทิตย์ย้ายเข้าจรราศี เพื่อใช้คำนวณดวงชะตาแต่ละไตรมาส ได้แก่

1) วสันตวิษุวัต (Spring Equinox) 20 มีนาคม 2559 เวลา 11:30 น. ลัคนาอยู่ 22 มิถุน เมอริเดียนอยู่ 15 มีน

2) ครีษมายัน (Summer Solstice) 21 มิถุนายน 2559 เวลา 5:34 น. ลัคนาอยู่ 25 มิถุน เมอริเดียนอยู่ 17 มีน

3) ศารทวิษุวัต (Autumn Equinox) 22 กันยายน 2559 เวลา 21:21 น. ลัคนาอยู่ 24 พฤษภ เมอริเดียนอยู่ 15 กุมภ์

4) เหมายัน (Winter Solstice) 21 ธันวาคม 2559 เวลา 17:44 น. ลัคนาอยู่ 29 มิถุน เมอริเดียนอยู่ 21 มีน

ลักษณะการโคจรของดาวเคราะห์ต่างๆ ในปี 2559

เริ่มจากดาวพุธโคจรพักร์ (ถอยหลัง) ปี 2559 นี้มีทั้งหมด 4 ครั้ง

ครั้งแรก เริ่ม 5 ม.ค. 2559 เวลา 20:06 น. ถึง 26 ม.ค. 2559 เวลา 4:51 น.

ครั้งที่ 2 เริ่ม 29 เม.ย. 2559 เวลา 0:21 น. ถึง 22 พ.ค. 2559 เวลา 20:21 น.

ครั้งที่ 3 เริ่ม 30 ส.ค. 2559 เวลา 20:05 น. ถึง 22 ก.ย. 2559 เวลา 12:32 น.

ครั้งที่ 4 เริ่ม 19 ธ.ค. 2559 เวลา 17:56 น. ถึง 8 ม.ค. 2560 เวลา 16:44 น.

ช่วงเวลาดังกล่าว ควรระมัดระวังการทำข้อตกลงสัญญาครับ

ดาวศุกร์ ไม่มีการโคจรถอยหลัง

ดาวอังคาร อยู่ในราศีตุลตอนเริ่มปี และ
ยกจากราศีตุลเข้าราศีพิจิก ในวันที่ 3 ม.ค. 2559 เวลา 21:32 น.
ยกจากราศีพิจิกเข้าราศีธนู ในวันที่ 6 มี.ค. 2559 เวลา 9:28 น.
เริ่มโคจรถอยหลังในราศีธนู วันที่ 17 เม.ย. 2559 เวลา 19:15 น.
จนถอยกลับเข้าราศีพิจิกในวันที่ 27 พ.ค. 2559 เวลา 20:51 น.
โคจรเดินหน้าอีกครั้ง ในวันที่ 30 มิ.ย. 2559 เวลา 6:39 น.
จนยกเข้าราศีธนูอีกทีในวันที่ 3 ส.ค. 2559 เวลา 0:49 น.

ดาวพฤหัส เริ่มต้นปีอยู่ที่ 23 องศา ราศีกันย์
เริ่มโคจรถอยหลังในวันที่ 8 ม.ค. 2559 เวลา 11:41 น.
และกลับมาโคจรเดินหน้าตลอดอีกครั้งในวันที่ 9 พ.ค. 2559 เวลา 19:16 น.
จนกระทั่งยกเข้าราศีตุล ในวันที่ 9 ก.ย. 2559 เวลา 18:18 น.

ดาวเสาร์ เริ่มต้นปีที่ราศีธนู
จะเริ่มโคจรถอยหลังตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. 2559 เวลา 17:02 น.
จากนั้น จะเริ่มโคจรเดินหน้าอีกครั้งในวันที่ 13 ส.ค. 2559 โดยอยู่ในราศีธนูตลอดปี

ดาวมฤตยู เริ่มต้นปีในราศีเมษ
และจะเริ่มโคจรถอยหลังในวันที่ 30 ก.ค. 2559
จนถึงวันที่ 29 ธ.ค. 2559 จึงโคจรเดินหน้าอีกครั้ง

ดาวเนปจูน อยู่ในราศีมีนตลอดปี
เริ่มโคจรถอยหลังตั้งแต่ 13 มิ.ย. 2559
โดยจะกลับมาเดินหน้าอีกครั้งในวันที่ 20 พ.ย. 2559

