jump to navigation

ไพ่ 5 ถ้วย: เผชิญหน้ากับเคราะห์ร้าย..เพื่อเปลี่ยนเป็นเคราะห์ดี ่3 ธันวาคม, 2018

Posted by starseerblog in ไพ่ยิปซี.
Tags: ,
add a comment

โดย อ.กามล แสงวงศ์
เขียนเมื่อ 1 มิ.ย. 2559

ในยุคนี้ เมื่อไหร่ที่ผมได้รับโทรศัพท์นัดหมายจากลูกค้า ผมแทบจะเดาได้เลยว่า เขาโทรมาดูเรื่องงาน เพราะช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี คนตกงานกันเป็นว่าเล่น

รายนี้ก็เหมือนกัน เมื่อปลายปีที่แล้วได้โทรมา

เขาอายุ 50 กว่าปี อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย มาขอคำปรึกษาในเรื่องงานว่าจะเป็นอย่างไร

พอเปิดขึ้นมาได้ไพ่ 5 ถ้วยเป็นใบที่ 7 ก็หนักใจ


ไพ่ 5 ถ้วยแห่งความผิดหวัง เมื่อมาอยู่ในตำแหน่งจุดอ่อนจะทำให้เจ้าชะตาท้อถอยไม่สู้ชีวิต

เมื่อออกคำทำนายไปว่า ช่วงนี้คงกังวลมากในเรื่องงาน น่าจะกลัวตกงาน และมีโอกาสตกงาน

เขาก็เลยเปิดใจว่า ช่วงนี้แผนกเขาทำยอดไม่ได้ติดต่อกันมาหลายเดือนแล้ว ซึ่งมาจากเศรษฐกิจไม่ดี เขาเลยกลัวโดนไล่ออก

ผมเลยบอกเขาว่า อาจจะได้ออกสมปรารถนา เขาบอกว่าไม่ได้ปรารถนานะ เขากลัวต่างหากล่ะ

ผมดูไพ่ 5 ถ้วยที่เป็นคนก้มหน้าเศร้ามองถ้วยล้ม ทั้ง ๆ ที่มีถ้วยตั้งอยู่ด้านหลัง ซึ่งแปลได้ว่ามองแต่ความล้มเหลว จมอยู่กับความผิดหวัง

แต่แท้ที่จริงแล้ว ยังมีสิ่งดี ๆ รอเราค้นพบอยู่

ภาพสะพานข้ามแม่น้ำที่อยู่ไกลจนเขาสังเกตไม่เห็นนั้น เป็นกุญแจแก้ปัญหาว่ามันมีทางไปเพียงแต่ต้องหามันดี ๆ อย่างอดทน

ผมจึงบอกกับเขาว่า ในดวงบอกว่าคุณในตอนนี้กำลังซวย

ความซวยมาจากความเชื่อว่าตัวเองซวย

ซวยที่ต้องเจอกับพิษเศรษฐกิจแบบนี้

แต่ถ้าคุณอยากรอด คุณก็ต้องกล้าเผชิญกับความจริง

นั่นคือ ช่วงนี้คุณกำลังตกต่ำ

แต่…

แต่คุณก็ต้องจัดการกับปัญหาให้ได้

ด้วยการหาวิธีจัดการกับมันในทุกรูปแบบเพื่อกระตุ้นยอดขาย คุณจะกระตุ้นเซลอย่างไร คุณจะจัดการลดแลกแจกแถมลูกค้าอย่างไร คุณอาจจะต้องประชุมลูกน้องทุกเช้า จัดการแข่งขัน เพิ่มการบริการลูกค้าให้มากขึ้น ผมก็ไม่รู้ว่าคุณจะทำอะไรได้บ้าง

แต่ผมเชื่อว่า ถ้าคุณสู้ตาย คุณก็อาจจะชนะ เพราะไม่มีบริษัทไหนอยากเอาคนเก่าออกหรอก ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ

และอย่าลืมคุยกับเพื่อนในวงการสัก 2-3 คนว่าคุณกำลังมองหางานใหม่ๆที่ท้าทายอยู่นะ เพราะคนที่ยังมีงานทำก็มักจะหางานได้ง่ายกว่าคนตกงาน

หลังจากนั้น วันนี้เขาโทรมาเล่าให้ฟังอย่างสนุกสนานว่า เขาได้ไปปรับปรุงองค์กรหลายอย่าง

จากที่เคยประชุมเซลส์ทุกสัปดาห์ก็เป็นทุกวัน มีการแข่งทำยอดทำเป้า มีระบบวัดความพึงพอใจของลูกค้า และวางกลยุทธในการบริการลูกค้าให้มากขึ้น ฯลฯ จนในที่สุดก็ทำยอดทำเป้าได้มากกว่าเดิมเสียอีก เขาก็มีความสุขกับงานมาก

และมีบริษัทอื่นสนใจอยากได้ผมไปร่วมงานด้วย แต่ผมไม่ไปหรอก เพราะผมยังมีความสุขกับที่นี่อยู่

เขาพูดด้วยน้ำเสียงแจ่มใส ผมก็ชื่นใจไปด้วย

คนเรา เมื่อต้องเจอกับความกลัว ไม่ว่ากลัวล้มเหลว กลัวถูกไล่ออก กลัวถูกปฎิเสธ ฯลฯ

วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด คือการเผชิญหน้ากับมัน

คิดหาวิธี แล้วลงมือทำ

การลงมือทำเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เราปลอดภัยมากที่สุด

จงอย่ารอให้เคราะห์ร้ายมาเยือนตามดวง

แต่จงวิ่งชนเคราะห์ร้าย ซึ่งถ้าเราชนมันแรงพอ เคราห์ร้ายก็จะเปลี่ยนเป็นเคราะห์ดีได้นะครับ

โฆษณา

โหราศาสตร์ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตอน 2 ่2 ธันวาคม, 2018

Posted by starseerblog in เกร็ดโหรา.
Tags:
add a comment

โดย พัลลาส Pallas@horauranian.com
เขียนครั้งแรก กันยายน 2550
ปรับปรุงเพิ่มเติม 2 ธ.ค. 2561

ในตอนแรก ผมได้เล่าเรื่องราวของโหราศาสตร์ที่ปรากฏอยู่ในนวนิยายเด็กชื่อดัง แฮร์รี่ พอตเตอร์ โดยหยิบยกมา 2 ประเด็นคือ บ้านทั้งสี่ในโรงเรียนฮอกวอตส์ และ บุคลิกของตัวละครตามวันเกิด อย่างไรก็ดี ยังคงมีประเด็นเกี่ยวกับโหราศาสตร์ในนวนิยายดังกล่าวอีก 3 ประเด็นที่ผมขอยกยอดมาเล่าในตอนที่ 2 เชิญติดตามได้เลยครับ

ประเด็นที่ 3 วิชาพยากรณ์ศาสตร์ (Divination) ในฮอกวอตส์

ในโรงเรียนฮอกวอตส์ วิชาพยากรณ์ศาสตร์ (Divination) เป็นวิชาเลือกที่นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป (ทั้งนี้ นักเรียนทุกคนจะได้รับการปูพื้นฐานด้วยการเรียนวิชาดาราศาสตร์ (Astronomy) ในปีที่ 1 ซึ่งก็ตรงกับหลักที่อาจารย์อารี สวัสดีเคยสอนไว้หลายครั้งว่า “โหร ถ้าไม่รู้จักดาว ก็ไปได้ไม่ไกล”) ในวิชาพยากรณ์ศาสตร์ นักเรียนจะได้เรียนเทคนิคการพยากรณ์ต่างๆ ตั้งแต่ โหราศาสตร์ (Astrology), การอ่านกากใบชา (Tea leaves), ไพ่ (Cartomancy), อ่านลายมือ (Palmistry), การพยากรณ์จากความฝัน (Dream Interpretation), การพยากรณ์จากลูกแก้ว (Crystal Ball), ทำนายกองไฟ (Fire-omens) ฯลฯ ในนวนิยายเรื่องนี้ เราพบว่า เจเค โรว์ลิ่ง มีความเข้าใจในความแตกต่างของพยากรณ์ศาสตร์ (Divination) และโหราศาสตร์ (Astrology) เป็นอย่างดี เมื่อเธอใช้คำว่าโหราศาสตร์ (Astrology) ก็จะหมายถึงการใช้ปัจจัยบนฟ้ามาพยากรณ์ แต่เมื่อพูดรวมๆทุกวิธีแล้ว ก็จะใช้คำว่า พยากรณ์ศาสตร์ (Divination) นั่นเอง

