ทีโค บราห์ โหรผู้มั่งคั่งที่สุดในโลก

เขียนโดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
กรรมการ มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทย ในพระสังฆราชูปถัมภ์
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน สารมูลนิธิสมาคมโหรฯ ฉบับฉลองพระชันษา ๑๐๐ ปี

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ตุลาคม ๒๕๕๖

ในเดือนเมษายน ค.ศ. ๑๕๗๗ กษัตริย์เฟรดเดอริคที่ ๒ แห่งเดนมาร์ก ได้เรียกตัวทีโค บราห์ จากหอดูดาวยูเรนิบอร์ก บนเกาะฮเวน (Hven Island) ปัจจุบันคือเกาะเวน Ven) ให้มาเข้าเฝ้าที่ปราสาทเฟรเดอริคบอร์ก เพื่อเข้าร่วมพิธีประสูติของพระโอรส ซึ่งมีพระนามว่า คริสเตียน (ต่อมาคือ พระเจ้าคริสเตียนที่ ๔ แห่งเดนมาร์ก) ทรงประสูติเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ค.ศ.๑๕๗๗ เวลา ๑๖:๓๐ น. 

กษัตริย์เฟรดเดอริคที่ ๒ มอบหมายภารกิจสำคัญยิ่งให้กับบราห์ นั่นคือ การคำนวณดวงพระชาตาของพระโอรสพร้อมคำพยากรณ์โดยละเอียด โดยทรงกำชับว่า บราห์ต้องทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม กว่าบราห์จะทำงานเสร็จก็ล่วงเข้าไปในเดือนกรกฎาคม แม้ว่าความยุ่งยากในการทำส่วนหนึ่งจะอยู่ที่การต้องปักดวงพระชาตาด้วยดิ้นทองลงบนกำมะหยี่เขียวและเขียนคำพยากรณ์เป็นภาษาละติน แต่ความยุ่งยากสำคัญสำหรับโหรยุคนั้นก็คือการขาดปฏิทินโหรที่ละเอียดแม่นยำ อย่างทุกวันนี้ ซึ่งนั่นก็ต้องรอหลังจาก โจฮันส์ เคปเลอร์ ศิษย์เอกของบราห์ ที่นำเอาข้อมูลการสังเกตตำแหน่งดวงดาวไปคิดค้นทฤษฏีการโคจรของดาวเคราะห์สำเร็จก่อน หลังจากนั้นอีกหลายสิบปี

คำพยากรณ์ของบราห์ในครั้งนั้นส่งผลแม่นยำอย่างมหัศจรรย์ เขาเริ่มจากการพยากรณ์พื้นดวงว่า “เมื่อศุกร์เป็นดาวเจ้าเรือนที่ ๑ เจ้าชาตาจะเป็นผู้มีอากัปกิริยางดงาม มีชีวิตชีวา เป็นที่ชื่นชอบ และช่างฝัน อีกทั้งเต็มไปด้วยความรู้สึกและความหลงใหล พระองค์ทรงเข้าใจและมีสัมผัสทางศิลปะและดนตรี” (พระเจ้าคริสเตียนที่ ๔ ทรงเป็นกษัตริย์ที่เป็นที่รักของประชาชนมากที่สุดพระองค์หนึ่งของเดนมาร์ก ทรงอุปถัมภ์ศิลปะและดนตรีจนได้ชื่อว่าเป็นราชสำนักแห่งดนตรี เป็นรองเพียงพระราชินีอลิซาเบ็ธที่ ๑ แห่งอังกฤษเท่านั้น ) จากนั้น บราห์เริ่มขยายความจากการกุมกันของดาวศุกร์และดาวอังคารซึ่งเป็นดาวเจ้าเรือนที่ ๗ ซึ่งเป็นเรือนว่าด้วยสงครามสำหรับดวงพระชาตาของกษัตริย์ว่า “ทรงสนใจในเรื่องศาสตราวุธและการสงคราม” (พระองค์ทรงโปรดเรื่องการทหาร ทรงก่อสร้างป้อมปราการใหม่ ทรงขยายกองทัพเรือจากเรือ ๒๒ ลำเป็น ๖๐ ลำ และทรงนำเดนมาร์กเข้าสู่สมรภูมิหลายครั้งตลอดรัชกาล) และเมื่อสังเกตจากการเล็งกันของจันทร์และดาวพฤหัส บราห์จึงอธิบายว่า “พระองค์ทรงสนใจในเรื่องความรักยิ่งไปกว่าการแต่งงาน และทรงมีความสัมพันธ์กับสตรีหลายคนด้วย” (พระเจ้าคริสเตียนที่ ๔ ทรงอภิเษกสมรสสองครั้งและทรงมีสัมพันธ์กับสตรีหลายราย)

รูปที่ ๑ ดวงพระชาตาพระเจ้าคริสเตียนที่ ๔

บราห์พยากรณ์ว่า “เมื่อพระโอรสทรงมีพระชนมายุได้ราว ๒-๓ พรรษา จะเป็นช่วงเวลาอันเป็นมงคลที่สุดในชีวิต” ผลก็คือ ในเดือนเมษายน ค.ศ.๑๕๘๐ เมื่อพระชนมายุครบ ๓ พรรษา ทรงได้รับโปรดเกล้าฯเป็นมกุฎราชกุมารแห่งเดนมาร์ก ตรงนี้ บราห์ไม่ได้ระบุไว้ว่า ใช้วิธีการอะไรในการพยากรณ์ แต่เราทราบว่าในยุคนั้น ปฏิทินโหรยังไม่แม่นยำเพียงพอ ทำให้โหรไม่นิยมใช้การพยากรณ์จรโดยใช้ดาวจรปัจจุบัน (Transit) แต่นิยมใช้การพยากรณ์จรตามอายุขัยปฐมบท (Primary Direction) ซึ่งมาจากเกณฑ์ที่ว่า ๑ องศาเท่ากับ ๑ ปี เพราะมีความสะดวกรวดเร็วในการพยากรณ์อนาคตมากกว่า จากเกณฑ์นี้ เราสังเกตพบว่า อีก ๒ องศากว่า จันทร์ก็จะโคจรไปเล็งดาวพฤหัส จึงอนุมานได้ว่าเป็นโครงสร้างที่บราห์ใช้ในการพยากรณ์ช่วงเวลามงคลดังกล่าว

บราห์ยังพยากรณ์ต่อไปว่า “ในช่วงอายุ ๑๗-๒๐ พรรษา จะเป็นช่วงสำคัญที่สุดในชีวิตของพระโอรสคริสเตียน” ผลก็คือ ทรงได้ทำพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์เดนมาร์กอย่างสมบูรณ์เมื่อ ๒๙ สิงหาคม ค.ศ.๑๕๙๖ เมื่อทรงมีพระชนมายุ ๑๙ พรรษา ๔ เดือน ซึ่งก็มาจากโครงสร้างดาวเสาร์กับดวงอาทิตย์ ที่ระยะเชิงมุมจากเสาร์ถึงอาทิตย์ในมุมฉากอยู่ที่ราวๆ ๒๐ องศา นั่นเอง

คำปิดท้ายการพยากรณ์ของบราห์คือ “ไม่มีปัจจัยใดบ่งชี้ถึงการสวรรคตด้วยความรุนแรง การสวรรคตจะอยู่ในลักษณะการบรรทมหลับไปตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลจากการใช้ชีวิตทั้งดื่มและเสวยมากเกินไป” ผลก็คือ เพียง ๒ เดือนก่อนพระชนมพรรษา ๗๑ พรรษา พระเจ้าคริสเตียนที่ ๔ ทรงป่วยจากปัญหาช่องท้องและการเสวยไม่ได้ และสวรรคตด้วยอาการตามที่แพทย์บันทึกไว้ว่า “พระองค์ทรงสวรรคตอย่างสงบ ปราศจากความเจ็บปวดหรือการดิ้นรนจากความตาย ราวกับว่าบรรทมหลับไป” นักโหราศาสตร์รุ่นหลังอนุมานว่า คำพยากรณ์ของบราห์มาจากโครงสร้างจันทร์เล็งพฤหัส ซึ่งบ่งบอกชีวิตที่มีมากจนล้น ดาวพฤหัสในราศีกันย์หมายถึงอาหาร จันทร์ซึ่งเป็นดาวประจำราศีกรกฎ หมายถึง ท้อง รวมถึงดาวเจ้าเรือนที่ ๑๒ ซึ่งดาวพฤหัสลอยอยู่นั้นคือดาวพุธ ทำมุมโยค (๖๐ องศา) กับดาวอังคารและดาวศุกร์ที่กุมกันอยู่

รูปที่ ๒ ทีโค บราห์

ทีโค บราห์ (Tycho Brahe *ชื่อของ Tycho Brahe ออกเสียงได้หลายแบบ หากออกเสียงเป็นภาษาเดนมาร์ก จะออกเสียงว่า “ทีโค บราห์” ถ้าออกเสียงแบบละตินจะออกเสียงว่า “ทีโค บราเฮ” ถ้าออกเสียงแบบเยอรมันจะออกเสียงว่า “ทูโช บราห์” ถ้าออกเสียงแบบอังกฤษจะออกเสียงว่า “ไทโค บราห์” สำหรับบทความนี้ ขอทับศัพท์ด้วยเสียงแบบเดนมาร์ก) โหรชาวเดนมาร์กผู้ยิ่งใหญ่ในยุคเรอเนสซองซ์ (Renaissance) เกิดเมื่อ ๑๔ ธันวาคม ค.ศ. ๑๕๔๖ เวลา ๑๐:๔๗ น. ในปราสาทคนุสทอร์ป เมืองสแกนเนีย ประเทศเดนมาร์ก (ปัจจุบันอยู่ในประเทศสวีเดน) เขาเกิดมาในตระกูลขุนนางชั้นสูงของเดนมาร์กทั้งสายพ่อและแม่ พ่อของเขา ออตเตอ บราห์ (Otte Brahe) เป็นขุนนางคนสำคัญของราชสำนัก แม่ของเขา บีอาเต บิลเล (Beate Bille) มาจากครอบครัวชั้นนำที่มีสมาชิกอยู่ในตำแหน่งสำคัญทางการเมืองและศาสนา เขาเป็นลูกคนที่สองและเป็นลูกชายคนโตในบรรดาพี่น้องทั้งหมด ๑๐ คน 

เมื่ออายุได้สองขวบ ลุงของเขา เจอเกน บราห์ (Jorgen Brahe) ซึ่งเป็นขุนนางในราชสำนักเช่นกัน แต่ไม่มีบุตร ได้พาเขาไปเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม เขาจึงเติบโตขึ้นมาด้วยการเลี้ยงดูอย่างดีตามที่ชนชั้นนำในยุคนั้นได้รับ เขาเริ่มเรียนภาษาละตินตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ และมีคุณครูมาสอนแบบส่วนตัวอยู่ห้าปี จนกระทั่ง เมื่ออายุ ๑๓ ปี เขาได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน โดยศึกษาวิชาวาทศิลป์และปรัชญา เตรียมตัวเข้าศึกษาวิชากฎหมาย เพื่อเตรียมความพร้อมในการมารับราชการเป็นขุนนางต่อไป อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงในวันที่ ๒๑ สิงหาคม ค.ศ.๑๕๖๐ ซึ่งก่อให้เกิดกระแสความสนใจต่อสาธารณะ ทีโคจึงเริ่มสนใจวิชาดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ และเมื่อเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาจริงๆตามที่พยากรณ์ไว้ ทีโคจึงเกิดความประทับใจและตัดสินใจที่จะทุ่มเทชีวิตศึกษาดารา-โหราศาสตร์ เพื่อสามารถพยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคตได้ 

เมื่อเขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัย เขาก็ถูกส่งไปศึกษานิติศาสตร์ที่เมืองไลป์ซิก (Leipsic) ในเยอรมัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาว่างจากการเรียน เขาก็ทุ่มเทศึกษาตำราดารา-โหราศาสตร์ที่เขาชอบ และสังเกตจากฟ้าจริงทุกค่ำคืน จนพบว่า ปฏิทินโหรในยุคนั้นมีความคลาดเคลื่อนจากฟ้าจริงอย่างมาก เขาจึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาปฏิทินโหรที่มีความแม่นยำสูงขึ้นมาให้ได้ จึงได้ไปศึกษาวิชาเลขคณิตและเรขาคณิตเพิ่มเติม ต่อมา ในเดือนสิงหาคม ๑๕๖๓ เกิดปรากฏการณ์พฤหัสกุมเสาร์ ทีโคได้พัฒนาอุปกรณ์วัดมุมระหว่างดาวและใช้สังเกตปรากฏการณ์จริง เขาพบว่า วันเวลาที่เกิดปรากฏการณ์จริงได้แตกต่างจากวันเวลาที่ได้จากการคำนวณมาก และจากปรากฏการณ์นี้ เขาสามารถพยากรณ์เหตุการณ์โรคระบาดที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีต่อมาได้ เพราะว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นที่ต้นราศีสิงห์ และไม่ไกลจากกลุ่มดาวกรกฎ ทั้งสองราศีนี้ ทอเลมี (Ptolemy) ให้ความหมายว่า “ทำให้หายใจไม่ออกและเกิดโรคระบาด!”