ดาวพลูโต อยู่ในราศีมกร ตลอดปี
โดยจะโคจรถอยหลังระหว่าง 18 เม.ย. 2559 จนถึง 26 ก.ย. 2559

ราหู (จริง) อยู่ในราศีกันย์ตลอดปี

การทำมุมสำคัญของดาวเคราะห์ชั้นนอกในปี 2559

8 ก.พ. ดาวเนปจูน ตรีโกณ ดาวโครโนส
25 ก.พ. ดาวมฤตยู เล็ง ดาวเซอุส

17 มี.ค. 2559 ดาวพฤหัส ตรีโกณ ดาวพลูโต
23 มี.ค. ดาวพฤหัส ตั้งฉาก ดาวเสาร์

10 เม.ย. ดาวพลูโต ตั้งฉาก ดาวเซอุส

12 พ.ค. ดาวเนปจูน ตรีโกณ ดาวโพไซดอน
26 พ.ค. ดาวพฤหัส ตั้งฉาก ดาวเสาร์

15 มิ.ย. ดาวพลูโต ตั้งฉาก ดาวเซอุส
18 มิ.ย. ดาวเสาร์ ตั้งฉาก ดาวเนปจูน
26 มิ.ย. ดาวพฤหัส ตรีโกณ ดาวพลูโต

16 ก.ค. ดาวแอดเมตอส ยกเข้าราศีมิถุน

8 ส.ค. ดาวเนปจูน ตรีโกณ ดาวโพไซดอน
16 ส.ค. ดาวพฤหัส ตั้งฉาก ดาวคิวปิโด

7 ก.ย. ดาวเนปจูน ตรีโกณ ดาวโครโนส
10 ก.ย. ดาวพฤหัส ตรีโกณ ดาวแอดเมตอส
10 ก.ย. ดาวเสาร์ ตั้งฉาก ดาวเนปจูน
16 ก.ย. ดาววัลคานุส ยกเข้าราศีสิงห์

10 ต.ค. ดาวพฤหัส ตั้งฉาก ดาวเฮเดส
14 ต.ค. ดาวแอดเมตอส ถอยกลับเข้าราศีมิถุน
29 ต.ค. ดาวพฤหัส ตั้งฉาก ดาวโครโนส

25 พ.ย. ดาวพฤหัส ตั้งฉาก ดาวพลูโต

12 ธ.ค. ดาววัลคานุส ถอยกลับเข้าราศีกรกฎ
14 ธ.ค. ดาวพฤหัส กุม ดาวเซอุส
25 ธ.ค. ดาวเสาร์ ตรีโกณ ดาวมฤตยู
27 ธ.ค. ดาวพฤหัส เล็ง ดาวมฤตยู

ข้อสังเกตคือ ปี 2559 ดาวพฤหัสในราศีกันย์ ตั้งฉากกับ ดาวเสาร์ในราศีธนู ทั้งหมด 2 ครั้ง ในเดือน มี.ค. และ พ.ค. เมื่อดาวใหญ่ทำมุมแรงต่อกัน ย่อมส่งผลต่อเหตุการณ์บนโลกเช่นกัน

ภาพดวงอาทิตย์ยกเข้าราศีมกร 22 ธ.ค. 2558 เพื่อดูความเป็นไปโลกในปี 2559

WinterSolstice22Dec2015

จะต้อนรับวันเกิดของตัวเองอย่างไรจึงสอดคล้องกับโหราศาสตร์และธรรมะ

โดย Pallas (pallas@horauranian.com)
21 กุมภาพันธ์ 2550

ในทางโหราศาสตร์สากล (รวมถึงยูเรเนียนด้วย) เมื่อต้องการพยากรณ์เหตุการณ์ประจำปีของเจ้าชะตา จะมีวิธีการอยู่หลายวิธี เช่น ดูโค้งสุริยยาตร์ (Solar Arc), ดวงเหมายันต์สงกรานต์ (Capricorn Ingress) แต่มีวิธีการหนึ่งซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นดวงประจำปีเฉพาะตัวของเจ้าชะตา นั่นคือ ดวงทินวรรษ (Solar Return)