อาจารย์สอนวิชานี้ในฮอกวอตส์คือ ศาสตรารย์ ซีบิลล์ ทรีลอว์นีย์ ซึ่งเป็นลูกของเหลนของผู้พยากรณ์ที่มีชื่อเสียงและมีพรสวรรค์มากๆ (คาสซานดร้า ทรีลอว์นีย์) แม้ว่าคำพยากรณ์ของทรีลอว์นีย์หลายครั้งจะดูเหมือนการเดาสุ่ม แต่เธอก็มีคำพยากรณ์ที่แม่นยำอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะคำพยากรณ์ที่สำคัญที่สุดของเรื่องที่เธอกล่าวกับดัมเบิลดอร์ในร้านหัวหมู ซึ่งคำพยากรณ์นั้นถูกเก็บไว้ในกองปริศนา กระทรวงเวทมนตร์ (รายละเอียดอยู่ในเล่มที่ 5 ตอนภาคีนกฟีนิกซ์) นอกจากนี้ จากหลายๆเหตุการณ์ที่เธอเข้าไปเกี่ยวข้องพอจะบอกได้ว่า ทรีลอว์นีย์จะเน้นไปในทางการพยากรณ์ที่ไม่ใช้โหราศาสตร์มากกว่า (เธอมักจะกล่าวอ้างถึงญาณวิเศษหรือตาพยากรณ์ของเธออยู่เสมอ) พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ทรีลอว์นีย์เน้นการพยากรณ์ในแนวทางพรหมลิขิต (Fate) คือโชคชะตาถูกลิขิตไว้เรียบร้อยแล้ว

นอกจากศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์แล้ว ยังมีอาจารย์อีกคนหนึ่งที่สอนวิชาพยากรณ์ศาสตร์ นั่นคือ ฟีเรนซี (Firenze) ผู้ซึ่งเป็นเซ็นทอร์ (Centaur) หรือสัตว์ที่มีส่วนล่างเป็นม้า ส่วนบนเป็นมนุษย์ อีกนัยหนึ่งก็คือราศีธนูในจักรราศีนั่นเอง ฟีเรนซีสอนวิชาพยากรณ์ศาสตร์โดยเน้นไปในทางโหราศาสตร์ ให้นักเรียนดูดวงดาวจริงๆ ตอนหนึ่งฟีเรนซีกล่าวว่า “ฉันรู้ว่าพวกเธอได้เรียนชื่อของดาวเคราะห์ต่างๆและดวงจันทร์ของดาวเหล่านั้นในวิชาดาราศาสตร์ แล้วเธอยังทำแผนที่การโคจรไปบนสรวงสวรรค์ของดวงดาวทั้งหลายด้วย เซ็นทอร์สามารถไขปริศนาของการโคจรเหล่านี้ได้นานหลายศตวรรษมาแล้ว การค้นพบของเราสอนเราว่าอนาคตนั้นสามารถมองเห็นได้จากท้องฟ้าเบื้องบน” ที่น่าสนใจมากกว่านั้น ก็คือการที่ฟีเรนซีบอกว่า บางครั้งเซ็นทอร์ก็อ่านสัญญาณต่างๆผิดพลาดได้ ดังนั้น เรื่องสำคัญที่เขาต้องการทำไม่ใช่สอนสิ่งที่เขารู้ให้พวกนักเรียน แต่เป็นการปลูกฝังพวกเขาว่า ไม่มีอะไรเลย แม้กระทั่งความรู้ของพวกเซ็นทอร์ ที่ไม่มีที่ผิดเลย เรื่องนี้ก็ให้ข้อคิดที่ดีสำหรับนักโหราศาสตร์ว่า อย่าไปยึดมั่นกับคำพยากรณ์จนมากเกินไป หลายๆครั้ง นักโหราศาสตร์เองเป็นผู้แปลความหมายดวงดาวผิดพลาด เรื่องนี้ผมมองว่าคล้ายๆกับศาสตร์อื่นๆ เช่น การแพทย์ ที่การวินิจฉัยโรคใดๆที่เป็นเรื่องสำคัญ คนไข้ควรที่จะได้รับความเห็นที่ 2 จากแพทย์คนอื่น (Second Opinion) มาประกอบการตัดสินใจด้วย เป็นต้น ดังนั้น หากจะตัดสินใจในเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเกี่ยวกับธุรกิจ ผมแนะนำว่าควรปรึกษาจากนักโหราศาสตร์มากกว่า 1 ท่าน เพื่อลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้

ในทางโหราศาสตร์ เซ็นทอร์เป็นตัวแทนของราศีธนู มาจากเซ็นทอร์ที่ชื่อว่า ไครอน ผู้เปรื่องปราด เชี่ยวชาญวิชาการต่างๆ ทั้งดนตรี เภสัชกรรม การยิงธนู การใช้สมุนไพรทำยา ฯลฯ ที่สำคัญยังเป็นอาจารย์ของวีรบุรุษในตำนานกรีก-โรมันที่สำคัญๆ เช่น อคีลิส เฮอร์คิวลีส เจสัน พีลูส อีเนียส เป็นต้น ต่อมา มหาเทพซุสได้บันดาลให้ไครอนกลายเป็นกลุ่มดาวรูปเซ็นทอร์ถือธนูอยู่บนท้องฟ้า เรียกว่า กลุ่มดาวซาจิททอริอุส (Sagittarius) หรือกลุ่มดาวประจำราศีธนูนั่นเอง ความหมายของราศีธนู หมายถึง นักวางแผน ผู้มองการณ์ไกล เป็นคนที่มองภาพใหญ่มากกว่าจะสนใจภาพย่อย ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ฟีเรนซีจะกล่าวว่า “แต่ส่วนใหญ่เธอเสียเวลาไปเปล่าๆกับเรื่องไร้สาระเพื่อเยินยอตัวเองที่มนุษย์เรียกขานกันว่า การทำนายโชคชะตา แต่ฉันเอง มาที่นี่เพื่ออธิบายถึงปัญญาของพวกเซ็นทอร์ ซึ่งไม่ได้หมายความเจาะจงที่ใครคนใดคนหนี่งและไม่เข้าข้างใครเลย เราเฝ้าดูฟากฟ้าเพื่อหาแนวโน้มของความชั่วร้ายหรือการเปลี่ยนแปลงที่บางครั้งบางคราวได้จารึกไว้บนนั้น อาจต้องใช้เวลาถึงสิบปีที่จะแน่ใจว่าสิ่งที่เราเห็นนั้นคืออะไร” นี่เป็นอีกครั้งที่เจเคซ่อนความหมายของจักรราศีไว้ในตัวละครของเธออย่างแนบเนียน  

 