หลังจากใช้เวลาสามปีในไลป์ซิก บราห์ได้เดินทางไปทั่วเยอรมัน แต่เมื่อคุณลุงเขาเสียชีวิตลง เขาก็ถูกเรียกตัวกลับไปเดนมาร์กเพื่อรับมรดก เมื่อกลับมาอยู่ที่เดนมาร์ก ความทุ่มเทในวิชาดารา-โหราศาสตร์ของเขานั้นไม่เป็นที่ยอมรับสำหรับคนรอบข้าง เพราะเขาถูกคาดหวังให้เข้ารับราชการให้สมกับชนชั้นขุนนางของเขา เมื่ออยู่ในภาวะที่อึดอัดเช่นนั้น บราห์จึงออกเดินทางไปเยอรมันอีกครั้ง โดยไปอาศัยในเมืองวิทเทมเบิร์ก (Wittemberg) ราวหกเดือน แต่เกิดโรคระบาดในเมือง เขาจึงเดินทางต่อไปเมืองโรสต็อค (Rostock) ในฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น และที่นั่นก็เกิดเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเขาไปตลอดชีวิต ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๑๕๖๖ เขาได้รับเชิญไปงานแต่งงาน และเกิดมีเรื่องถกเถียงกับขุนนางท้องถิ่น ชื่อ แมนเดรุพ แพสเบอร์ก (Manderup Parsberg) เกี่ยวกับสูตรคณิตศาสตร์ พอถึงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ทั้งคู่ก็เถียงกันอีกครั้ง และตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการดวลดาบในวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๑๕๖๖ เวลา ๑๙:๐๐ น. การต่อสู้ดำเนินไปจนฟ้ามืดมิด ท่ามกลางความมืดนั้นเอง บราห์ถูกฟันเข้าที่จมูกจนดั้งแหว่งหายไป นั่นคือจุดสิ้นสุดของการดวลดาบ บราห์ต้องรักษาจมูกของเขาด้วยการใช้จมูกเทียมทำจากทองคำและเงินแทน (เวลานั้น อังคารจรมากุมอาทิตย์กำเนิด เสาร์จรตั้งฉากกับเมอริเดียนกำเนิด อาทิตย์จร = จันทร์จร = พฤหัส/เสาร์ = เมอริเดียน/พลูโต = ลัคนา/มฤตยู บ่งบอกถึงเกิดเรื่องเดือดร้อนต่อร่างกาย รวมถึงวันเวลาที่ดวลดาบบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันที่เกิดขึ้นส่งผลถึงระดับจิตวิญญาณ) 

หลังจากเหตุการณ์นั้น บราห์ยังคงอยู่ในเมืองโรสต็อค ต่อไปอีกสองปี จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมืองอ็อกซบวร์ก (Augsburg) ที่นี่บราห์ได้พบเพื่อนที่สนใจในการพัฒนาอุปกรณ์ทางดาราศาสตร์ชื่อ พอล เฮนเซล (Paul Hainzel) และได้สร้างควอตแดรนท์ (Quadrant) ซึ่งเป็นอุปกรณ์วัดมุมทางดาราศาสตร์ ที่มีรัศมี ๑๔ คิวบิท หรือประมาณ ๗ เมตร ใหญ่จนกระทั่งใช้คนยี่สิบคนในการขนย้าย สามารถวัดมุมเงย (Altitude) ได้ละเอียดในระดับ ลิบดา เลยทีเดียว รวมถึงได้สร้างเซ็กแทนท์ (Sextant) ขนาดใหญ่ เพื่อวัดระยะเชิงมุมระหว่างดวงดาว อีกด้วย

รูปที่ ๓ ควอดแดรนท์

จากเมืองอ็อกซบวร์ก บราห์ได้เดินทางไปอีกหลายเมือง และเดินทางกลับเดนมาร์กเมื่อสิ้นปี ๑๕๗๑ ถึงเวลานี้ ชื่อเสียงในฐานะนักดาราศาสตร์ของเขา ทำให้ผู้คนต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น แตกต่างไปจากเมื่อคราวเขาเดินทางไป แม้กระทั่งกษัตริย์ก็ทรงเชิญเขาไปหารือในวัง ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นใจ บราห์และลุงของเขา สเตโน บิลเล ได้ร่วมกันสร้างหอดูดาวขึ้น และเขายังคงพัฒนาอุปกรณ์ดาราศาสตร์ที่คล้ายกับที่สร้างที่เมืองอ็อกซบวร์ก ต่อไป แต่ขยายขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อวัดมุมได้ละเอียดยิ่งขึ้น

รูปที่ ๔ บันทึกซูปเปอร์โนวา ๑๕๗๒ ของบราห์

ในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๑๕๗๒ ขณะที่เขากลับจากรับประทานอาหารค่ำ เขามองขึ้นไปบนฟ้า พบแสงที่ผิดปกติตรงบริเวณกลุ่มดาวแคสสิโอเปีย ตรงเหนือศีรษะของเขา เขามั่นใจว่าเขาไม่เคยเห็นมาก่อน เขาตามคนรับใช้มาช่วยดูเพื่อยืนยันว่าไม่เคยมีใครเห็นดาวที่ส่องสว่างดวงนี้มาก่อนจริงๆ เขารีบกลับไปที่หอดูดาว วัดระยะห่างเชิงมุมจากดาวในกลุ่มดาวแคสสิโอเปียที่ใกล้ที่สุดไปยังดาวดวงนี้ เขาบันทึกทั้งรูปร่าง ลักษณะ ขนาด ระดับความสว่าง และสี เอาไว้ ดาวดวงนี้ปรากฏบนท้องฟ้ายาวนานถึง ๑๖ เดือนจนหายไปในเดือนมีนาคม ๑๕๗๔ ระหว่างที่ปรากฏ แสงนี้เหมือนกับดาว ไม่มีหางเหมือนดาวหาง มีแสงสว่างชัดเจน ใหญ่กว่าดาวซิริอุส หรือดาวฤกษ์ดวงอื่น ดูใหญ่กว่าดาวพฤหัส ใกล้เคียงกับดาวศุกร์ในช่วงที่สว่างที่สุด บราห์ได้ตีพิมพ์ผลงานการสังเกตดาวดังกล่าวในปี ๑๕๗๓ ในชื่อหนังสือว่า “De nova et nullius aevi memoria prius visa stella” หรือ “ว่าด้วยดาวดวงใหม่ที่ไม่เคยมีใครเห็นในชีวิตหรือความทรงจำมาก่อน” โดยเรียกดาวนี้ว่า ดาวดวงใหม่ (De Nova Stella) ชื่อเสียงของเขาจากงานดังกล่าวได้ขจรขจายไปทั่วยุโรป ได้รับเชิญไปบรรยายทั้งในเยอรมันและอิตาลี ปัจจุบันเราทราบว่าดาวดวงใหม่ของทีโค คือซุปเปอร์โนวา (Supernova) หรือการเกิดระเบิดอย่างรุนแรงของดาวฤกษ์ ที่ห่างจากโลกราว ๗,๕๐๐ ล้านปีแสง นักดาราศาสตร์เรียกซุปเปอร์โนวานี้ว่า ซุปเปอร์โนวาของทีโค (Tycho’s Supernova) เพราะผลงานการสังเกตอย่างละเอียดในหนังสือดังกล่าวนั่นเอง

ในช่วงนั้น ชีวิตครอบครัวของบราห์ก็สมบูรณ์ยิ่งขึ้นเมื่อบุตรสาวคนแรกของเขาถือกำเนิดขึ้นมาในปี ๑๕๗๓ จากภรรยาที่ชื่อว่า จอร์เกน แฮนเซ่น บราห์ไม่ได้จัดงานแต่งงานกับภรรยาอย่างเป็นทางการ เพราะเธอเป็นสามัญชน ซึ่งต่างชนชั้นกับเขา ตามประเพณีในยุคนั้น ภรรยาที่มาจากสามัญชนแม้ว่าจะแต่งงานกับขุนนาง ก็ยังคงเป็นสามัญชนต่อไป อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ก็มีบุตรธิดาด้วยกัน ๘ คน

แม้ว่าจะมีบุตร บราห์ก็ยังเดินสายบรรยายในยุโรปในฐานะนักดาราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งยุค จนกระทั่ง กษัตริย์เฟรดเดอริกที่ ๒ ทรงเรียกตัวเขากลับมา เพื่อยกเกาะฮเวน (Hven) ให้เขาทั้งเกาะ พร้อมกับสนับสนุนทางการเงินให้เขาสร้างหอดูดาวพร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นบนเกาะดังกล่าว เพื่อให้ค้นคว้าวิจัยดาราศาสตร์ที่นั่น ด้วยความรักชาติอีกทั้งข้อเสนอดังกล่าวก็เย้ายวนเกินกว่าใครจะปฏิเสธได้ บราห์และครอบครัวจึงย้ายไปอาศัยอยู่ในเกาะฮเวน และเริ่มต้นโครงการหอดูดาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์โลก

เกาะฮเวนเป็นเกาะที่อยู่ระหว่างเดนมาร์กและสวีเดน ขนาด ๔.๕ x ๒.๔ กิโลเมตร บนเกาะมีทุ่งนา ที่อุดมสมบูรณ์ ให้ธัญพืชที่ดีที่สุด และมีปศุสัตว์ทั้งม้า วัว และแกะ รวมถึงกวาง กระต่าย และนกจำนวนมาก ณ ขณะนั้นมีหมู่บ้านอยู่บนเกาะเพียงหมู่บ้านเดียวซึ่งมีประชากรราวสี่สิบคน หลังจากสำรวจเกาะแล้ว บราห์ได้สร้างหอดูดาวชื่อ ยูเรนิบอร์ก (Uraniborg) ซึ่งแปลว่า ปราสาทยูเรเนีย ตั้งชื่อตามเทพยูเรเนีย เทพธิดาแห่งดาราศาสตร์ตามตำนานเทพปกรณัมของกรีก บราห์ได้กำหนดวันวางศิลาฤกษ์ (Cornerstone) ไว้ในวันที่ ๘ สิงหาคม ๑๕๗๖ โดยกำหนดเวลาฤกษ์ไว้เมื่อ “เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้า ร่วมกับดาวพฤหัสที่อยู่ใกล้ดาวเรกูลัส ขณะที่ดวงจันทร์ลอยอยู่ในราศีกุมภ์”

รูปที่ ๕ หอดูดาวยูเรนิบอร์ก

หอดูดาวยูเรนิบอร์ก ล้อมรอบด้วยกำแพงสูง ๕.๕ เมตร ยาว ๗๕ เมตร มุมทั้งสี่วางอยู่ในแนวเหนือ-ใต้ และ ตะวันออก-ตะวันตก อย่างเที่ยงตรง อาคารตรงกลางสร้างจากอิฐสีแดง ชั้นล่าง มีห้องสมุดทางหอทิศใต้ ห้องครัวทางหอทิศเหนือ และตรงกลางมีห้องขนาดเท่ากัน ๔ ห้อง โดยห้องหนึ่งเป็นของบราห์และครอบครัว ส่วนอีกสามห้องสำหรับนักดาราศาสตร์ที่มาเยือน ชั้นสองประกอบด้วยห้องขนาดใหญ่หนึ่งห้องและห้องขนาดเล็กสองห้อง ห้องขนาดใหญ่สำหรับแขกที่เป็นราชวงศ์ ชั้นที่สาม เป็นห้องเก็บเสบียง เกลือ และเชื้อเพลิง ที่เหลือเป็นห้องทดลองของ บราห์ ชั้นบนใต้หลังคามีห้องเล็กแปดห้อง สำหรับนักเรียน นอกจากอาคารตรงกลางแล้ว บราห์ยังติดตั้งอุปกรณ์ดาราศาสตร์ไว้ที่หอทางทิศเหนือและทิศใต้อีกด้วย อุปกรณ์ที่ถือว่าเป็นสุดยอดในหอดูดาวแห่งนี้ก็คือ ลูกโลกทองเหลือง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางห้าฟุต ที่ได้จารึกดวงดาวนับพันตามแผนที่ดาวที่บราห์ได้จัดทำขึ้น 