solar-return

ดวงทินวรรษนั้น คือดวงชะตาที่ผูกขึ้นจากเวลาที่อาทิตย์โคจรกลับมาอยู่จุดเดิมของแต่ละปี โดยจะส่งผลต่อเจ้าชะตาระหว่างวันเกิดปีนั้นจนถึงวันเกิดปีถัดไป วิธีการคำนวณนั้นจะมาจากการคำนวณย้อนกลับเพื่อหาเวลาที่อาิทิตย์มาสถิต ณ ราศี องศา และลิปดาเดียวกับอาทิตย์ในดวงกำเนิด และนำเวลามาผูกดวงชะตา ณ เวลานั้นของปีปัจจุบัน ซึ่งนักโหราศาสตร์สามารถคำนวณได้อยู่แล้ว แต่คนทั่วไปก็สามารถสอบถามโหรของท่านเพื่อคำนวณดวงทินวรรษในแต่ละปีให้ท่านก็ได้

อาจารย์วิโรจน์ กรดนิยมชัย เคยสอนผมในห้องเรียนโหราศาสตร์ว่า ดวงทินวรรษนอกจากจะใช้พยากรณ์เหตุการณ์ประจำปีแล้ว ยังช่วยให้เจ้าชะตาทำบุญวันเกิดได้ตรงวันด้วย เพราะความที่เราคำนวณเวลาที่อาทิตย์โคจรมาอยู่จุดเดิมเป็นสำคัญ ไม่ใช่วันเกิดตามสุริยคติที่เราจำกันมา เวลาจากดวงทินวรรษจึงน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมกว่าในการฉลองวันเกิด เพราะเป็นเวลาของดวงดาว ไม่ใช่เวลาที่มนุษย์สมมติขึ้น

จากหลักดังกล่าว ทำให้ผมคิดว่า การต้อนรับวันเกิดของเราน่าจะทำอะไรที่เป็นกุศลกรรมตามหลักชาวพุทธ เพื่อให้ชีวิตในปีถัดไปจะได้เจอแต่สิ่งที่ดี และตัวเราเองจะได้มีสติที่จะดำเนินชีวิตอีกด้วย คิดไปคิดมา ผมคิดว่าน่าจะสวดมนต์และนั่งสมาธิในเวลาที่คำนวณจากดวงทินวรรษจะดีที่สุด เพราะสะดวกและไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย ที่สำคัญการสร้างกุศลด้วยการสวดมนต์และนั่งสมาธิย่อมได้บุญที่ประณีตกว่าการให้ทานทั่วไป ดังนั้น วันเกิดในปีที่ผ่านมาของผม ผมจึงลางานครึ่งวันเช้า (ดวงทินวรรษของผมอยู่ในช่วงเช้า) เพื่อสวดมนต์และนั่งสมาธิก่อนที่จะมาทำงานตามปกติในช่วงบ่าย

ต่อมา ผมได้อ่านหนังสือ “A Time for Magick” ซึ่งเป็นตำราโหราศาสตร์ที่แต่งโดย Maria Kay Simms โหราจารย์ชาวสหรัฐอเมริกา มีบทหนึ่งกล่าวถึง พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับดวงดาว ตอนหนึ่งพูดถึงการบูชาพระอาทิตย์ และแนะนำให้บูชาในเวลาของดวงทินวรรษ โดยให้คาถาหรือมนต์บูชาพระอาทิตย์เป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย หลังจากอ่านแล้ว รู้สึกประทับใจ แต่ด้วยความเป็นชาวพุทธจึงไม่คิดจะนับถือบูชาที่พึ่งอื่นใดนอกจากพระรัตนตรัย จึงพยายามคิดว่าจะนำมาประยุกต์ใช้อย่างไรดี จึงค้นคว้าเพิ่มเติมจากหนังสือสวดมนต์หลายฉบับพร้อมทั้งตำรามนต์พิธีบูชานพเคราะห์ แล้วก็พบบทสวดมนต์ชื่อ “โมรปริตต์” เป็นคำตอบ