ประเด็นที่ 4 ชื่อตัวละครและความหมายแฝง

อัจฉริยภาพของเจเค โรว์ลิ่ง ผู้แต่งนิยายเรื่องนี้แสดงออกมาให้เห็นส่วนหนึ่งจากการตั้งชื่อตัวละครต่างๆ ที่แฝงความหมายจากตำนานเทพนิยายและดาราศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์อย่างแยกไม่ออก เริ่มจาก ชื่อของอาจารย์ประจำวิชาพยากรณ์ศาสตร์ ศาสตราจารย์ ซีบิลล์ ทรีลอว์นีย์ (Sibyll Trelawney หนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉบับ UK Edition สะกดว่า Sybill แตกต่างกับฉบับ US Edition ซึ่งสะกดว่า Sibyll) คำว่า “ซีบิล (Sibyll)” มาจากภาษาละติน แปลว่า นักพยากรณ์ ลักษณะการพยากรณ์ของซีบิลจะอยู่ในรูปแบบของการถ่ายทอดคำพยากรณ์จากพระเจ้าหรือเทพเจ้ามาสู่มนุษย์ เช่นจากเทพอพอลโล ฯลฯ โดยไม่จำเป็นต้องให้มีคนมาปรึกษาหรือสอบถาม ลักษณะก็คงตรงกับศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์ ที่มักพยากรณ์อนาคตให้นักเรียนทั้งๆที่ไม่มีใครถาม ในตำนาน ซีบิลที่มีชื่อเสียงมีอยู่หลายคน แต่ที่โด่งดังมากมีอยู่ 3 คน ได้แก่ Delphic Sibyl ที่พยากรณ์ในอำนาจแห่งเทพอพอลโล ณ วิหารเดลฟี เชิงเขา Parnassus ประเทศกรีซ, Erythraean Sibyl ผู้พยากรณ์การเกิดสงครามกรุงทรอย, และ Cumaean Sibyl ผู้พยากรณ์การมาของพระเยซู

บรรพบุรุษของศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์ (Grand-great-grandmother) ชื่อว่า คาสซานดร้า (Cassandra) เป็นแม่มดที่เป็นนักพยากรณ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคของเธอ ซึ่งชื่อของเธอก็ตรงกับ คาสซานดร้า ธิดาของท้าวเพรียม ผู้ซึ่งมีความสามารถในการพยากรณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำ ในตำนานสงครามเมืองทรอย เธอได้พยากรณ์ผลของสงครามกรุงทรอยได้อย่างถูกต้อง และเตือนไม่ให้ชาวทรอยนำม้าไม้ (Trojan horse) เข้ามาในเมือง แต่เทพอพอลโลสาปไว้ไม่ให้มีใครเชื่อคำพยากรณ์ของเธอ ในที่สุดเมืองทรอยก็ล่มสลาย      

อาจารย์อีกท่านหนึ่งในฮอกวอตส์ ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำบ้านกริฟฟินดอร์ คือศาสตราจารย์ มิเนอร์ว่า มักกอนนากัล (Minerva McGonagall) คำว่า มิเนอร์ว่า นั้นเป็นชื่อโรมันของเทพีอธีนาซึ่งเป็นชื่อกรีก เทพีมิเนอร์ว่าเป็นเทพีผู้ครองปัญญาและวิทยาการ ทำให้บรรดามหาวิทยาลัยต่างๆมักนำรูปของเธอเป็นตราสัญลักษณ์, อนุสาวรีย์ หรือรูปแบบอื่นๆ เช่น La Sapienza University ในโรม, Columbia University สหรัฐอเมริกา, University of Lincoln สหราชอาณาจักร ฯลฯ นอกจากนี้แล้ว ชื่อของเธอยังเป็นที่มาของเมืองเอเธนส์ (Athena => Athens) อีกด้วย ในฐานะที่ชนะเทพเจ้ามาร์สในการแข่งขัน (นามปากกาของผม Pallas ก็เป็นอีกชื่อหนึ่งของเทพีอธีนาเช่นกัน) ศาสตราจารย์มักกอนนากัลก็มีบุคลิกตรงกับเทพีมิเนอร์ว่าอยู่มาก เนื่องจากเป็นคนฉลาด มีความเป็นผู้ใหญ่ รวมถึงในด้านการต่อสู้ก็ไม่แพ้ใคร ทำให้สามารถรับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่แทนศาสตราจารย์ดับเบิลดอร์ได้อย่างเหมาะสม

พ่อบุญธรรมของแฮร์รี่ คือ ซิเรียส แบล็ค (Sirius Black) ชื่อซิเรียส มาจากชื่อของดาวฤกษ์ซิริอุส (Sirius) ซึ่งเป็นดาวที่สุกสว่างที่สุดในกลุ่มดาวหมาใหญ่ (Canis Major) ในเรื่องนี้ เจเค โรวลิ่ง นำมาใช้อย่างแนบเนียนด้วยการให้ซิเรียสแปลงร่างเป็นสุนัขดำ และใช้นามแฝงในกลุ่มเพื่อนว่า เท้าปุย (Padfoot) นั่นเอง

เดรโก มัลฟอย นักเรียนร่วมรุ่นของแฮร์รี่ ชื่อของเขา เดรโก (Draco) ก็จะตรงกับ กลุ่มดาวมังกร (Draco) ซึ่งอยู่ใกล้กับขั้วโลกเหนือ (กลุ่มดาวนี้มักถูกเรียกสับสนกับกลุ่มดาวในแถบจักรราศีที่เรียกว่า มกร เพราะมังกรหมายถึงงูใหญ่ ส่วนมกรหมายถึงแพะภูเขา ซึ่งไม่เหมือนกัน ดังนั้นในโหราศาสตร์จะมีแต่ราศีมกรเท่านั้น ไม่มีราศีมังกร) กลุ่มดาวมังกรก็หมายถึงงูใหญ่ ซึ่งก็ตรงกับสัญลักษณ์ของบ้านสลิธีริน ที่เดรโก มัลฟอย สังกัดอยู่

เพื่อนอีกคนหนึ่งของแฮร์รี่ที่มีบุคลิกแปลกๆ นั่นคือ ลูน่า เลิฟกู๊ด (Luna Lovegood) หรือ เลิฟกู๊ดสติเฟื่อง นั่นเอง คำว่า ลูน่า (Luna) นั้นหมายถึงพระจันทร์ในภาษาละติน ซึ่งในตำนานกรีกหมายถึง เทพีซีลีนี ผู้ลึกลับและนำเราไปสู่ห้วงจินตนาการเพื่อเปิดเผยความจริง บ่งบอกถึงด้านในของชีวิต (รายละเอียดสามารถอ่านได้ในบท ไพ่หมายเลข 2 The High Priestess นักบวชหญิง ในหนังสือ ชี้ทางชีวิตด้วยไพ่เมเจอร์ ) ซึ่งคล้ายคลึงกับบุคลิกของลูน่าที่มักจะมองโลกด้วยแง่มุมแปลกๆ เต็มไปด้วยจินตนาการ และเชื่อว่าทุกเรื่องมีความลี้ลับซ่อนอยู่ ทำให้ค่อนข้างแปลกแยกจากคนอื่น ไม่ค่อยมีใครกล้ามาคุยด้วย

 

ประเด็นที่ 5 พรหมลิขิตหรือกรรมลิขิต (Fate or Freewill)

นวนิยายเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้แตะประเด็นสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในโหราศาสตร์ นั่นคือ พรหมลิขิต หรือ กรรมลิขิต (Fate or Freewill) ในอดีต มักมีความเชื่ออยู่ว่า ชะตาชีวิตของมนุษย์ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่กำเนิดแล้ว ดังนั้น เหตุการณ์ต่างๆในชีวิตมนุษย์จะสามารถบอกได้อย่างชัดเจนจากดวงชะตากำเนิด มนุษย์ไม่สามารถฝืนชะตาฟ้าลิขิตไปได้ ทัศนคตินี้ยังคงฝังรากลึกในความเชื่อของคนทั่วไปจนถึงปัจจุบัน ความเชื่อลักษณะนี้เรียกได้ว่า “เชื่อในพรหมลิขิต (Fate)”

อย่างไรก็ตาม โหราศาสตร์แนวใหม่ โดยเฉพาะโหราศาสตร์แบบวิทยาศาสตร์ ดังเช่น โหราศาสตร์ยูเรเนียน มีแนวคิดที่แตกต่างออกไป โดยเชื่อว่า มนุษย์มีทางเลือก และสามารถเลือกดำเนินชีวิตตามความต้องการของแต่ละคนได้ แต่คงอยู่ในภายใต้กรอบของกฎแห่งกรรม ดังนั้น โหราศาสตร์ในแนวคิดจึงเป็นเพียงเครื่องมือในการบอกแนวโน้มของชีวิต ซึ่งมนุษย์สามารถนำไปประกอบในการตัดสินใจเรื่องต่างๆในชีวิตต่อไป ความเชื่อนี้ผมขอเรียกว่า “เชื่อในกรรมลิขิต (Freewill)”