อย่างไรก็ตาม เมื่อสร้างเสร็จและใช้งานจริง บราห์พบว่าอาคารดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อการติดตั้งอุปกรณ์ดาราศาสตร์ของเขาให้สมบูรณ์ ที่สำคัญ อุปกรณ์ที่ติดตั้งบนหอดูดาวยังไม่แข็งแรงเพียงพอต่อแรงลม ซึ่งทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการวัดมุมดาว เขาจึงก่อสร้างหอดูดาวขึ้นอีกแห่งหนึ่งถัดไปทางใต้จากหอดูดาวยูเรนิบอร์ก โดยก่อสร้างลงไปใต้ดินเพื่อติดตั้งอุปกรณ์ดาราศาสตร์ขนาดใหญ่ของเขาซึ่งสามารถปกป้องจากลมและสภาพอากาศได้ หอหลังใหม่นี้มีชื่อว่า สเติร์นบอร์ก (Stjerneborg) แปลว่า ปราสาทแห่งดวงดาว 

ในยุคของบราห์นั้น ยังไม่มีการประดิษฐ์กล้องดูดาว (Telescope) ที่ใช้กำลังขยายของเลนส์มาช่วยขยายภาพดาวให้ชัดเจนขึ้นมาใช้งาน อุปกรณ์ดูดาวของเขาจึงประกอบด้วย ควอดแดรนท์ (Quadrant) และเซ็กแทนท์ (Sextant) ขนาดใหญ่ ที่สามารถวัดมุมดาวด้วยตาเปล่าได้ละเอียดในระดับ ๑๐ พิลิบดาเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าละเอียดที่สุดที่สายตามนุษย์จะสังเกตได้แล้ว การจะข้ามผ่านจุดนี้ มนุษย์ต้องประดิษฐ์เลนส์ขยายมาช่วยในรูปแบบของกล้องดูดาวซึ่งต้องรออีกจนกระทั่ง ค.ศ.๑๖๐๘ หรืออีกราว ๓๐ ปีต่อมา

โครงการสร้างหอดูดาวนี้ได้ใช้เงินทุนจำนวนมาก ว่ากันว่าใช้เงินไปราว ๑% ของงบประมาณของรัฐบาลเดนมาร์กในขณะนั้น บ้างก็ว่าใช้ทองคำไปราวๆหนึ่งตัน  หากเราคิดเป็นมูลค่าทองคำในปัจจุบัน (ราคาทองคำปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๑,๓๓๐ ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยซ์ออนซ์, ทองคำ ๑ เมตริกตัน เท่ากับ ๓๒,๑๕๐ ทรอยซ์ออนซ์ และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯอยู่ที่ ๓๐.๙๕ บาท/ดอลลาร์ฯ) จะได้มูลค่าการก่อสร้างอยู่ที่ ๑,๓๒๓ ล้านบาทเลยทีเดียว นอกจากนั้น กษัตริย์เฟรดเดอ ริกยังทรงพระราชาทานเบี้ยหวัดให้ทีโคอีกปีละ ๒,๐๐๐ ริกซ์ดอลลาร์ และยังแต่งตั้งตำแหน่งเพิ่มเติมให้เขาซึ่งมีรายได้อีก ๑,๐๐๐ ริกซ์ดอลลาร์ต่อปี ลองคิดดูว่าเป็นค่าเงินเมื่อ ๔๐๐ กว่าปีก่อน หากคำนวณมาเป็นเงินปัจจุบันจะสูงขนาดไหน กล่าวได้ว่า ไม่เคยมีโหรคนใด หรือแม้แต่นักวิทยาศาสตร์คนใดในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาลสูงขนาดนี้ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อบทความนี้ที่ตั้งไว้ว่า โหรผู้มั่งคั่งที่สุดในโลก นั่นเอง

รูปที่ ๖ หอดูดาวสเติร์นเบอร์ก

ณ หอดูดาวบนเกาะแห่งนี้ ทีโค บราห์ ก็ได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจของเขาในการสังเกตและบันทึกปรากฏการณ์บนท้องฟ้าทุกค่ำคืนอย่างละเอียด เป็นเวลากว่า ๒๐ ปี จนเป็นบันทึกที่ละเอียดและล้ำค่าอย่างยิ่ง ในเดือนพฤศจิกายน ๑๕๗๗ ได้มีดาวหางปรากฏบนท้องฟ้า บราห์ได้สังเกตจากหอดูดาวแห่งนี้ นอกจากบันทึกสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์แล้ว บราห์ได้พยากรณ์จากปรากฏการณ์ดาวหางครั้งนี้ว่า “จะเกิดเจ้าชายจากภาคเหนือ ผู้ซึ่งจะเอาชนะเยอรมันได้ และจะสูญสิ้นในปี ๑๖๓๒” ผลก็คือ เจ้าชายกุสตาวุส อดอล์ฟัส ได้ประสูติในสวีเดนเมื่อปี ๑๕๙๔ ต่อมาขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์สวีเดน ได้นำทัพเอาชนะเยอรมันในสงครามสามสิบปี และสวรรคตในสนามรบในปี ๑๖๓๒ ตามคำพยากรณ์ของทีโค บราห์ทุกประการ

รูปที่ ๗ เซ็กแทนท์

บราห์ได้ใช้ชีวิตของเขาบนเกาะแห่งนี้อย่างหรูหรา หอดูดาวยูเรนิบอร์กถูกสร้างขึ้นเหมือนกับปราสาทของเขา ได้รับการตกแต่งด้วยงานศิลปกรรมชั้นนำในยุคนั้น เขาจัดงานเลี้ยงรื่นเริงต้อนรับคนมีชื่อเสียงจากทั่วยุโรปที่เดินทางมาหาเขาอย่างไม่ขาดสาย ทั้งนักปราชญ์ นักวิชาการ ขุนนาง และเชื้อพระวงศ์ต่างๆ กล่าวได้ว่า ในยุคนั้น หากต้องการแสดงตนว่าเป็นผู้รักในวิชาความรู้ ก็ต้องหาทางแวะมาพบปะสนทนากับทีโค บราห์ นักดาราศาสตร์อันดับหนึ่งในยุคนั้นพร้อมเยี่ยมชมหอดูดาวที่ทันสมัยที่สุดซึ่งราชสำนักเดนมาร์กสนับสนุนให้ได้

รูปที่ ๘ ลูกโลกทองเหลืองของบราห์

นอกจากเป็นโหรหลวง นักดาราศาสตร์ชื่อดัง และใช้ชีวิตอย่างหรูหราอยู่ในปราสาทยูเรนิบอร์กแล้ว ยังมีแง่มุมหลายอย่างในชีวิตของเขา ที่คนเล่าต่อๆกันมาจนกลายเป็นเรื่องประหลาดและลึกลับ อย่างเช่น การที่บราห์เลี้ยงดูทาสรับใช้ที่เป็นคนแคระคนหนึ่งชื่อ เยปส์ ผู้ซึ่งเป็นเสมือนตัวตลกหลวงในปราสาทของบราห์ เยปส์จะคอยหมอบอยู่ใต้โต๊ะแทบเท้าบราห์อยู่ตลอดเวลา คอยรับอาหารที่เขาโยนให้มารับประทาน ว่ากันว่า คนแคระผู้นี้มีความสามารถพิเศษในการมองเห็นอนาคต เวลาเขาพูดอะไรออกมา ก็จะมีคนฟังอย่างใส่ใจ นอกจากนี้ เขายังเลี้ยงกวางตัวใหญ่ไว้ตัวหนึ่งจนเชื่อง แขกที่มาหาเขามักจดจำสัตว์เลี้ยงประหลาดตัวนี้ได้ ภายหลังกวางตัวนี้ดื่มเบียร์มากเกินไปในงานเลี้ยงจนทำให้ตกบันไดลงมาตาย 

ในปี ๑๕๘๘ พระเจ้าเฟรดเดอริกที่ ๒ ผู้ทรงอุปถัมภ์ บราห์มาโดยตลอด ได้สวรรคตด้วยพระชนมพรรษา ๕๔ พรรษา และพระเจ้าคริสเตียนที่ ๔ ก็ได้ขึ้นครองราชสมบัติ กษัตริย์พระองค์ใหม่ด้วยพระชนมพรรษาเพียง ๑๑ พรรษา ในช่วงแรก ความสัมพันธ์ระหว่างบราห์กับกษัตริย์พระองค์ใหม่ยังไปด้วยดี โดยพระองค์ได้เสด็จมาเยี่ยมหอดูดาวยูเรนิบอร์กในปี ๑๕๙๑ ขณะนั้นทรงมีพระชนมพรรษา ๑๔ พรรษา บราห์ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ และได้พาพระองค์เยี่ยมชมอุปกรณ์ดาราศาสตร์ พระเจ้า คริสเตียนที่ ๔ มีรับสั่งสอบถามบราห์ในเรื่องเครื่องจักรกลและคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อเรือ ครั้งนั้น บราห์ได้จัดทำลูกโลกทองเหลือง ที่จำลองกลไกของฟ้า ทั้งการขึ้นและการตกของดวงอาทิตย์ รวมถึงดิถีจันทร์ ถวายพระองค์ด้วย

อย่างไรก็ตาม ความโดดเด่นของบราห์ รวมถึงการได้รับการสนับสนุนทางการเงินอย่างมหาศาลจากราชสำนักเดนมาร์ก ทำให้บราห์มีศัตรูอยู่ราชสำนักจำนวนมาก รวมถึงอัครมหาเสนาบดี (King’s Chancellor) ด้วย ส่งผลให้ราชสำนักเริ่มตัดงบประมาณสนับสนุนบราห์ลงมาเรื่อยๆ ทำให้เขาไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายที่เขาเคยใช้อย่างฟุ่มเฟือยในปราสาทของเขาได้ มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับตัวบราห์ ทั้งการใช้แรงงานชาวบ้านบนเกาะเวนหนักเกินไป รวมไปถึงการประเมินว่าผลงานของเขาไม่มีความคุ้มค่าต่อเงินที่ราชสำนักจ่ายออกไป ด้วยแรงกดดันเหล่านี้ บราห์จำเป็นต้องหาทางออกให้กับเขาและครอบครัว

ในปี ๑๕๙๙ บราห์ก็ได้อพยพครอบครัว ทาส คนรับใช้ และอุปกรณ์ตำรับตำราที่เคลื่อนย้ายได้ออกจากประเทศเดนมาร์ก ไปยังกรุงปราก ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิรูดอล์ฟที่ ๒ ผู้ดำรงตำแหน่งจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์อยู่ในขณะนั้น จักรพรรดิรูดอล์ฟทรงสนพระทัยในเรื่องวิทยาศาสตร์ การเล่นแร่แปรธาตุ และโหราศาสตร์ จึงไม่ยากเลยที่บราห์จะทำให้พระองค์ทรงอุปถัมภ์ตัวเขาและครอบครัวเอาไว้ เพียงการเข้าเฝ้าครั้งแรก พระองค์ทรงแต่งตั้งให้บราห์เป็นโหรหลวงและนักคณิตศาสตร์ประจำราชสำนัก โดยกำหนดเบี้ยหวัดรายปีให้บราห์ถึง ๓,๐๐๐ โครน รวมถึงบ้านพักสำหรับครอบครัวและหอดูดาวสำหรับการทำงานซึ่งให้บราห์เลือกได้ว่าจะอยู่ในกรุงปรากหรือจะอยู่นอกเมือง 