โมรปริตต์ หรือพรหมมนต์ เป็นบทสวดมนต์ว่าด้วยพระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นนกยูง ทรงจัดการอารักขาด้วยมนต์นี้ทำให้นายพรานผู้แม้พยายามอยู่เป็นเวลานานก็ไม่สามารถจะจับพระองค์ได้ มนต์บทนี้เป็นการกล่าวนมัสการพระอาทิตย์และสมณพราหมณ์ผู้รู้ในพระธรรมทั้งปวงขอให้มาคุ้มครอง ทั้งเมื่อเวลาอาทิตย์ขึ้นจะไปหากิน และเวลาอาทิตย์ตกที่จะพักอยู่ในรัง การสวดมนต์บทนี้ในวันเวลาทินวรรษน่าจะเป็นการสร้างมงคลสำหรับปีนั้นได้อย่างดี โดยวิธีการสวดอาจสวดตามกำลังของพระอาทิตย์ คือ 6 จบก็น่าจะเหมาะสม

ผมจึงขอคัดบทสวดมนต์บทนี้พร้อมคำแปล จากหนังสือ “สวดมนต์แปล ฉบับพระศาสนโสภน” ของมหามกุฏราชวิทยาลัย ดังนี้ครับ

เริ่มโมรปริตร

ปูเรนฺตมฺโพธิสมฺภาเร นิพฺพตฺตํ โมรโยนิยํ,

เยน สํวิหิตารกฺขํ มหาสตฺตํ วเนจรา.

จิรสฺสํ วายมนฺตาปิ เนว สกฺขึสุ คณฺหิตุ ํ,

พฺรหฺมมนฺตนฺติ อกฺขาตํ ปริตฺตนฺตมฺภณาม เห.

คำแปล

พวกพรานไพร แม้พยายามอยู่ช้านานไม่อาจนั่นเทียว เพื่อจะจับมหาสัตว์ ผู้บังเกิดแล้วในกำเนิดแห่งนกยูง ผู้ยังโพธิสมภารให้บริบูรณ์อยู่ มีความรักษาอันตนจัดแจงดีแล้ว ด้วยพระปริตรอันใด เราทั้งหลาย จงสวดปริตรอันนั้นที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า พรหมมนตร์ เทอญ.

โมรปริตร

อุเทตยญฺจกฺขุมา เอกราชา,

หริสฺสวณฺโณ ปฐวิปฺปภาโส.

ตํ ตํ นมสฺสามิ หริสฺสวณฺณํ ปฐวิปฺปภาสํ,

ตยชฺช คุตฺตา วิหเรมุ ทิวสํ.

เย พรฺาหฺมณา เวทคุ สพฺพธมฺเม,

เต เม นโม เต จ มํ ปาลยนฺตุ.

นมตฺถุ พุทฺธานํ นมตฺถุ โพธิยา,

นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา.

อิมํ โส ปริตฺตํ กตฺวา โมโร จรติ เอสนา.

อเปตยญฺจกฺขุมา เอกราชา

หริสฺสวณฺโณ ปฐวิปฺปภาโส.

ตํ ตํ นมสฺสามิ หรีสฺสวณฺณํ ปฐวิปฺปภาสํ,

ตยชฺช คุตฺตา วิหเรมุ รตฺตึ.

เย พฺรหฺมณา เวทคุ สพฺพธมฺเม,

เต เม นโม เต จ มํ ปาลยนฺตุ.

นมตฺถุ พุทฺธานํ นมตฺถุ โพธิยา,

นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา.

อิมํ โส ปริตฺตํ กตฺวา โมโร วาสมกปฺปยีติ.

คำแปล

พระอาทิตย์ เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราช มีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่างอุทัยขึ้นมา

เพราะเหตุนั้น ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง

ข้าทั้งหลาย อันท่านปกครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดวัน

พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงซึ่งเวทในธรรมทั้งปวง

พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้า

ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระโพธิญาณ

ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่วิมุตติธรรม

นกยูงนั้นได้กระทำปริตรอันนี้แล้ว จึงเที่ยวไปเพื่ออันแสวงหาอาหาร.

พระอาทิตย์นี้ เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราช มีสีเพียงดังสีแห่งทอง ย่อมอัสดงคตไป

เพราะเหตุนั้น ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง

ข้าทั้งหลาย อันท่านปกครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดคืน

พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงซึ่งเวทในธรรมทั้งปวง

พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้า

ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระโพธิญาณ

ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่วิมุตติธรรม

นกยูงนั้นได้กระทำปริตรอันนี้แล้ว จึงสำเร็จความอยู่แล.