นวนิยายแฮร์รี่ พอตเตอร์ กล่าวถึงเรื่องนี้หลายตอน เช่นในเล่มที่ 2 ตอนห้องแห่งความลับ บทที่ 18 แฮร์รี่ได้ถามศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ว่า หมวกคัดสรรบอกว่าแฮร์รี่จะทำได้ดีทีเดียวถ้าอยู่บ้านสลิธีริน เพราะพูดภาษาพาร์เซลได้ (ภาษาที่พูดคุยกับงู) อีกทั้งได้รับถ่ายทอดพลังบางอย่างจากโวลเดอมอร์ในคืนที่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ให้แฮร์รี่ รวมถึงมีคุณสมบัติหลายอย่างที่ซัลลาซาร์ สลิธีริน ผู้ก่อตั้งบ้านสลิธีรินให้ความสำคัญมาก แล้วทำไมหมวกยังส่งแฮร์รี่ไปอยู่บ้านกริฟฟินดอร์ คำตอบก็คือ แฮร์รี่เลือกที่จะไม่ไปอยู่บ้านสลิธีรินนั่นเอง ดัมเบิลดอร์ได้สรุปว่า สิ่งที่ทำให้แฮร์รี่แตกต่างจากโวลเดอมอร์ นั่นคือ การเลือกของคนเรานั่นเองที่จะแสดงให้เห็นว่าจริงๆแล้วเราเป็นคนอย่างไร ยิ่งไปเสียกว่าความสามารถของเรามากนัก

อีกตอนหนึ่งในเล่มที่ 5 ตอนภาคีนกฟีนิกซ์ บทที่ 37 เมื่อดัมเบิลดอร์ได้ให้แฮร์รี่ได้ฟังคำพยากรณ์ของซีบิลล์ ทรีลอว์นีย์ว่า “ผู้มีอำนาจจะปราบเจ้าแห่งศาสตร์มืดใกล้เข้ามาแล้ว…เกิดกับคนที่ท้าทายเขาถึงสามหน เกิดเมื่อเดือนที่เจ็ดวางวาย…และเจ้าแห่งศาสตร์มืดจะทำเครื่องหมายเขาในฐานะผู้เท่าเทียม แต่เขานั้นจะมีอำนาจที่เจ้าแห่งศาสตร์มืดหารู้จักไม่…และคนหนึ่งจะต้องตายด้วยน้ำมือของอีกคน เพราะทั้งสองจะไม่อาจอยู่ได้ถ้าอีกคนยังอยู่รอด” ตอนที่โวลเดอมอร์ได้ยินคำพยากรณ์นี้จากบริวารของเขา เขาได้ยินเพียงแค่ถึงตอนที่ว่า เกิดเมื่อเดือนที่เจ็ดวางวาย เท่านั้น ซึ่งเด็กที่เกิดวันสุดท้ายของเดือนกรกฎาคม และเกิดกับพ่อแม่ที่ได้ท้าทายโวลเดอมอร์มาแล้วสามครั้ง มีอยู่ 2 คน นั่นคือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ และเนวิลล์ ลองบัตท่อม อย่างไรก็ดี โวลเดอมอร์นั่นเองเป็นผู้เลือกที่จะทำเครื่องหมายเขาในฐานะผู้เท่าเทียมกับแฮร์รี่ ไม่ใช่เนวิลล์ นี่เป็นอีกครั้งที่ การเลือกของมนุษย์ส่งผลมากกว่าคำพยากรณ์เพียงอย่างเดียว

ตอนที่ผมชอบมากอีกตอนหนึ่งอยู่ในเล่มที่ 6 ตอนเจ้าชายเลือดผสม บทที่ 23 ตอนนี้ดัมเบิลดอร์พยายามที่จะสอนให้แฮร์รี่เข้าใจถึงอำนาจที่เจ้าแห่งศาสตร์มืดหารู้จักไม่ นั่นคือ ความรัก ดัมเบิลดอร์พูดตอนหนึ่งว่า “แต่แฮร์รี่ อย่าลืมเด็ดขาดว่า สิ่งที่คำพยากรณ์บอกจะมีความสำคัญก็ต่อเมื่อโวลเดอมอร์ทำให้มันเป็นไปดังนั้น ฉันบอกเธอเรื่องนี้แล้วเมื่อปลายปีก่อน โวลเดอมอร์เจาะจงเลือกว่าเธอคือคนที่จะเป็นอันตรายต่อเขามากที่สุด และเมื่อทำเช่นนั้น เขาทำให้เธอกลายเป็นคนที่อันตรายต่อเขามากที่สุด!” จากนั้นดัมเบิลดอร์พยายามที่จะสอนให้แฮร์รี่ตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกที่จะทำ มากกว่า การปล่อยให้เป็นไปตามคำพยากรณ์อย่างเดียว “แน่นอน เธอต้องทำ! แต่ไม่ใช่เพราะคำพยากรณ์! เพราะเธอ ตัวเธอเองนั่นละ จะไม่มีวันหยุดจนกว่าเธอจะได้พยายามทำ! ..” “..เธอเป็นอิสระที่จะเลือกทางของเธอเอง อิสระที่จะหันหลังให้คำพยากรณ์นั่นได้! ..” ตอนท้ายของบท แฮร์รี่ก็เข้าใจว่า มันมีความแตกต่างกันระหว่างการถูกลากตัวเข้าไปในสังเวียนเพื่อเผชิญหน้าการต่อสู้ที่ถึงตาย กับการเดินเข้าไปในสังเวียนด้วยหัวที่เชิดสูง บางคนอาจจะพูดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยนักที่ได้เลือกระหว่างทางทั้งสองนี้ แต่ดัมเบิลดอร์และแฮร์รี่ต่างก็รู้ว่า นั่นคือความแตกต่างทั้งมวลในโลกนี้

ในนวนิยายเรื่องนี้ หลายๆตอนมักทำให้คนอ่านรู้สึกว่าวิชาพยากรณ์ศาสตร์เป็นเรื่องเหลวไหล ไม่น่าเชื่อ จากบุคลิกที่น่าขบขันของศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์ อย่างไรก็ดี เจเค โรว์ลิ่งกลับเขียนให้เป็นไปว่า คำพยากรณ์สำคัญหลายๆครั้งของทรีลอว์นีย์กลับมีความแม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับผมแล้ว ผมว่าประเด็นที่เจเคพยายามจะสื่อให้คนอ่านรับรู้ก็คือ ไม่ว่าคำพยากรณ์จะเป็นอย่างไร มนุษย์นั่นเองที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกที่จะทำหรือไม่ทำ ไม่ใช่คำพยากรณ์ ความแตกต่างระหว่างการเลือกที่จะทำ กับการทำตามคำพยากรณ์ที่คนอื่นบอก สร้างผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างมาก แน่นอนการเลือกเองของมนุษย์ย่อมเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่า ประเด็นนี้เองที่ผมรู้สึกว่าคือหัวใจของนวนิยายเด็กเรื่องนี้  

 

โหราศาสตร์ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตอน 1 ่19 พฤศจิกายน, 2018

Posted by starseerblog in เกร็ดโหรา.
Tags:
add a comment

โดย พัลลาส Pallas@horauranian.com
เขียนครั้งแรก สิงหาคม 2550
ปรับปรุงเพิ่มเติม 19 พ.ย. 2561

โหราศาสตร์ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตอน 1 ว่าด้วย บ้านทั้งสี่กับธาตุสี่ และบุคลิกของตัวละครตามราศีเกิด