ด้วยการสนับสนุนจากจักรพรรดิอย่างเต็มที่ บราห์จึงเริ่มรับสมัครผู้ช่วยเข้ามาทำงาน และเขาก็ได้รับ โจฮันส์ เคปเลอร์ (Johannes Kepler) ชาวเยอรมัน เข้ามาช่วยงาน บราห์ประทับใจในอัจฉริยภาพของผู้ช่วยคนนี้ และมอบหมายให้เคปเลอร์ทำหน้าที่วิเคราะห์การโคจรของดาวอังคาร และให้พยายามพิสูจน์จักรวาลในระบบที่บราห์คิดขึ้นเอง เรียกว่า Tycho’s Geo-Heliocentric System ซึ่งคิดค้นมาเพื่อแก้ข้อผิดพลาดของจักรวาลแบบทอเลมีที่มีโลกเป็นศูนย์กลาง และแตกต่างจากจักรวาลแบบโคเปอนิคัสที่ให้ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง ในระบบของบราห์นั้น ให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์โคจรรอบโลก ขณะที่ดาวเคราะห์ดวงอื่นโคจรรอบดวงอาทิตย์ อย่างไรก็ตาม เคปเลอร์ไม่ได้เชื่อในระบบของบราห์ แต่เขาเชื่อในระบบโคเปอนิคัสมากกว่า ทำให้เกิดความขัดแย้งอยู่เสมอ แต่เคปเลอร์จำเป็นต้องทำงานกับบราห์ต่อไป เพราะต้องการฐานข้อมูลการโคจรดาวเคราะห์กว่าสามสิบปีที่บราห์รวบรวมมาโดยตลอด ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อนข้างซับซ้อน ส่วนหนึ่งมาจากความแตกต่างทางฐานะและชนชั้น บราห์เติบโตมาในชนชั้นขุนนางที่มีฐานะร่ำรวย ขณะที่เคปเลอร์เติบโตมาจากครอบครัวที่ฐานะไม่ดี บราห์มีบุคลิกของคนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ถ้าเป็นภาษาสมัยนี้ก็คือเขาเป็นเซเลบ (Celebrity) ของสังคมชนชั้นสูงในยุโรป ขณะที่เคปเลอร์เป็นชายที่ดูขี้โรค ขาโก่ง สายตาสั้น และมีนิ้วพิการ ความแตกต่างนี้ส่งผลให้ครั้งหนึ่งเคปเลอร์เคยกล่าวว่า “ความเห็นของข้าพเจ้าต่อทีโคเป็นอย่างนี้ เขารวยขั้นสุดยอด แต่เขาไม่รู้ว่าจะใช้มันอย่างไรให้เหมาะสม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของคนรวย ดังนั้น คงต้องมีใครสักคนมาฉกชิงความรวยมาจากเขา” อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของทั้งสองคนกลับทำให้เมื่อมาร่วมงานกันได้ก่อให้เกิดผลงานสำคัญที่พลิกโฉมวงการดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ครั้งสำคัญ โดยบราห์เป็นเจ้าของฐานข้อมูลตำแหน่งดาวเคราะห์อย่างละเอียดตลอด ๓๐ ปี แต่เขาไม่สามารถดึงเอาข้อมูลเหล่านั้นมาสร้างทฤษฎีได้ ขณะที่เคปเลอร์เป็นอัจฉริยะที่นำข้อมูลของบราห์ออกมาพัฒนาเป็น กฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ ๓ ข้อที่ทำให้มนุษย์รู้จักกลไกฟ้าจนสามารถจัดทำปฏิทินโหรได้อย่างแม่นยำได้

รูปที่ ๙ ผู้เขียนกับอนุสาวรีย์ของบราห์และเคปเลอร์ ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก

ทั้งคู่ได้ร่วมงานในกรุงปรากอยู่เกือบ ๒ ปี จนกระทั่งค่ำวันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วงของปี ๑๖๐๑ ในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่พระราชวัง ทีโค บราห์ได้อั้นปัสสาวะเป็นเวลานานโดยไม่ยอมเสียมารยาทลุกจากโต๊ะอาหาร จนทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบรุนแรง เขาล้มป่วยหนักเป็นเวลาหลายวันกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๑๖๐๑ เคปเลอร์ถือโอกาสตอนนั้นหยิบฉวยข้อมูลตำแหน่งดวงดาวทั้งหมดของบราห์ไป เคปเลอร์ได้เขียนในภายหลังว่า “ข้าพเจ้าสารภาพว่า เมื่อทีโคเสียชีวิต ข้าพเจ้าได้ถือโอกาสที่ไม่มีทายาทคนใดของบราห์สนใจ หยิบบันทึกการสังเกตการณ์มาไว้ในการครอบครอง หรือบางทีอาจเรียกได้ว่าแย่งชิงเอามา” ไม่กี่วันต่อมา จักรพรรดิรูดอล์ฟก็ได้แต่งตั้งเคปเลอร์ดำรงตำแหน่งนักคณิตศาสตร์ประจำราชสำนักแทนบราห์ ด้วยหน้าที่การงานที่มั่นคงและมีข้อมูลของบราห์อยู่ในมือ เคปเลอร์ก็ได้พัฒนากฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์สำเร็จ รวมถึงได้ตีพิมพ์ ตารางรูดอล์ฟ (Rudolphine Tables) ซึ่งเป็นตารางตำแหน่งดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ โดยใช้ข้อมูลจากบันทึกของบราห์ รวมกับสูตรคำนวณที่เคปเลอร์พัฒนาเพิ่มเติม ชื่อตารางนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อถวายเป็นเกียรติแด่จักรพรรดิรูดอล์ฟที่ ๒ ผู้อุปถัมภ์งานวิจัยของทั้งบราห์และเคปเลอร์

รูปที่ ๑๐ ตารางรูดอล์ฟ (Rudolphine Tables)

การเสียชีวิตของบราห์นั้น เป็นเรื่องลึกลับ ที่มีผู้ตั้งสมมติฐานสาเหตุการตายหลายอย่าง นอกจากที่เล่าไปแล้ว ยังมีสมมติฐานที่ว่าบราห์ถูกวางยาด้วยปรอท โดยอ้างว่าพบปริมาณสารปรอทสูงผิดปกติที่หนวดของเขา มีผู้แต่งแต้มเรื่องราวดังกล่าวด้วยการกล่าวหาว่าเคปเลอร์เป็นผู้วางยาพิษเพื่อหวังตำแหน่งโหรหลวงและบันทึกข้อมูลของ บราห์ อีกเรื่องหนึ่งก็บอกว่า พระญาติของพระเจ้าคริสเตียนแห่งเดนมาร์กได้มาวางยาพิษบราห์ เพราะมีข่าวลือว่าบราห์มีสัมพันธ์ลับๆกับพระชนนีของพระเจ้าคริสเตียน อย่างไรก็ตาม เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๑๐ ได้มีทีมนักวิทยาศาสตร์ขุดศพของบราห์ขึ้นมาเพื่อทำการพิสูจน์ และตีพิมพ์ผลงานวิจัยในปี ๒๐๑๒ สรุปว่า ปริมาณปรอทในศพของ บราห์มีไม่มากพอที่จะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของเขา และสรุปว่า บราห์น่าจะเสียชีวิตจากการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะตามที่เชื่อมาแต่เดิมมากกว่า

ชีวิตของทีโค บราห์ ถือได้ว่าเป็นชีวิตที่มีสีสันโลดโผนเกินกว่าโหรหรือนักดาราศาสตร์คนใดจะเทียบได้ ความที่เขาทุ่มเทศึกษาดารา-โหราศาสตร์ตลอดชีวิตของเขา ทำให้เขามีความลึกซึ้งในปรัชญาเรื่องนี้มาก ครั้งหนึ่ง บราห์เคยไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน เมื่อปี ๑๕๗๔ ว่า “ดาวดวงใหม่ (ซุปเปอร์โนวา), ดาวหาง, อุปราคา, การกุมกันของดาว และปรากฏการณ์ต่างๆบนฟ้าย่อมส่งผลต่อเหตุการณ์บนพื้นดิน” และ “นักโหราศาสตร์ไม่ได้ผูกมัดเจตจำนงของมนุษย์ไว้กับดวงดาว แต่ได้เปิดเผยว่ามีบางอย่างในตัวมนุษย์ที่สามารถผลักดันเหนือระดับดวงดาวได้ พลังของมนุษย์ที่จะเอาชนะความโน้มเอียงจากดวงดาวถ้ามนุษย์เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ที่แท้จริงและอยู่เหนือโลก แต่เมื่อมนุษย์เลือกที่จะประพฤติอย่างสัตว์ ที่เดินตามสัญชาตญาณอย่างมืดบอดและกลายเป็นพวกเดียวกับสัตว์ เขาไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่า พระเจ้าคือสาเหตุของการพลัดหลงนี้ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เพื่อที่ว่าเขาอาจเอาชนะความโน้มเอียงของดวงดาวได้ถ้าเขามุ่งมั่นจริงจัง” คำกล่าวนี้มีหลายท่านเข้าใจไปว่า เป็นเพราะบราห์เกิดความไม่แน่ใจในโหราศาสตร์ แต่สำหรับเราที่เป็นนักโหราศาสตร์แล้ว ย่อมเข้าใจในความหมายที่บราห์ต้องการสื่อสาร โหราศาสตร์เป็นเพียงวิชาที่สามารถบ่งบอกศักยภาพของชีวิตที่ส่งเรามาเกิดในชาตินี้ พร้อมทั้งบอก กาละและเทศะที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา แต่เราเองย่อมสามารถสร้างกรรมปัจจุบันที่จะพัฒนาชีวิตของเราสู่จุดสูงสุดได้

และในฐานะพุทธศาสนิกชน เราย่อมเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ที่สามารถพัฒนาตนเองจากปุถุชนธรรมดาให้ก้าวหน้าจนสู่ระดับเหนือโลก หรือระดับโลกุตตระได้ โดยมีตัวอย่างคือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา ที่ถือกำเนิดเป็นมนุษย์ ไม่ได้เป็นเทพเจ้าเหนือมนุษย์ที่ไหน แต่พระองค์ก็สามารถตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นผู้ไกลจากกิเลส และเป็นผู้ปราศจากทุกข์ ซึ่งทั้งหมดนี้คือเป้าหมายสูงสุดของชาวพุทธนั่นเอง 

ดวงเดือนตุลาคม 2563 รายราศี

เช็คดวงประจำเดือน ต.ค. 2563 โดย อ.กามล แสงวงศ์

ดวงเดือน ต.ค.นี้จะเป็นอย่างไร มาดูคำทำนายไพ่ทาโรต์ จาก อ.กามล แสงวงศ์ กันดีกว่า

ราศีเมษ (เกิด 21 มี.ค. – 20 เม.ย. ของทุกปี) https://youtu.be/Llj0FGMcQhM  

ราศีพฤษภ (เกิด 21 เม.ย. – 21 พ.ค. ของทุกปี) https://youtu.be/Er_7c0Jx8fE  

ราศีมิถุน (เกิด 22 พ.ค. – 21 มิ.ย. ของทุกปี) https://youtu.be/t9f2vH8DAS8 

ราศีกรกฎ (เกิด 22 มิ.ย. – 22 ก.ค. ของทุกปี) https://youtu.be/gVMCEAGtDMw 

ขราศีสิงห์ (เกิด 23 ก.ค. – 21 ส.ค. ของทุกปี) https://youtu.be/Ww1bMNmm9s8 

ราศีกันย์ (เกิด 22 ส.ค. – 23 ก.ย. ของทุกปี) https://youtu.be/-LzFNvYtHqo 

ราศีตุล (เกิด 24 ก.ย. – 23 ต.ค. ของทุกปี) https://youtu.be/3svs9q4TLnU  

ราศีพิจิก (เกิด 24 ต.ค. – 22 พ.ย. ของทุกปี) https://youtu.be/JgBLuPPSRPc   

ราศีธนู (เกิด 23 พ.ย. – 22 ธ.ค. ของทุกปี) https://youtu.be/LsgHWuKKUrw 

ราศีมกร (เกิด 23 ธ.ค. – 20 ม.ค. ของทุกปี) https://youtu.be/90_Jjf8QvcM 

ราศีกุมภ์ (เกิด 21 ม.ค. – 19 ก.พ. ของทุกปี) https://youtu.be/OVNiXN1ramU 

ราศีมีน (เกิด 20 ก.พ. – 20 มี.ค. ของทุกปี) https://youtu.be/l3nEXUwuHMw  

ไม่อยากพลาดดวงรายเดือนแบบนี้ อย่าลืม กด ติดตาม และกด กระดิ่ง ที่ยูทูป ช่อง Star Seer https://www.youtube.com/user/StarSeerTh นะครับ

15 มิ.ย. 1215 วันลงนามในกฎบัตรแมกนาคาร์ตา กับไพ่ Justice

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.. 1215 พระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษ ได้บรรลุข้อตกลงกับเหล่าบารอน ขุนนางชั้นสูง ที่ Runnymede ริมแม่น้ำเทมส์ และได้ทรงลงตราประทับบนเอกสารข้อตกลงที่รู้จักกันในชื่อว่า แมกนาคาร์ตา (Magna Carta) หรือแปลตรงๆว่า มหากฎบัตร (The Great Charter)