แฮร์รี่ พอตเตอร์ (Harry Potter) เป็นนวนิยายสำหรับเด็กที่ขายดีที่สุดในโลก ประพันธ์โดย J K Rowling ชาวอังกฤษ นวนิยายเรื่องนี้เป็นนวนิยายชุด มีทั้งหมด 7 ตอน ตั้งแต่วางแผงในประเทศสหราชอาณาจักรครั้งแรกเมื่อปี 2540 ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการหนังสือเด็ก ที่ได้รับการแปลมากกว่า 80 ภาษา และสามารถขายได้กว่า 500 ล้านเล่มทั่วโลก

HarryPotterPoster

เรื่องราวในนวนิยายเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับโลกพ่อมดแม่มด มีการผูกเรื่องไว้อย่างซับซ้อนและสนุกสนาน บ่งบอกถึงความเป็นอัจฉริยะของผู้ประพันธ์ เรื่องราว ชื่อตัวละคร ชื่อสถานที่ และเนื้อหาได้ประมวลความรู้จากหลากสาขาวิชาเข้าด้วยกัน ทั้งประวัติศาสตร์ ปรัชญา จิตวิทยา มนุษยวิทยา อักษรศาสตร์ ดาราศาสตร์ รวมไปถึงโหราศาสตร์อีกด้วย

เมื่อผมอ่านนวนิยายเรื่องนี้ครั้งแรกนั้น ก็อ่านด้วยความเพลิดเพลิน ไม่ได้สังเกตเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ ต่อมา เมื่อกลับมาอ่านอีกครั้ง ก็สังเกตพบว่า เจ เค โรว์ลิ่ง ได้ซ่อนประเด็นสำคัญๆที่เกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์ไว้ในเนื้อเรื่องอย่างแยบยล แม้ว่าเธอไม่เคยเปิดเผยว่า เธอมีความรู้ทางโหราศาสตร์หรือไม่ แต่เนื้อหาในนวนิยายก็บอกอย่างชัดเจนว่าเธอมีความรู้ทางโหราศาสตร์อยู่พอสมควร ที่สำคัญผมเชื่อว่า นักศึกษาโหราศาสตร์สามารถเรียนรู้โหราศาสตร์จาก นวนิยายเรื่องนี้ได้ไม่น้อยเช่นกัน

บทความนี้ผมตั้งใจที่จะหยิบยกประเด็นทางโหราศาสตร์ที่ผมสังเกตพบจากนวนิยายเรื่องนี้ บางเรื่องเมื่อค้นในอินเตอร์เน็ตแล้วพบว่ามีคนกล่าวถึงอยู่บ้าง แต่มีส่วนที่ผมไม่เห็นด้วยในรายละเอียด ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีความเห็นแตกต่างกัน การพูดคุยถกเถียงในเรื่องทำนองนี้มักจะทำให้ผู้ร่วมเสวนาได้รับความรู้มากขึ้นอยู่เสมอ

ประเด็นที่ 1: บ้านทั้งสี่ในโรงเรียนฮอกวอตส์

ฉากสำคัญของเรื่องนี้คือ โรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์ (Hogwarts School of Witchcraft and Wizardry) ซึ่งตัวละครหลักคือแฮร์รี่ พอตเตอร์ เรียนอยู่ที่นั่น โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนประจำ ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วจะต้องแบ่งนักเรียนออกเป็นบ้าน สำหรับฮอกวอตส์นั้นแบ่งเป็น 4 บ้าน ได้แก่ กริฟฟินดอร์ (Gryffindor), ฮัฟเฟิลพัฟ (Hufflepuff), เรเวนคลอ (Ravenclaw) และสลิธีริน (Slytherin) ในแต่ละปี เมื่อโรงเรียนเปิดเทอม นักเรียนใหม่จะได้รับการคัดสรรเข้าบ้านแต่ละบ้านโดยการสวมหมวกคัดสรร (Sorting Hat) ลงบนศีรษะ และหมวกคัดสรรจะตัดสินใจเลือกบ้านให้กับเด็กแต่ละคน

ในแต่ละปี หมวดคัดสรรจะร้องเพลงที่เป็นการอธิบายคุณสมบัติต่างๆที่บ้านทั้งสี่ของฮอกวอตส์ต้องการ หากนักโหราศาสตร์อ่านคุณสมบัติของแต่ละบ้านดีๆก็จะพบว่า บ้านทั้งสี่ก็คือตัวแทนของธาตุทั้งสี่หรือมหาภูตรูป ไฟ ดิน ลม น้ำ นั่นเอง เราลองทวนบทเพลงของหมวกคัดสรรจากภาคแรกดูนะครับ

“..เธออาจไปอยู่บ้านกริฟฟินดอร์ ซึ่งเป็นหอของผู้กล้าหัวใจสิงห์
ชอบท้าทายเป็นวีรบุรุษยิ่ง นี่คือสิ่งสัญลักษณ์กริฟฟินดอร์
ฮัฟเฟิลพัฟอาจเป็นแห่งที่เธอไป บ้านนี้ไว้คนทนไม่ย่อท้อ
ยุติธรรมภักดีไม่รีรอ ไม่สอพลอไม่เกี่ยงงานวานก็ทำ
พวกฉลาดไปอยู่เรเวนคลอ บ้านนี้ขอคนเก่งพูดขันขำ
อีกเรียนรู้วิชาการเป็นประจำ สิ่งสำคัญคือต้องมีความรู้ดี
หรือเธออาจไปอยู่สลิธีริน ซึ่งเป็นถิ่นพบมิตรแท้ชีวิตนี่
ฉลาดโกงใช้ทุกยุทธวิธี ให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ใจต้องการ..”

หลังจากอ่านนิยายเรื่องนี้หลายๆรอบ ผมได้สังเกตและตั้งสมมติฐานว่า บ้านกริฟฟินดอร์ มีลักษณะของธาตุไฟ บ้านฮัฟเฟิลพัฟมีลักษณะของธาตุดิน บ้านเรเวนคลอมีลักษณะของธาตุลม และบ้านสลิธีรินมีลักษณะของธาตุน้ำ จากนั้นผม ได้รวบรวมคุณลักษณะของบ้านแต่ละหลังได้ดังนี้

กริฟฟินดอร์

  • บุคลิก: กล้าหาญ
  • สัตว์ประจำบ้าน: สิงโต
  • สี: แดง และ ทอง
  • อาจารย์ประจำบ้าน: มิเนอร์ว่า มักกอนนากัล

ฮัฟเฟิลพัฟ

  • บุคลิก: อดทน
  • สัตว์ประจำบ้าน: แบดเจอร์
  • สี: เหลือง และ ดำ
  • อาจารย์ประจำบ้าน: โพโมน่า สเปราต์

เรเวนคลอ

  • บุคลิก: ฉลาด
  • สัตว์ประจำบ้าน: อินทรี
  • สี: น้ำเงิน และ บรอนซ์
  • อาจารย์ประจำบ้าน: ฟิลิอัส ฟลิตวิก

สลีธิริน

  • บุคลิก: มีเล่ห์เหลี่ยม
  • สัตว์ประจำบ้าน: งู
  • สี: เขียว และ เงิน
  • อาจารย์ประจำบ้าน: เซเวอร์รัส สเนป

เริ่มจากบ้านกริฟฟินดอร์ ซึ่งมีตัวละครหลักของเรื่องทั้งสามคนอยู่ในบ้านหลังนี้ คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์, รอน วีสลีย์และ เฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์ จุดเด่นของบ้านนี้คือมีความกล้าหาญ ชอบผจญภัย และไม่ได้อยู่ในกรอบกติกาซักเท่าไหร่ (พูดง่ายๆคือชอบแหกกฎนั่นเอง) ที่สำคัญคือมักเป็นบ้านที่ได้รับรางวัลบ้านดีเด่นประจำปีอยู่เสมอ ลักษณะเหล่านี้ตรงกับราศีธาตุไฟ หรือราศีเมษ สิงห์ ธนู ซึ่งอาจารย์วิโรจน์ได้สรุปไว้ว่า “รุก บุกเบิก ขยาย” สำหรับสัตว์ประจำบ้านของกริฟฟินดอร์นั้นคือสิงโต ซึ่งก็ชัดเจนว่าหมายถึง ราศีสิงห์ ส่วนศาสตราจารย์มักกอนนากัล อาจารย์ประจำบ้านกริฟฟินดอร์นั้นเป็นอาจารย์สอนวิชาแปลงร่าง ที่มีลักษณะเด่นคือ อยากให้บ้านที่ตนเองดูแลอยู่ชนะการแข่งขันกีฬาควิดดิช (ด้วยความยุติธรรม) ซึ่งการแข่งขันกีฬาก็หมายถึงราศีสิงห์นั่นเอง (อย่างไรก็ตามเนื่องจากศาสตราจาย์มักกอนนากัลเกิด 4 ต.ค. ราศีตุล จึงมีลักษณะของความเป็นผู้รักความยุติธรรมและสมานฉันท์ปนอยู่ด้วย)

ธาตุดิน หรือบ้านฮัฟเฟิลพัฟ เป็นบ้านที่ดูจะเงียบๆ ไม่มีตัวละครที่เด่นมากนัก บุคลิกของบ้านนี้คือความอดทนมานะพยายาม ซึ่งตรงกับลักษณะของธาตุดิน ที่มีลักษณะของความมั่นคง อุตสาหะ จริงจัง สงบเสงี่ยม ตัวละครในเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่เด่นที่สุดของบ้านนี้คือ เซดริก ดิกกอรี่ ตัวแทนของฮอกวอตส์ที่เข้าแข่งขันประลองเวทไตรภาคีร่วมกับแฮร์รี่ในภาคที่สี่ คำบรรยายบุคลิกของเซดริกที่ดีและตรงกับธาตุดินมากที่สุด น่าจะมาจากคำพูดของศาสตราจารย์ดับเบิลดอร์ อาจารย์ใหญ่ที่ว่า “..เซดริกเป็นบุคคลตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงคุณสมบัติมากมายหลายประการที่ทำให้บ้านฮัฟเฟิลพัฟโดดเด่น เขาเป็นเพื่อนที่ดีและไม่เปลี่ยนแปรเป็นอื่น เขาขยันและเห็นคุณค่าของการเล่นตามกฎกติกา..” เมื่อเรามาพิจารณาสัตว์ประจำบ้านฮัฟเฟิลพัฟคือตัวแบดเจอร์ (Badger) ซึ่งเป็นสัตว์ที่ชอบขุดรูอยู่ในดิน ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าหมายถึงธาตุดินนั่นเอง สำหรับอาจารย์ประจำบ้านนั้นคือ ศาสตราจารย์สเปราต์ อาจารย์ผู้สอนวิชาสมุนไพรศาสตร์ (เกิด 15 พ.ค. ราศีพฤษภ ธาตุดิน) ที่สอนนักเรียนเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้และพืชสมุนไพรซึ่งก็เกี่ยวข้องกับดินอีกเช่นเคย พอมาในเรื่อง Fantastic Beasts ตัวเอกของเรื่อง นิวท์ สคามันเดอร์ ผู้เขียนหนังสือ สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสัตว์วิเศษ ตอนเป็นนักเรียนก็อยู่บ้านฮัฟเฟิลพัฟ สมกับบุคลิกความสนใจของเขา

บ้านเรเวนคลอ บ้านของคนฉลาด ชอบเรียนรู้ ตรงกับลักษณะของธาตุลมที่อาจารย์ประยูรได้ให้คุณสมบัติไว้ว่า “ชอบเรียนรู้ รวดเร็ว มีความสามารถในการปรับตนให้เข้ากับเหตุการณ์” สัญลักษณ์ประจำบ้านคือ นกอินทรี ซึ่งเป็นนกที่แข็งแรง บินเร็ว และมองได้ไกล การที่มีสัตว์ประจำบ้านเป็นนกที่บินอยู่ในอากาศเป็นการสะท้อนถึงความเป็นธาตุลมของบ้านหลังนี้เช่นกัน อาจารย์ประจำบ้านคือศาสตราจารย์ฟลิตวิก อาจารย์สอนวิชาเวทมนตร์คาถา (เกิด 17 ต.ค. ราศีตุล ธาตุลม) เป็นพ่อมดตัวเล็กที่ต้องยืนบนตั้งหนังสือจึงจะสูงพ้นโต๊ะเล็กเชอร์ แต่ความสามารถด้านเวทมนตร์อยู่ในระดับแนวหน้า เคยชนะการแข่งขันดวลเวทมนตร์สมัยยังหนุ่ม แสดงถึงความสามารถในการปรับตัวของศาสตราจารย์ฟลิตวิกที่แม้จะตัวเล็กแต่ก็พัฒนาความสามารถด้านเวทมนตร์มาชดเชยความด้อยทางร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม

บ้านหลังสุดท้ายซึ่งผมเชื่อว่าเป็นธาตุน้ำ ค่อนข้างโชคร้ายเพราะเจ เค โรว์ลิ่ง วางตัวละครตัวร้ายไว้ในบ้านหลังนี้ เช่น โวลเดอมอร์, มัลฟอย ฯลฯ ดังนั้น ลักษณะที่ปรากฏออกมาจึงเป็นไปในทางลบเป็นส่วนใหญ่ (นักศึกษาโหราศาสตร์ต้องระลึกว่านี่เป็นนวนิยาย ย่อมสร้างบทบาทตัวละครให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ฝ่ายไหนคือฝ่ายดี ฝ่ายไหนคือฝ่ายร้าย ดังนั้น หากจะนำไปใช้พยากรณ์จริงก็อย่าลืมด้านบวกของธาตุน้ำด้วย) หมวกคัดสรรระบุลักษณะของเด็กที่เข้าบ้านสลิธีรินไว้ว่า เป็นคนที่มุ่งความสำเร็จ บรรลุเป้าหมาย โดยไม่สนใจวิธีการ หรือเรียกว่า ฉลาดแกมโกง ลักษณะของธาตุน้ำในทางโหราศาสตร์ ได้แก่ ช่างคิดช่างฝัน ลึกซึ้ง มีความรู้สึกไว เจ้าอารมณ์ ลึกลับ ดังนั้น การที่บ้านสลิธีรินมี งู เป็นสัญลักษณ์อันหมายถึงความลึกลับ จึงสะท้อนลักษณะของธาตุน้ำ อาจารย์ประจำบ้านสลิธีรินคือ ศาสตราจารย์ เซเวอรัส สเนป อาจารย์ประจำวิชาการปรุงยา (เกิด 9 ม.ค. ราศีมกร ธาตุดิน ซึ่งส่งผลให้สเนปเป็นคนจริงจัง แทบไม่เคยพูดเล่นเลย) ลักษณะเด่นของสเนปคือ ความเจ้าคิดเจ้าแค้นที่มีต่อพ่อของแฮร์รี่ และความลึกลับที่ไม่ทราบว่าเขาอยู่ฝ่ายดับเบิลดอร์หรือฝ่ายโวลเดอมอร์กันแน่ (ตอนนี้เฉลยแล้วว่า สเนป คือผู้มีความรักลึกซึ้งต่อ ลิลี่ เอฟเวนส์ แม่ของแฮร์รี่ และเสียสละได้ทุกอย่างเพื่อให้แฮร์รี่ ลูกชายของลิลี่ ปลอดภัย แม้กระทั่งชีวิตของตน แปลว่าในดวงของสเนป ถ้าคำนวณกันจริงๆ น่าจะมีราศีพิจิกเด่น) เท่าที่ผมสังเกตพบว่า ลักษณะของบ้านสลิธีรินจะมาจากด้านลบของราศีพิจิกและราศีมีนเป็นหลัก ส่วนราศีกรกฎมีอิทธิพลค่อนข้างน้อย