แม้ว่ากฎบัตรนี้จะถูกยึดถือปฏิบัติตามเพียงแค่ 10 สัปดาห์ ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายกลับมาทำสงครามกันอีกครั้ง แต่อิทธิพลของกฎบัตรนี้กลับวางรากฐานให้กับแนวคิดการคุ้มครองเสรีภาพของมนุษย์และสิทธิมนุษยชน ภายใต้หลักการสำคัญที่ว่า ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ปูทางไปสู่แนวคิดรัฐธรรมนูญที่ว่า แม้แต่กษัตริย์ก็ทรงปกครองภายใต้กฎหมายและหลักนิติธรรม

ตัวอย่างข้อความสำคัญของกฎบัตรนี้ เช่น
Clause 39: “No free man shall be seized or imprisoned, or stripped of his rights or possessions … except by the lawful judgment of his peers or by the law of the land.”
แปลได้ว่า มาตรา 39 “จะไม่มีบุคคลที่ถูกหน่วงเหนี่ยว หรือกักขัง หรือถูกยึด ขู่กรรโชก ทรัพย์สินโดยปราศจากคำตัดสินของศาล

เอกสารที่บันทึกข้อตกลงนี้และลงตราประทับของพระเจ้าจอห์นนั้น เชื่อกันว่าได้จัดทำขึ้นราว 40 ชุด แต่มีเพียง 4 ชุดเท่านั้นที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน โดย 2 ชุดอยู่ที่ British Library, 1 ชุดที่ปราสาทลินคอล์น, และอีก 1 ชุดที่ อาสนวิหารซาลิสบิวรี (Salisbury Cathedral)

เมื่อปี 2017 ผมได้มีโอกาสไปที่อาสนวิหารซาลิสบิวรี ในทริปที่เดินทางไปเที่ยวสโตนเฮนจ์ เพราะเมืองซาลิสบิวรี เป็นเมืองที่ใกล้สโตนเฮนจ์ เพียง 15 กิโลเมตรเท่านั้น ความโดดเด่นของอาสนวิหารแห่งนี้คือยอดวิหารที่สูงถึง 123 เมตร เมื่อเข้าไปด้านใน บรรยากาศก็เข้มขรึม นึกถึงภาพประกอบบนหน้าไพ่ไรเดอร์เวทสมิธหลายใบ โดยสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดของที่นี่คือ กฎบัตรแมกนาคาร์ตา ฉบับจริง ที่เก็บรักษาไว้อย่างดี เราเข้าไปดูอย่างใกล้ชิดได้ แต่ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ

กฎบัตรแมกนาคาร์ตา บันทึกบน แผ่นหนังแกะ เขียนในภาษาละติน ด้วย ปากกาขนนก เนื่องจากยุคนั้น แผ่นหนังแกะมีราคาแพงมาก แผ่นนึงมีราคาเท่ากับค่าแรงชาวนาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จึงทำให้เขียนด้วยตัวอักษรที่เล็กมาก เว้นวรรคและบรรทัดนิดเดียว เพื่อประหยัดพื้นที่เขียนให้มากที่สุด เมื่อเขียนเสร็จแล้วก็จะลงตราประทับโดยพระเจ้าจอห์น

เมื่อผมเห็นตราประทับของพระเจ้าจอห์น และข้อความที่ทางเข้าชม กฎบัตรแมกนาคาร์ตา ที่ว่า “Magna Carta: Spirit of Justice- Power of Words” (แมกนา คาร์ตา จิตวิญญาณแห่งความยุติธรรม พลังของถ้อยคำ) ทำให้ผมคิดถึงไพ่ทาโรต์ ไพ่เมเจอร์หมายเลข 11 Justice ตุลาการ เพราะตราประทับของพระเจ้าจอห์นนั้น คือรูปพระองค์ประทับบนบัลลังก์ หัตถ์ขวาทรงพระแสงดาบ (Sword) สัญลักษณ์ของอำนาจ หัตถ์ซ้ายทรงลูกกลม (Orb) สัญลักษณ์แห่งอำนาจเหนือราชอาณาจักร ประทับบนบัลลังก์ เพื่อตัดสินให้ความยุติธรรม ซึ่งภาพนี้คล้ายกับหน้าไพ่ Justice ต่างกันเพียงหัตถ์ซ้ายที่เปลี่ยนเป็น ตาชั่ง เท่านั้น ส่วนข้อความที่ว่า Spirit of Justice จิตวิญญาณแห่งความยุติธรรม Power of Words พลังของถ้อยคำ ก็ให้ความหมายของไพ่ Justice ในแง่อำนาจแห่งการใช้กฎหมาย อำนาจแห่งข้อตกลงสัญญา นั่นเอง

*******************************
เขียนโดย พัลลาส
Pallas@horauranian.com
15 มิถุนายน 2020
ครบรอบ 805 ปี แมกนา คาร์ตา
*******************************

เพลงของไพ่ 10 ดาบ : Rain On Me ซิงเกิลใหม่จากเลดี้กาก้า และเอริอานา แกรนเด

22 พ.ค. 2020 ที่ผ่านมา วงการเพลงป็อปทั่วโลกก็สั่นสะเทือน เมื่อศิลปินตัวแม่ระดับโลก 2 คน คือ เลดี้กาก้า และ เอริอานา แกรนเด ได้ปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ชื่อ Rain On Me ออกมา พร้อมมิวสิกวิดีโอในเวลา 10:00 น. Pacific Time จนถึงขณะที่เขียนบทความนี้ ยอดคนดูใน YouTube ก็ทะลุ 34 ล้านครั้งไปแล้วภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง

ดาบปักที่ต้นขาของเลดี้กาก้าเลย

พอดูมิวสิกวีดิโอนี้ที่มีภาพดาบตกลงมาพร้อมสายฝนมาปักที่ตัวเลดี้กาก้า ผมก็นึกถึงไพ่ 10 ดาบขึ้นมาทันที ไพ่ 10 ดาบเป็นไพ่แห่งความเจ็บปวดทรมาน ความล้มเหลว และความเสียใจ เนื้อหาเพลงนี้ก็สื่อไปในทางนั้นเช่นกัน

It’s coming down on me ให้มันตกลงมาที่ฉัน
Water like misery สายฝนแห่งความทุกข์ทน
It’s coming down on me ให้มันตกลงมา
I’am ready, rain on me! ฉันพร้อม สายฝนสาดมันลงมาที่ฉันเลย!

ศิลปินทั้งสองคนต่างก็ผ่านความทุกข์ทรมานในชีวิตระดับ 10 ดาบมาแล้วทั้งคู่ เลดี้กาก้า ถูกข่มขืนตอนอายุ 19 ปี (วงรอบเมโทนิกในทางโหราศาสตร์) เธอเก็บเรื่องนี้ไว้กับตนเอง ไม่ยอมบอกใคร จนเป็นโรคเครียดหลังภยันตราย (Post-Traumatic Stress Disorder) จนผ่านไปถึง 10 ปี เธอจึงยอมเปิดปากบอกสาธารณะถึงเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อเธออายุ 29 ปี (ครบวงรอบดาวเสาร์)

เอริอานา แกรนเด เธอเป็นศิลปินขวัญใจเด็กวัยรุ่นตอนต้น เธอก็เคยเผชิญเรื่องร้ายแรงระดับ 10 ดาบ เมื่อ 22 พ.ค. 2017 เมื่อเกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย ที่หน้าคอนเสิร์ตของเธอที่เมืองแมนเชสเตอร์ ทำให้มีผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิตไป 22 คน ไม่รวมผู้ก่อการร้ายที่เสียชีวิตด้วย (22 คน เท่ากับ ไพ่เมเจอร์ 22 ใบ) และด้วยเหตุที่แฟนเพลงของเธอต่างก็เป็นเด็กวัยรุ่นทำให้ผู้เสียชีวิตถึง 10 รายที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ผู้เสียชีวิตที่อายุน้อยที่สุดอายุแค่ 8 ปีเท่านั้น และยังมีผู้บาดเจ็บกว่า 800 คน เหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในวงการคอนเสิร์ตโลก

เลดี้กาก้า และ อาเดรียนา แกรนเด

ศิลปินทั้งสองคนต่างก็ผ่านเรื่องร้ายแรงระดับ 10 ดาบ และเธอก็ถ่ายทอดผ่านบทเพลง Rain On Me จุดสำคัญที่ทั้งสองได้ชี้ทางออกเมื่อเจอเรื่องร้ายแรงขนาดนั้นก็คือ เนื้อเพลงตอนท้ายที่ว่า

Hands up to the sky ชูมือขึ้นสู่ฟ้า
I’ll be your galaxy ฉันจะเป็นกาแล็กซีของเธอ
I’m about to fly ฉันกำลังจะบินขึ้นไป

ไพ่ 10 ดาบ

ขอให้อดทนผ่านอุปสรรคความทุกข์ทนที่ต้องเจอ และเชื่อมั่นว่าในที่สุดทุกอย่างจะต้องดีขึ้น ก็เหมือนกับไพ่ 10 ดาบ ที่แม้คนจะถูกดาบปักทิ่มแทงถึง 10 เล่ม แต่มือขวาของเขาก็ยังชูสองนิ้ว เชื่อมั่นว่า เราจะต้องผ่านพ้นมันไปได้

*******************************
เขียนโดย พัลลาส
Pallas@horauranian.com
24 พฤษภาคม 2020
*******************************

ปล. ใครสนใจ MV นี้ เชิญชมได้ที่ https://youtu.be/AoAm4om0wTs

บก. ขอเล่า ตอน 2 : เมื่อหนังสือ รหัส นัย ดวงพิไชยสงคราม ได้ไปจัดแสดงที่ Frankfurt Book Fair งานหนังสือที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลก

โดย พัลลาส
เขียนเมื่อ 21 ตุลาคม 2562

ตามที่ได้เล่าไปเมื่อคราวก่อน (อ่านได้ที่ https://thestarseer.com/2019/10/15/editor-duangpichai/ ) ว่า จุดเริ่มต้นของการขอให้ อ.พลังวัชร์ เขียนหนังสือ รหัส นัย ดวงพิไชยสงคราม นั้น เริ่มต้นจากจดหมายเชิญชวนจากสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ให้ส่งหนังสือไปร่วมจัดแสดงในธีม Thai Belief and Spirituality ในที่สุด หนังสือ รหัส นัย ดวงพิไชยสงคราม ก็ได้ไปจัดแสดงอย่างสมบูรณ์ในงาน Frankfurt Book Fair ที่นครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ระหว่าง 16-20 ตุลาคม 2562 เรียบร้อยแล้ว

 

Frankfurt Book Fair เป็นงานหนังสือที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลก งานนี้เริ่มจัดครั้งแรกเมื่อ 500 กว่าปีก่อน ในปี ค.ศ.1454 ซึ่งตอนนั้น กูเตนเบิร์ก เพิ่งประดิษฐ์เทคโนโลยีการพิมพ์ที่ใช้ตัวพิมพ์โลหะสำเร็จไม่กี่ปีก่อนหน้านั้นเอง พูดได้ว่า พอเริ่มมีการพิมพ์หนังสือ มีสำนักพิมพ์ขึ้น และงานหนังสือแฟรงก์เฟิร์ตก็ถือกำเนิดเพื่อเป็นศูนย์กลางตลาดค้าขายหนังสือขึ้นมาเลย งาน Frankfurt Book Fair ได้มีการจัดมาอย่างต่อเนื่อง มีเว้นช่วงบ้าง แต่ถือได้ว่า เป็นงานหนังสือที่เก่าแก่ที่สุดในโลกของจริง

ที่บอกว่า ใหญ่ที่สุดในโลก นั้น ดูจากตัวเลขจำนวนผู้มาออกบูธกว่า 7,500 รายจากกว่า 100 ประเทศ, ผู้เข้าชมงานกว่า 285,000 คน, นักสื่อสารมวลชนที่มาร่วมงานกว่า 10,000 คน และมีกิจกรรม (events) ในงานกว่า 4,000 กิจกรรม แต่รูปแบบการจัดงานน้ันต่างจากงานสัปดาห์หนังสือในเมืองไทยมาก เพราะ แฟรงก์เฟิร์ตบุ๊คแฟร์ ไม่ได้เน้นการขายหนังสือให้คนทั่วไป แต่เป็นการพบปะของเหล่าสำนักพิมพ์จากทั่วโลกเพื่อมาซื้อขายลิขสิทธิ์หนังสือกัน

 

 

 

ดังนั้น เมื่อผลงานหนังสือเล่มแรกของสำนักพิมพ์คนมองฟ้า ได้ไปจัดแสดงในงาน Frankfurt Book Fair งานหนังสือที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลก จึงเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของพวกเราสำนักพิมพ์คนมองฟ้า

 

ข้อมูลหนังสือ รหัส นัย ดวงพิไชยสงคราม ในภาษาอังกฤษ

Title: Decoding Duang Phichai Songkhram : From Legend to Contemporary
Genre: Nonfiction – Thai Belief and Spirituality
Author: Mr. Vorapon Maison (Palungwachara)
Publisher: Star Seer Books
Size: 23.5 cm x 17 cm

Synopsis:
Decoding Duang Phichai Songkram, the science and art that combine the great ancient wisdoms, i.e. astrology, astronomy, Buddhism, occultism, and yantra.
Duang Phichai Songkram is the horoscope which surrounds by Phichai Songkram Yantra. The calculation method of this horoscope is from Suriyayatra and Manasa Treatise. The astrologer must calculate every parameter thoroughly and diligently. This is the most important ritual part of Thai Astrology.
It is believed that the one who has Duang Phichai Songkram for worship will receive the bless to protect from any harms, life not going down, and become a glorious life.
• Legend and historical records
• Duang Phichai Songkram, Phichai Songkram Yantra, and Phichai Songkram Buddha statue
• 50+ samples of Duang Phichai Songkram and Yantra
• Duan Phichai Songkram in the present day
• How to place and worship, including related mantras
• Making of Duang Phichai Songkram in auspicious occasions by The Astrological Association of Thailand Foundation under the Patronage of the Supreme Patriarch
• Implications of Duang Phichai Songkram created by Palungwachara

 

 

เที่ยวร้านหนังสือโหราศาสตร์กลางกรุงลอนดอน ตอน 3

ร้านหนังสือโหราศาสตร์ที่น่าสนใจอีกแห่งในกรุงลอนดอน ก็คือ ร้าน The Atlantis Bookshop ร้านนี้ตั้งอยู่ใกล้ๆกับ บริติชมิวเซียม พิพิธภัณฑ์ที่ต้องไม่พลาดหากมีโอกาสมาเที่ยวลอนดอน เดินจากประตูหน้าบริติชมิวเซียม ไปทางถนน Museum Street ราวๆ 120 เมตร จะเห็นร้านนี้ตั้งอยู่ทางซ้ายพอดี ที่อยู่ของร้านคือ 49a Museum Street, Bloomsbury, London, WC1A 1LY

ร้านดิแอดแลนทิสบุ๊กช็อบนี้ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1922 นับถึงปีนี้ก็ 98 ปีแล้ว อีก 2 ปีก็ครบศตวรรษ ในเว็บไซต์ของร้านประกาศชัดเจนว่า ร้านนี้ก่อตั้งขึ้นโดยผู้ใช้เวทย์มนตร์ เพื่อผู้ใช้เวทย์มนตร์ (by Magicians for Magicians) เขายังเล่าไว้ด้วยว่า จอมเวทย์ที่มีชื่อเสียงในยุคศตวรรษที่ 20 (ตรงนี้ขอแปล magician ว่า จอมเวทย์นะครับ น่าจะตรงความหมายมากกว่า) ต่างก็เคยมาที่ร้านนี้ ไม่ว่าจะเป็น อเลสเตอร์ คราวลีย์ (ผู้ก่อตั้งลัทธิเธเลมา Thelema), ดิออน ฟอร์จูน (ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มภราดรภาพแห่งแสงสว่างภายใน Fraternity of the Inner Light), วิลเลียม ยีตส์ (กวีเอกชาวไอริช), อิสราเอล เรการ์ดี (จอมเวทย์ ศิษย์ของคราวลีย์) และ เจอรัลด์ การ์ดเนอร์ (จอมเวทย์และนักโบราณคดี) โดยรายหลังเคยมาจัดเสวนาที่ร้านนี้หลายต่อหลายครั้ง

หน้าร้าน The Atlantis Bookshop

ผมไปที่ร้านนี้ช่วงปีใหม่ เพิ่งผ่านคริสต์มาสไปไม่นาน หน้าร้านจึงยังประดับไฟและต้นคริสต์มาสอยู่ ตู้กระจกหน้าร้านแขวนไม้กวาดด้ามใหญ่ไว้ และยังมีไม้กวาดอีก 2 ด้ามวางตรงหน้าร้านเลย กระจกเหนือประตูหน้าร้าน มีคำอยู่ 3 คำที่บอกลักษณะของร้านชัดเจน ก็คือ Occult (เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติ), Bookshop (ร้านหนังสือ) และ Magic (เวทย์มนตร์)

โลโก้ร้านคล้ายมหาเทพซุส แต่ใส่แว่นดำ

โลโก้ของร้านเป็นรูปผู้ชายถือสายฟ้าสามสาย น่าจะหมายถึง มหาเทพซุส คล้ายๆว่าจะใส่แว่นดำ มีดาว 7 ดวงเรียงกันคล้ายคันธนู เลขที่บ้านของร้านคือ 49A ในวิชาเลขศาสตร์ เลข 4 คือดาวมฤตยู (หรือดาวยูเรนัส) หมายถึงศาสตร์ที่ทันสมัย ความคิดที่แหวกแนวไม่เหมือนใคร ซึ่งสะท้อนออกมาที่มหาเทพซุสใส่แว่นดำ ในโลโก้ร้าน ส่วนเลข 9 คือ ดาวอังคาร หมายถึง พลัง ความเคลื่อนไหว กิจกรรม รวมเลขทั้งสองแล้วคาดว่าร้านนี้น่าจะมีกิจกรรมที่แหวกไปจากความคิดของคนทั่วไปอยู่เสมอ

ในร้านมีหนังสือขายหลากหลายประเภท ทั้งโหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ พิธีกรรม หนังสือใหม่ หนังสือเก่า หนังสือหายาก รวมไปถึง ไพ่ทาโรต์ ไพ่ออราเคิล เทียน กำยาน ลูกแก้วคริสตัล เทวรูป เครื่องประดับ และอุปกรณ์สายเวทย์ มากมาย ร้านนี้มีขนาดไม่ใหญ่เพียงคูหาเดียว โดยเขายังมีห้องประชุมขนาด 5×6 ตร.เมตร ให้จัดเวิร์กชอป รวมไปถึงให้เช่าอุปกรณ์สายเวทย์ และกองถ่ายทีวีภาพยนตร์สามารถมาใช้ที่นี่เป็นฉากถ่ายทำได้ด้วย

ที่ร้านนี้ ผมได้ซื้อนิตยสาร The Esotoracle ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับไพ่ทาโรต์ ไพ่ออราเคิล พิมพ์ด้วยกระดาษอาร์ตสี่สีทั้งเล่ม เป็นนิตยสารหัวใหม่เพิ่งออกเป็นเล่มแรก ฉบับฤดูหนาว 2019 ซึ่งพออ่านด้านในแล้วจึงทราบว่า เป็นนิตยสารที่ร้าน The Atlantis Bookshop เป็นผู้สนับสนุนหลัก เนื้อหาน่าอ่านมากครับ แค่หน้าปกรูปไพ่ 2 ไม้เท้า วาดแบบใหม่ ก็สวยมากแล้ว

สำหรับผู้ที่สนใจเที่ยวร้านโหราศาสต์และร้านสายเวทย์เหล่านี้ ยังมีอีกหลายร้านในย่าน Bloomsbury ซึ่งอยู่ใกล้บริติชมิวเซียม เช่น ร้าน It’s All Greek มีของเกี่ยวกับกรีกอยู่มากมาย, Watkins Books ร้านที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1893, Freemasons’ Hall สมาคมฟรีเมสันแห่งลอนดอน เป็นต้น ใครได้มีโอกาสไปเที่ยวชม อย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังด้วยนะครับ

*******************************
เขียนโดย พัลลาส
Pallas@horauranian.com
7 กุมภาพันธ์ 2020
*******************************

โหราศาสตร์ กับที่มาของวันทั้ง 7 ในรอบสัปดาห์

ผมเคยสงสัยมาตลอดว่าทำไมเราถึงใช้สัปดาห์มี 7 วัน ทำไมไม่ทำให้สอดคล้องกับเดือนในแต่ละเดือน หรือจำนวนวัน ใน 1 ปี เคยลองพยายามหาสมมุติฐานไปเรื่อย สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดคือ หลักการของทฤษฏีวงรอบของจันทรคติ คือ ประมาณ 28-30 วันต่อ 1 รอบ

ต้นกำเนิด และที่มาทำไมต้อง 7 วัน

จากการค้นคว้าหาข้อมูล พบว่า การใช้สัปดาห์มี 7 วัน มีมาตั้งแต่ยุคสุเมเรียน และบาบิโลน โดยมีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกว่า ได้มีการกำหนดให้หนึ่งสัปดาห์มี 7 วัน เมื่อประมานปีที่ 2350 ก่อนคริสตศักราช (2350BC) โดยกษัตริย์ซาร์ก้อนที่หนึ่งแห่งนครอัคคาด (Sargon I, King of Akkad) ภายหลังจากที่ได้ยึดครองเมืองอูร์ (Ur) และเมืองอื่น ๆ ในคว้นสุเมอร์เรีย (Sumeria) ชื่อของกษัตริย์องค์นี้ และเมืองนี้มีการอ้างถึงในหนังสือคัมภีร์สูตรเรือนชะตาของอาจารย์ประยูร พลอารีย์ ซึ่งผมจะไปค้นคว้าเพิ่มเติม แล้วกลับมาเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป

นอกจากเมืองอูร์จะเป็นต้นกำเนิดของการกำหนดให้สัปดาห์หนึ่งมีเจ็ดวันแล้ว ยังเป็นต้นกำเนิดของการกำหนดให้หนึ่งชั่วโมงมี 60 นาทีด้วย เพราะในยุคนั้น ชาวซุเมอร์เรียนใช้ระบบเลขหลัก 60 ในการคำนวน (แทนการใช้ระบบทศนิยมในปัจจุบัน)

ในยุคสมัยนั้น มนุษย์มีความเชื่อว่า โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล หรือเรียกว่า Geocentric ดวงอาทิตย์ และสิ่งต่างบนท้องฟ้าต่างโคจรรอบโลก และค้นพบว่ามีดาวเคราะห์ที่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า (naked eye planets) อยู่ 5 ดวง ซึ่งประกอบด้วย ดาวพุธ ดาวอังคาร ดาวศุกร์ ดาวพฤหัส และดาวเสาร์ เคลื่อนที่ผ่านกลุ่มดาวฤกษ์ (Fix Stars) หรือกลุ่มดาวในจักรราศี และเมื่อรวมกับ ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ ก็จะมีดาวบริวารของโลกทั้งสิ้น 7 ดวง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำไมสัปดาห์จึงมี 7 วัน จะเห็นได้จากชื่อที่ใช้เรียกในแต่ละวันยังคงมีความหมายที่เกี่ยวข้องกับดาว หรือตามตำนานของเทพเจ้าประจำดาว ทั้ง 7

การเรียงลำดับของวันในสัปดาห์ (Order)

และเมื่อค้นลึกลงไปอีก ก็เป็นที่น่าประหลาดใจและเหลือเชื่ออย่างยิ่งว่า จริงๆแล้วการเรียงวันในสัปดาห์ มีรากฐานมาจากโหราศาสตร์นั้นเอง

เมื่อโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล โดยมีดาวทั้ง 7 ดวงที่โคจรอยู่รอบโลกนั้น ดาวก็ถูกจัดเรียงลำดับตามระบบปโตเลมี (Ptolemaic system) คือ เรียงจากดาวไกลสุดจากโลกมากที่สุดมายังดาวใกล้โลกมากที่สุด โดยใช้อัตราการโคจรรอบโลกเป็นตัววัด จึงได้การเรียงลำดับดังนี้ เสาร์ พฤหัส อังคาร อาทิตย์ ศุกร์ พุธ และจันทร์ ดังรูปที่แสดง

โมเดลสุริยจักรวาล แบบปโตเลมี ซึ่งมีโลกเป็นศูนย์กลาง (Geocentric)

และจากนั้นให้แต่ละชั่วโมงมีดาวเป็นดาวประจำชั่วโมงอยู่ โดยเรียงลำดับตาม เสาร์ พฤหัส อังคาร อาทิตย์ ศุกร์ พุธ และจันทร์ ตามลำดับ และวนรอบไปเรื่อยๆ เรียกว่า “Planetary Hours” ซึ่งก็คือ ระบบยามแบบสากล นั่นเอง