มีบทความ “Harry Potter and the Astrologer’s Chart” โดย Neil Spencer ในเว็บไซต์ของสมาคมโหราศาสตร์แห่งเกรทบริเตน (The Astrological Association of Great Britain) กล่าวถึงเรื่องบ้านทั้งสี่ว่ามาจากราศีทวารทั้งสี่คือ เมษ-กริฟฟินดอร์, กรกฎ-ฮัฟเฟิลพัฟ, ตุล-เรเวนคลอ และมกร-สลิธีริน ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเนื่องจากลักษณะเด่นของบ้านฮัฟเฟิลพัฟคือความอดทน มานะพยายาม และความภักดี ซึ่งไม่ตรงกับราศีกรกฎที่หมายถึงความอ่อนไหว อ่อนโยน และเต็มไปด้วยความรู้สึก จึงขออนุญาตนำมาบันทึกความเห็นไว้เพื่อให้ผู้อ่านได้ลองพิจารณาต่อไป

ประเด็นที่ 2: บุคลิกของตัวละครตามวันเกิด

ในนิยายเรื่องนี้ เจ เค ได้สอดแทรกข้อมูลวันเกิดของตัวละครสำคัญๆไว้เป็นระยะ นอกจากนั้นสำหรับตัวละครบางคนที่เธอไม่ได้ระบุในนวนิยาย เธอได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของเธอ, การให้สัมภาษณ์ หรือกิจกรรมพบปะแฟนๆแฮร์รี่ จากการรวบรวมข้อมูลดังกล่าว ทำให้ผมเชื่อว่า เจ เค มีความรู้โหราศาสตร์อยู่พอสมควร โดยเฉพาะลักษณะของคนตามราศีที่ดวงอาทิตย์สถิต (Sun Sign) เพราะเธอสามารถบรรยายขยายความลักษณะของตัวละครแต่ละคนได้สอดคล้องกับโหราศาสตร์ ซึ่งนักศึกษาโหราศาสตร์สามารถเรียนรู้ความหมายของแต่ละราศีได้จากนวนิยายเรื่องนี้แน่นอน ทั้งนี้ มีเว็บไซต์โหราศาสตร์บางแห่งได้ผูกดวงชะตาของตัวละครขึ้นมาเพื่ออธิบายเรื่องราวในนวนิยายกับดวงชะตา แต่ผมขออนุญาตข้ามเรื่องดวงชะตาไป เพราะผมไม่คิดว่า เจ เค จะผูกดวงชะตาของตัวละครแต่ละคนเพื่อเขียนนวนิยายเรื่องนี้ออกมา และถึงคำนวณได้ก็ไม่น่าจะเป็นประโยชน์กับนักศึกษาโหราศาสตร์สักเท่าไหร่

เริ่มต้นด้วยแฮร์รี่ พอตเตอร์ พระเอกของเรื่อง วันเกิดของแฮร์รี่ของวันที่ 31 กรกฎาคม (วันเดียวกับวันเกิดของเจ เค โรว์ลิ่ง) ตรงกับราศีสิงห์ ราศีของผู้นำ บุคคลผู้มีชื่อเสียง ซึ่งตรงกับแฮร์รี่อย่างยิ่ง เพราะแฮร์รี่โด่งดังในโลกของพ่อมดแม่มดในนามของเด็กชายผู้รอดชีวิต ตั้งแต่อายุเพียง 1 ขวบเท่านั้น ในด้านความเป็นผู้นำนั้น ด้วยความเป็นพระเอกของเรื่อง แฮร์รี่จะเป็นผู้นำของกลุ่มเพื่อนๆในทุกๆภาค ไม่ว่าจะมีใครให้ความเห็นหรือคำแนะนำอย่างไร แฮร์รี่จะเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้ายเสมอ ความเป็นสิงห์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ความกล้าหาญ แฮร์รี่ไม่เคยกลัวในภยันตรายใดๆ แม้ว่าเขาจะเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะทำลายของลอร์ดโวลเดอมอร์ เขาตรงเข้าต่อสู้อย่างกล้าหาญเสมอ นอกจากนั้น แฮร์รี่ไม่ชอบการถูกบังคับหรืออยู่ในกฎเกณฑ์ ยามใดที่เขาถูกขีดเส้นให้อยู่ในกรอบ ขาดความอิสระ เขาจะออกอาการหัวเสีย หงุดหงิด ซึ่งเราเห็นได้ชัดในภาค 5 ภาคีนกฟีนิกซ์ เมื่อศาสตราจารย์อัมบริดจ์ได้ตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาในโรงเรียนอย่างมากมาย แฮร์รี่ไม่สามารถทนอยู่ในกรอบเช่นนั้นได้ พยายามแหกกฎจนถูกลงโทษ และจับมือกับเพื่อนๆตั้งกองทัพดัมเบิลดอร์ขึ้นมาอย่างลับๆเพื่อต่อต้านอำนาจของอัมบริดจ์ แง่ลบของความเป็นสิงห์ในตัวแฮร์รี่แสดงให้เห็นชัดเจนในภาค 5-7 เมื่อเขาจะแสดงอาการหงุดหงิดฉุนเฉียวอยู่เสมอ เมื่อถูกตีกรอบหรือปิดกั้น แม้ว่ากรอบเหล่านั้นจะมาจากคนที่รักเขาอย่างดับเบิลดอร์ก็ตาม ในด้านความต้องการเอาชนะของสิงห์นั้น เจเค โรว์ลิ่งได้สอดแทรกเอาไว้อย่างกลมกลืน ในภาค 5 ภาคีนกฟีนิกซ์ เมื่อแฮร์รี่ทราบข่าวว่าทั้งรอนและเฮอร์ไมโอนีได้รับการแต่งตั้งเป็นพรีเฟ็คหรือหัวหน้านักเรียน แทนที่เขาจะรู้สึกดีใจที่เพื่อนรักได้รับตำแหน่ง เขากลับรู้สึกไม่พอใจเพราะเขาคาดหวังว่าควรจะเป็นเขาที่ได้รับตำแหน่งดังกล่าว เพราะเขาคิดว่าเขาดีกว่าคนอื่นๆ “..ฉันทำอะไรมากกว่าแน่ๆ ฉันทำมามากกว่าสองคนนั่น..” อย่างไรก็ตาม เมื่อตั้งสติได้ เขาจึงระงับความคิดแง่ลบเช่นนั้น และกลับมายินดีกับความสำเร็จของเพื่อนรัก

เพื่อนของแฮร์รี่อีกคนหนึ่งที่เกิดวันเดียวกันคือ เนวิลล์ ลองบัตท่อม เมื่อผมอ่านเรื่องนี้ครั้งแรก ผมรู้สึกว่า เจเคต้องวางบุคลิกภาพของเนวิลล์ เด็กชายผู้เกิดวันเดือนปีเดียวกับแฮร์รี่ ผิดแน่ๆ เพราะบุคลิกของเนวิลล์ออกไปในทางไม่สู้คน ไม่มีความเป็นผู้นำ แต่เมื่ออ่านถึงตอนท้ายของภาคแรก ความเป็นสิงห์ในตัวของเนวิลล์ก็ปรากฏออกมาเมื่อเขาพยายามขัดขวางเพื่อนรักทั้งสามคือแฮร์รี่ รอน และเฮอร์ไมโอนี ไม่ให้หนีออกไปนอกตึกซึ่งผิดกฎ คำพูดของเนวิลล์แสดงถึงความเป็นสิงห์ที่ซ่อนอยู่ในตัวเขา “..อย่าเรียกฉันว่าปัญญาอ่อน ฉันไม่คิดว่าพวกนายควรทำผิดกฎมากไปกว่านี้แล้ว และนายเองเป็นคนบอกกับฉันให้ยืนหยัดสู้กับคนอื่น.” และศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ก็ได้ให้ข้อสรุปถึงความกล้าหาญของเนวิลล์ในเรื่องดังกล่าวว่า “..ความกล้าหาญทุกรูปแบบ ต้องใช้ความแกร่งกล้าอย่างมากที่จะยืนหยัดต่อสู้ศัตรู แต่ต้องมีความกล้ามากกว่านั้นที่จะยืนหยัดต่อเพื่อนของเรา..” เมื่อเราติดตามนิยายเรื่องนี้มายังเล่มหลังๆ เราก็จะพบว่า เนวิลล์เป็นเด็กที่มีความกล้าหาญอย่างยิ่ง เขาเป็นหนึ่งในกองทัพดับเบิลดอร์และเข้าร่วมการต่อสู้สำคัญๆทุกครั้งโดยไม่กลัวอันตราย ทั้งนี้ สำหรับนักโหราศาสตร์แล้ว เมื่อเราพบว่าเจ้าชะตามีอาทิตย์อยู่ในราศีสิงห์ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำออกมาอย่างชัดเจน แต่เราต้องดูจุดเจ้าชะตาอื่นๆและเรือนชะตาอีกด้วย เพราะเมื่อเวลาเกิดไม่ตรงกัน แม้ว่าจะเกิดวันเดือนปีเดียวกัน ก็ย่อมมีความแตกต่างกัน