Planetary Hours หรือ ยามแบบสากล เป็นวิธีการทำนายกาลชะตา (Horary) แบบหนึ่ง ซึ่งยังคงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แล้วผมจะมาเล่าเพิ่มเติม ว่าน่าสนใจเพียงใด มีวิธีการทำนาย และการคำนวณอย่างไร

ดาว 7 แฉก ตามยามแต่ละชั่วโมง (Heptagram of the week)

ชั่วโมงแรกของรุ่งอรุณของวันที่ 1 เริ่มต้นที่ ดาวเสาร์ ให้ชื่อว่า “ชั่วโมงของเสาร์” ถัดไปชั่วโมงที่ 2 เป็น “ชั่วโมงของพฤหัส” ชั่วโมงที่ 3 เป็น “ชั่วโมงของอังคาร” ชั่วโมงต่อไป เป็น “ชั่วโมงของอาทิตย์“, “ชั่วโมงของศุกร์“, “ชั่วโมงของพุธ” และ “ชั่วโมงของจันทร์” ตามลำดับ และเมื่อครบรอบ 7 ชั่วโมง ก็จะวนกลับมาที่ “ชั่วโมงของเสาร์” ใหม่ เป็นวงรอบไปเรื่อยๆไม่รู้จบ

ดังนั้นชั่วโมงที่ 25 หรือชั่วโมงที่ 1 ของวันที่ 2 ก็จะเป็น “ชั่วโมงของอาทิตย์” และชั่วโมงที่ 49 หรือชั่วโมงที่ 1 ของวันที่ 3 คือ “ชั่วโมงของจันทร์

และเมื่อเรียงลำดับชั่วโมงไปเรื่อย ครบทั้ง 7 วัน เราก็จะพบว่าชื่อของวันนั้น คือ ดาวที่ประจำของรุ่งอรุณในแต่ละวัน ดังนั้นจริงๆ แล้ววันแรกในสัปดาห์จะเริ่มต้นด้วย “วันเสาร์” และถัดไปคือ วันอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พฤหัสบดี และ ศุกร์ ตามลำดับ

หากท่านใดมีความรู้เรื่องยามอัฐกาล ของโหราศาสตร์ไทย ก็จะพบว่าลำดับดาวพระเคราห์ประจำยามในภาคกลางวัน มีการเรียงลำดับตามระบบปโตเลมี ซึ่งอาจาร์ยพลูหลวง เคยเขียนบทความถึงความมหัศจรรย์ของดาว 7 แฉกนี้ ทั้งเรื่องของยามอัฐกาล และ เลข 7 ตัว

ดวงเจ็ดแฉก (Heptagram)
ลำดับดาวเคราะห์ตามความเร็วโคจรเรียงเป็นวงกลม ส่วนเส้นตรงเชื่อมดาว คือ ลำดับของวันในสัปดาห์

ชื่อวัน ใน 1 สัปดาห์ (The Names of the Days)

การกำหนดชื่อวันในแต่ละสัปดาห์ในทุกชาติทุกภาษาจะตั้งชื่อให้เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าในตำนาน หรือมีความหมายตามดาวดาวทั้ง 7 แทบทั้งสิ้น สมัยแรกๆ จะให้วันเสาร์ (Saturday) เป็นวันแรกของสัปดาห์ ต่อมา ได้นับถือดวงอาทิตย์มากขึ้น จึงให้วันของดวงอาทิตย์ (Sun’s day) เลื่อนอันดับ จากวันอันดับที่ 2 ของสัปดาห์ เป็นวันแรกของสัปดาห์แทน ทำให้วันเสาร์ กลายเป็นวันลำดับที่ 7 ของสัปดาห์ไปในที่สุด

วันอาทิตย์ (Sunday)
มีชื่อมาจากภาษาละติน ว่า “dies solis” หมายถึง “วันของดวงอาทิตย์” (Sun’s day) เป็นชื่อวันหยุดของคนนอกศาสนา และต่อมา ถูกเรียกว่า “Dominica” (ภาษาละติน) หมายถึง “วันของพระเจ้า” (the Day of God) ต่อมา ภาษาที่มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน เช่น ฝรั่งเศส, สเปน, อิตาเลี่ยน ก็ยังคงใช้คำที่คล้ายกับรากศัพท์ดังกล่าว เช่น

• ภาษาฝรั่งเศส: dimanche;
• ภาษาอิตาเลี่ยน: domenica;
• ภาษาสเปน: domingo
• ภาษาเยอรมัน: Sonntag;
• ภาษาดัทช์: zondag ทั้งหมดมีความหมายว่า “Sun-day”

วันจันทร์ (Monday)
มีชื่อมาจากคำว่า “monandaeg” หมายถึง “วันของดวงจันทร์” (The Moon’s day) เป็นวันที่สองของสัปดาห์ ที่ตั้งขึ้นมา เพื่อสักการะ “เทพธิดาแห่งดวงจันทร์” (The goddess of the moon)

• ภาษาฝรั่งเศส: lundi;
• ภาษาอิตาเลี่ยน: lunedi; 
• ภาษาสเปน: lunes (มาจากคำว่า Luna หมายถึง “ดวงจันทร์”)
• ภาษาเยอรมัน: Montag; 
• ภาษาดัทช์: maandag ทั้งหมดมีความหมายว่า “Moon-day” 

วันอังคาร (Tuesday)
เป็นชื่อเทพเจ้า Tyr ของชาวนอรเวโบราณ (The Norse god Tyr) ส่วนชาวโรมัน เรียกเป็นชื่อสำหรับเทพเจ้าสงคราม แห่งดาวอังคาร (the war-god Mars) ว่า “dies Martis”
• ภาษาฝรั่งเศส: mardi;
• ภาษาอิตาเลี่ยน: martedi;
• ภาษาสเปน: martes
• ภาษาเยอรมัน: Diensdag;
• ภาษาดัทช์: dinsdag;
• ภาษาสวีเดน: tisdag

วันพุธ (Wednesday)
เป็นวันที่ตั้งเป็นเกียรติสำหรับ เทพเจ้า Odin ของชาวสวีเดน และนอรเวโบราณ ส่วนชาวโรมันเรียกว่า “dies Mercurii” สำหรับใช้เรียกเทพเจ้า Mercury (ประจำดาวพุธ)

• ภาษาฝรั่งเศส: mercredi; 
• ภาษาอิตาเลี่ยน: mercoledi; 
• ภาษาสเปน: miercoles
• ภาษาเยอรมัน: Mittwoch; 
• ภาษาดัทช์: woensdag

วันพฤหัสบดี (Thursday)
เป็นชื่อเทพเจ้า Thor ของชาวนอรเวโบราณ (The Norse god Thor) เรียกว่า “Torsdag” ส่วนชาวโรมัน เรียกเป็นชื่อสำหรับเทพเจ้า Jove หรือ Jupiter ซึ่งเป็นเทพเจ้า แห่งเทพทั้งปวง และเรียกวันนี้ว่า “dies Jovis” หมายถึง วันของ Jove (Jove’s Day)

• ภาษาฝรั่งเศส: jeudi; 
• ภาษาอิตาเลี่ยน: giovedi; 
• ภาษาสเปน: el jueves
• ภาษาเยอรมัน: Donnerstag; 
• ภาษาดัทช์: donderdag ทั้งหมดมีความหมายว่า “วันสายฟ้า” (Thundar day)

วันศุกร์ (Friday)
เป็นชื่อเทพธิดา Frigg ของชาวนอรเวโบราณ (The Norse goddess Frigg) ภาษาเยอรมันเคยเรียกว่า “frigedag” ส่วนชาวโรมัน เรียกเป็นชื่อสำหรับเทพธิดา Venus ว่า “dies veneris”

• ภาษาฝรั่งเศส: vendredi; 
• ภาษาอิตาเลี่ยน: venerdi; 
• ภาษาสเปน: viernes
• ภาษาเยอรมัน: Freitag; 
• ภาษาดัทช์: vrijdag

วันเสาร์ (Saturday)
ชาวโรมันใช้เรียกเป็นชื่อสำหรับเทพเจ้า Saturn ว่า “dies Saturni” หมายถึง Saturn’s Day.

• ภาษาฝรั่งเศส: samedi;
• ภาษาอิตาเลี่ยน: sabato;
• ภาษาสเปน: el sabado
• ภาษาเยอรมัน: Samstag;
• ภาษาดัทช์: zaterdag;
• ภาษาสวีเดน: Lordag
• ภาษาเดนมาร์คและนอรเว: Lordag หมายถึง “วันชำระล้าง” (Washing day)

ที่มา
http://en.wikipedia.org/wiki/days_of_the_week
http://www.walkinthelight.ca/History%20of%20the%20Calendar.htm
http://www.hermetic.ch/cal_stud/hlwc/why_seven.htm
http://www.pantheon.org/miscellaneous/origin_days.html
http://www.skeptics.com.au/journal/1995/1_calendar.htm
http://www.users.globalnet.co.uk/~loxias/week.htm
http://web1.dara.ac.th/daraspace/Mythology/DayMonthName.htm
http://www.renaissanceastrology.com/planetaryhoursarticle.html

*******************************
เขียนโดย Phainon
เมื่อ กันยายน 2549
ลงใน http://www.horauranian.com
*******************************

สัตว์มงคลประจำวันเกิดแบบพม่า

ที่ประเทศพม่า มีคติการไหว้ทิศประจำวันเกิดตามดาวพระเคราะห์ประจำวันเกิด ซึ่งตรงกับหลักทักษาของไทย เวลาเราไปสักการะพระเจดีย์ในประเทศพม่า จะนิยมไปไหว้พระพุทธรูปที่อยู่ประจำทิศวันเกิดของเรา ทิศรอบพระเจดีย์นั้นจะแบ่งเป็น 8 ทิศ ส่วนวันเกิดในรอบสัปดาห์มี 7 วัน ตรงนี้คติของไทย จะแยกผู้ที่เกิดวันพุธกลางวัน (ดาวพุธ) กับวันพุธกลางคืน (ราหู) ออกจากกัน ส่วนของพม่านั้น จะกำหนด ราหู เป็นดาวสำหรับผู้ที่ไม่ทราบวันเกิดของตน

นอกจากทิศประจำวันเกิดแล้ว ธรรมเนียมของพม่าจะมีสัตว์มงคลประจำวันเกิดทั้งแปดอีกด้วย ซึ่งผมขอสรุปมาดังนี้]

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สัตว์มงคลคือ ครุฑ
ผู้ที่เกิดวันจันทร์ ทิศตะวันออก สัตว์มงคลคือ เสือ
ผู้ที่เกิดวันอังคาร ทิศตะวันออกเฉียงใต้ สัตว์มงคลคือ สิงห์
ผู้ที่เกิดวันพุธ ทิศใต้ สัตว์มงคลคือ ช้างมีงา
ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี ทิศตะวันตก สัตว์มงคลคือ หนูมีหาง
ผู้ที่เกิดวันศุกร์ ทิศเหนือ สัตว์มงคลคือ หนูไม่มีหาง
ผู้ที่เกิดวันเสาร์ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ สัตว์มงคลคือ นาค
ผู้ไม่ทราบวันเกิด (หรือเกิดพุธกลางคืน) ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สัตว์มงคลคือ ช้างไม่มีงา

สำหรับผู้สนใจจะไปเที่ยวสายบุญที่มัณฑะเลย์ พม่า ในวันวสันตวิษุวัต ที่มีฤกษ์พลิกชีวิตประจำปี กับ อ.กามล แสงวงศ์ และ อ.พัลลาส รีบจองทัวร์ ได้เลยครับ หมดเขตจองภายในเดือนนี้แล้ว
เป็นโอกาสพิเศษสุดที่จะได้ร่วม พิธีล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนี และสวดมนต์ในวันวสันตวิษุวัต เสริมดวง เปลี่ยนชีวิต ลิขิตชะตากับ อาจารย์กามล คนลิขิตดวง ในแพคเกจ ทัวร์พลิกชีวิตมัณฑะเลย์ อมรปุระ สะกาย อังวะ มินกุน 19-21 มี.ค 63 รายละเอียดคลิก >> bit.ly/32O1kv0

****************************
เขียนโดย พัลลาส
pallas@horauranian.com
****************************

เที่ยวร้านหนังสือโหราศาสตร์กลางกรุงลอนดอน ตอน 1

มีคนจำนวนมากคิดไปว่า โหราศาสตร์และคาถาอาคมเป็นเรื่องที่มีเฉพาะประเทศแถบบ้านเรา แต่จริงๆแล้ว มีฝรั่งตะวันตกจำนวนมากสนใจศึกษาเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง อย่างประเทศอังกฤษ ถือว่าเป็นศูนย์กลางการศึกษาโหราศาสตร์ที่สำคัญของโลก เมื่อ 70 ปีก่อน ปรมาจารย์โหรคนไทย อาจารย์ จรัญ พิกุล หลังจากวางฤกษ์ให้คณะปฏิวัติทำการสำเร็จ ก็ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนโหราศาสตร์เพิ่มเติมที่อังกฤษ เงินที่ใช้เป็นค่าใช้จ่ายมาเรียนก็มาจากการขายที่ดิน มาศึกษาจบ อ.จรัญ ก็กลับไปประกอบอาชีพโหรเป็นหลัก เรื่องนี้เป็นตำนานที่เหล่านักโหราศาสตร์เมืองไทยเล่าสู่กันฟังด้วยความทึ่งปนอึ้ง

ตอนที่ผมไปเที่ยวอังกฤษ คนอื่นๆเขาคงวางแผนไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวๆดังๆตามที่แนะนำกัน แต่ผมในฐานะนักโหราศาสตร์ ก็มีจุดหมายที่ต้องไปอยู่หลายแห่ง ที่แรกก็คือ บริติชมิวเซียม (British Museum) เพราะเป็นพิพิธภัณฑ์โบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในฐานะโหร ก็ต้องไปดูจารึกที่เกี่ยวกับโหราศาสตร์ ที่อังกฤษขนย้ายมาจาก หอสมุดพระเจ้าอัชชูบานิปาล (Library of Ashurbanipal) กว่า 30,000 ชิ้น เป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่ชี้ชัดว่า โหราศาสตร์ได้ถือกำเนิดในดินแดนเมโสโปเตเมียมากว่า 5,000 ปีแล้ว มีจารึกอักษรคูนิฟอร์มที่เป็นดวงชะตาที่คำนวณตามตำราโหราศาสตร์ยุคนั้น รวมถึงปฏิทินดวงดาวและคำพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ

สถานที่ท่องเที่ยวแห่งที่สอง ที่พลาดไม่ได้คือ สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) กองหินขนาดยักษ์ที่วางเรียงตามตำแหน่งของปรากฏการณ์ดารา-โหราศาสตร์ เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมในวันที่ปรากฏการณ์ท้องฟ้าที่สำคัญ ซึ่งผมจะเขียนเล่าให้ฟังในวันหลัง วันนี้คือเขียนถึงร้านหนังสือโหราศาสตร์ก่อน

ย่านใกล้ๆกับ บริติชมิวเซียม เป็นย่านที่มีร้านหนังสือโหราศาสตร์และศาสตร์ลี้ลับอยู่หลายร้าน น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 5-6 ร้าน

ร้านแรกที่ผมได้เข้าไปคือ ร้าน Treadmill’s Bookshop ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ 33 Store Street WC1E 7BS London เป็นอาคารห้องแถวขนาดหนึ่งห้อง ในเว็บไซต์ของร้านบอกเล่าไว้ว่า คริสตินา โอคลีย์ แฮร์ริงตัน ได้เปิดกิจการร้านนี้เมื่อวันแรงงาน (May Day) เมื่อปี 2003

โลโก้ของร้านเป็นรูป เทพี ถือแถบผ้าที่มีภาษาละติน จากข้อมูลของร้านไม่ได้ระบุว่าเป็นเทพีองค์ไหน แต่ผมสันนิษฐานว่าหมายถึง May Queen เพราะวันเปิดร้านเป็นวัน May Day ซึ่งธรรมเนียมอังกฤษจะมีการแต่งกายเป็น May Queen ในวันดังกล่าว เมย์ควีนคือสตรีที่ใส่ชุดขาว สวมเทียร่า คล้ายกับโลโก้ของร้านหนังสือร้านนี้เลย

วันที่ผมไป ทางร้านกำลังโปรโมตหนังสือ The Witch ที่ตู้กระจกหน้าร้าน ชื่อ The Witch ก็ชัดอยู่แล้วว่า เป็นเรื่องของพ่อมดแม่มด เล่มนี้เขียนโดย โรนัลด์ ฮัตตัน ว่าด้วยประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพ่อมดแม่มดในยุโรป ทางร้านเขาก็เลยประดับร้านด้วยไม้กวาด ให้เข้ากับเรื่อง

ด้านในของร้าน แบ่งตามหมวดหมู่หนังสือ ผมสนใจหนังสือโหราศาสตร์ แต่มีไม่มากนัก โชคดีได้หนังสือเก่ามาเล่มนึง ชื่อ Casting the Horoscope (การคำนวณดวงชะตา) เขียนโดย อลัน ลีโอ ปรมาจารย์โหรคนสำคัญในยุคต้นศตวรรษที่ 20 เล่มนี้พิมพ์เมื่อปี 1930 ราคาตามปก 15 ปอนด์ ซึ่งน่าจะแพงมากในยุคนั้น (ส่วนราคาที่ผมซื้อจากร้าน ผมจำไม่ได้แล้วว่าเท่าไร น่าจะแพงกว่าราคาปกพอสมควร)

หมวดหนังสือที่มีค่อนข้างเยอะ จะเป็นหนังสือไพ่ทาโรต์ ที่ร้านนี้น่าจะเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ผมซื้อตำราไพ่ทาโรต์ของ Aleister Crowley ซึ่งก็เป็นคนดังด้านเวทย์และพิธีลึกลับของอังกฤษยุคต้นศตวรรษที่ 20 เช่นกัน ไพ่ทาโรต์ของเขาจะต่างจากชุด Rider-Waite อยู่บางใบ

ด้านในร้านจะมีขายอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการทำพิธีทางเวทย์มนต์และไสยศาสตร์ มีทั้งลูกแก้วคริสตัล กระถางกำยาน เชิงเทียน หินรูน ธูปหอม แต่ที่ดูจะขายดีอย่างน่าประหลาดใจจะเป็น เทียนสำหรับพิธีเวทย์ ซึ่งมีสีหลัก 7 สี ตามดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดที่ตามองเห็น แต่สีจะต่างไปจากตำราของไทย ได้แก่ ดาวอาทิตย์ คือสีเหลือง, ดาวจันทร์ สีฟ้าหรือสีเงิน, ดาวพุธ สีส้ม, ดาวศุกร์ สีเขียวหรือชมพู, ดาวอังคาร สีแดง, ดาวพฤหัส สีม่วง และดาวเสาร์ สีดำหรือน้ำตาล ผมซื้อตำราการทำพิธีเทียนเวทย์มนต์มาด้วย มีรายละเอียดของการทำพิธีละเอียดมากทีเดียว ทั้งการจัดสถานที่ การวางเทียน การหาฤกษ์ทำพิธี และคาถาต่างๆ

ในร้านยังมีชั้นใต้ดิน ซึ่งบรรยากาศลึกลับมาก เข้ากับบรรยากาศพ่อมดแม่มดมากๆ พนักงานประจำร้านก็มีหน้าตาคล้ายๆ ลูน่า เลิฟกู๊ด ในนิยายแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่ร้านนี้ยังมีจัดสอนไพ่ทาโรต์อีกด้วย ใครสนใจก็แวะไปเที่ยวชมได้ครับ

*******************************
เขียนโดย พัลลาส
Pallas@horauranian.com
22 มกราคม 2020
*******************************

เที่ยวร้านหนังสือโหราศาสตร์กลางกรุงลอนดอน ตอน 2

ตอนแรก ผมได้เล่าถึงร้าน Treadmill’s Bookshop ไปแล้ว ตอนที่สองนี้ ขอเล่าถึงร้านหนังสือโหราศาสตร์อีกร้านในกรุงลอนดอน ที่ผมประทับใจมาก นั่นคือ ร้าน The Astrology Shop ซึ่งตั้งอยู่ที่ 78 Neal St, London WC2H 9PA เป็นย่าน Seven Dials ที่มีร้านน่ารักน่านั่งน่าชมอยู่มากมายหลายร้าน และอยู่ไม่ไกลจากโรงละคร Palace Theatre ที่มีละครเวที Harry Potter and the Cursed Child แสดงอยู่

ร้านนี้เป็นอาคารห้องแถวตามสไตล์ของอังกฤษเช่นกัน ร้านนี้เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1989 ถึงแม้ว่าชื่อจะเป็นร้านโหราศาสตร์ แต่คำอธิบายของร้านนี้ เขาระบุว่าเป็นแนว Esoteric หรือแปลไทยว่า แนวลี้ลับ นั่นเอง

ที่ผมชอบร้านนี้มาก ก็ตรงที่การตกแต่งของร้าน อาคารด้านนอก ตรงชั้น 2 และ 3 ทาสีเขียว มีสัญลักษณ์ราศีมีน อยู่ 4 จุด ราศีมีน ซึ่งเป็นราศีของดาวเนปจูน คือราศีของโหราศาสตร์แนวลี้ลับ (ต่างจากโหราศาสตร์แนววิทยาการ ซึ่งเป็นราศีกุมภ์และดาวมฤตยู) ส่วนชั้น 1 ที่เป็นหน้าร้าน ทาเป็นสีน้ำเงินคราม ป้ายชื่อร้านตัวพิมพ์ใหญ่ว่า THE ASTROLOGY SHOP มีสัญลักษณ์เลข 78 ซึ่งเป็นบ้านเลขที่ ปิดหัวท้าย เลข 7 ในทางเลขศาสตร์ไคโร คือดาวเนปจูน ก็คือโหราศาสตร์แนวลี้ลับ และเลข 8 คือดาวเสาร์ ซึ่งหมายถึงศาสตร์โบราณ

ประตูทางเข้าร้านอยู่ตรงกลาง มีตู้กระจกหน้าร้านตกแต่งได้อย่างสวยงามอยู่สองด้านขนาบประตู ตู้กระจกด้านซ้าย (เมื่อมองจากหน้าร้าน) เป็นลายจักรราศี งดงามมาก ส่วนตู้กระจกด้านขวา จัดวางลูกโลก หินมงคล หนังสือ ไพ่ อุปกรณ์โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ พร้อมมีป้ายบอกบริการพยากรณ์ดวงชะตาในรูปแบบต่างๆ (เช่น ดูดวงด้วยการพิมพ์จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ความยาว 15 หน้า ราคา 24 ปอนด์ต่อดวง)

ร้านนี้มีลูกค้าเดินเข้าร้านกันอย่างคึกคัก มีหนังสือโหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ ความเชื่อ สิ่งลี้ลับ วางจำหน่ายจำนวนมาก แต่สินค้าที่ขายดีที่สุดเท่าที่ผมสังเกตเห็นก็คือ หินสี หินมงคล ฝรั่งเดินเข้ามาเลือกหินมงคลแก้เคล็ดเสริมดวงกันตลอดเวลา ขายดิบขายดีมากๆ

สินค้าที่โดดเด่นเท่าที่ผมสังเกตเห็นก็คือ ไพ่ทาโรต์ ไพ่ออราเคิล เทียนมงคล (สีตามดาว แบบที่ผมเล่าในตอน 1) กำยาน ธูปหอม น้ำมันหอมระเหย รูปปั้นเทพเจ้า เทพี อียิปต์ เครื่องราง เครื่องประดับมงคล รวมไปถึงอุปกรณ์ที่นักพยากรณ์นิยมจัดวางไว้ในร้าน มีจำหน่ายในร้านนี้อย่างครบครัน

ด้วยความที่ร้านนี้ตั้งอยู่ใกล้แหล่งช้อปปิ้งกลางกรุงลอนดอน ไม่ไกลจากไชน่าทาวน์ และจตุรัสเลสเตอร์ อีกทั้งภายในร้านตกแต่งได้อย่างสวยงาม คนที่สนใจเรื่องโหราศาสตร์และศาสตร์ลี้ลับ หากได้ไปเที่ยวลอนดอน ก็แนะนำให้แวะไปเยี่ยมชม แค่ไปถ่ายรูปหน้าร้านก็ได้ภาพสวยๆแล้วครับ

บทความเรื่อง เที่ยวร้านหนังสือโหราศาสตร์กลางกรุงลอนดอน ยังมีอีกตอน เป็นตอนที่ 3 ผมจะพาไปชมร้านโหราศาสตร์อีกแห่งที่เปิดกิจการมาแล้วเกือบ 100 ปี อย่าลืมติดตามกันนะครับ

*******************************
เขียนโดย พัลลาส
Pallas@horauranian.com
31 มกราคม 2020
*******************************