เพื่อนรักของแฮร์รี่คนต่อมาคือ เฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์ วันเกิดของเธอตรงกับวันที่ 19 กันยายน ตรงกับราศีกันย์ ลักษณะเด่นของคนราศีกันย์คือเป็นนักวิเคราะห์ นักตรวจสอบ ฉลาด ขยัน มีระเบียบแบบแผน ระมัดระวัง ขี้ระแวง ซึ่งตรงกับความเป็นเฮอร์ไมโอนีทุกประการ เธอเป็นนักเรียนดีเด่นที่ขยันเรียนรู้ทุกๆเรื่องในตำรา เธอจะอ่านตำราจนจบก่อนที่จะเข้าเรียนอยู่เสมอ และทำให้เธอสอบได้ที่หนึ่งทุกๆปี ในกลุ่มเพื่อนรัก 3 คน แฮร์รี่ รอน เฮอร์ไมโอนี นั้น เธอจะเป็นคนค้นหาข้อมูลเจาะลึกมาให้เพื่อนๆเสมอ คอยระมัดระวังไม่ให้แฮร์รี่ทำอะไรผลีผลาม เธอเป็นคนปิดจุดอ่อนสำคัญของแฮร์รี่ที่มักจะทำอะไรตามใจตนเองและรวดเร็วจนขาดความระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ นักโหราศาสตร์บางท่านอาจสงสัยว่า ทำไมเฮอร์ไมโอนีผู้เกิดในราศีกันย์ ธาตุดิน แต่กลับอยู่บ้านกริฟฟินดอร์ ซึ่งผมคิดว่าเป็นธาตุไฟ ตรงนี้ ผมเชื่อว่า ถ้าเฮอร์ไมโอนีเป็นคนจริงๆ จุดเจ้าชะตาจุดอื่นของเธอคงอยู่ในราศีธาตุไฟอย่างแน่นอน เพราะทุกครั้งที่ถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ เฮอร์ไมโอนีจะมีความกล้าหาญอยู่เสมอ ไม่ได้ปล่อยให้ความระมัดระวังแบบราศีกันย์มาขัดขวางการมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายที่มีความเสี่ยง

เพื่อนรักอีกคนหนึ่งของแฮร์รี่ คือ โรนัลด์ วีสลีย์ หรือ รอน ผู้เกิดในวันที่ 1 มีนาคม ตรงกับราศีมีน ลักษณะเด่นของราศีมีนคือ ความคลุมเครือ การปกปิด มีจินตนาการ ซึ่งรอนก็มีลักษณะเช่นนั้น กล่าวคือ รอนเป็นลูกคนกลางๆ ที่ไม่รู้ว่าตนเองมีจุดเด่นหรือชอบอะไร มักตามใจคนอื่น ไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง ต้องอาศัยคนอื่นช่วยสนับสนุนจึงจะมั่นใจ ตอนที่ได้รับตำแหน่งคีปเปอร์ของทีมควิดดิช เขาต้องใช้เวลานานมากถึงจะเกิดความมั่นใจจนพบว่าตนเองก็เป็นนักกีฬาที่ดีได้ ที่น่าแปลกใจอีกอย่างคือ เจเค ได้เขียนเรื่องให้รอนและเฮอร์ไมโอนีชอบกัน ซึ่งราศีมีนของรอนและราศีกันย์ของเฮอร์ไมโอนีเป็นราศีที่ตรงข้ามกันพอดี มีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม คู่รักที่มีความแตกต่างอย่างสุดขั้วอย่างสองราศีนี้ ก็สามารถเป็นคู่รักที่ลงตัวก็ได้ หากนำความต่างนั้นมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน

ตัวร้ายที่สุดในนิยายเรื่องนี้คือ ลอร์ด โวลเดอมอร์ หรือชื่อเดิมว่า ทอม มาร์โวโล่ ริดเดิ้ล เกิดวันที่ 31 ธันวาคม ตรงกับราศีมกร ในทางโหราศาสตร์นั้น ราศีมกร หมายถึง ความนาน ความสิ้นสุด พลัดพราก ความทุกข์ ความโดดเดี่ยว ความจริงจัง สนใจแต่เรื่องของตน ลอร์ดโวลเดอมอร์นั้นเติบโตขึ้นมาในโรงเลี้ยงเด็กกำพร้า เนื่องจากพ่อทิ้งแม่ของเขาไป และแม่ของเขาก็เสียชีวิตหลังจากคลอดทอมได้ไม่ถึงชั่วโมง ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์เคยอธิบายถึงลักษณะนิสัยของทอมไว้ว่า “ทอม ริดเดิ้ลเป็นคนที่ไม่พึ่งใคร.. และดูเหมือนจะไม่มีเพื่อน เขาไม่ต้องการความช่วยเหลือ.. เขาพอใจที่จะทำงานคนเดียว..ลอร์ดโวลเดอมอร์ไม่เคยมีเพื่อน และฉันเชื่อว่า เขาไม่เคยต้องการเพื่อนเลยด้วย” ซึ่งก็ตรงกับลักษณะในแง่ร้ายของราศีมกร ในแง่บวกนั้น ราศีมกร เป็นคนทำงาน เป็นการเป็นงาน มีความพยายามสูง มั่นคงต่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก้าวหน้าเพราะทำงานโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ซึ่งก็ตรงกับลักษณะของโวลเดอมอร์อีก เพราะโวลเดอมอร์ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นจอมมารตั้งแต่เรียนในฮอกวอตส์แล้ว และใช้เวลามากกว่าสิบปีในการดำเนินการตามแผนการของเขาจนกระทั่งก้าวขึ้นเป็นจอมมาร

ตัวละครฝ่ายร้ายที่สำคัญอีกคนหนึ่งที่น่าจะกล่าวถึงคือ เดรโก มัลฟอย นักเรียนร่วมรุ่นของแฮร์รี่ ผู้ซึ่งอยู่บ้านสลิธีริน และมีบทบาทขัดแย้งกับแฮร์รี่ตั้งแต่ช่วงแรกๆของภาคที่ 1 เลยทีเดียว มัลฟอย เกิดวันที่ 5 มิถุนายน ตรงกับราศีมิถุน ในทางโหราศาสตร์นั้น ราศีมิถุนมีลักษณะเด่นคือ มีความสามารถในการปรับตัวสูง คล่องแคล่ว และมีความสามารถในการเจรจาเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ได้อย่างดี ถ้าจะพูดในแง่ร้าย ก็คือมีความกะล่อน เมื่อลองหันมามองมัลฟอย เราจะพบว่า บุคลิกในแง่ลบของมัลฟอยคือเป็นเด็กที่ชอบคุยโวโอ้อวดความสามารถของตนหรือไม่ก็อภิสิทธิ์ที่เขาได้รับจากบารมีของพ่อ ความสามารถด้านลบอีกอย่างหนึ่งของมัลฟอยคือการประจบประแจงอาจารย์ รวมถึงการแสดงละครแกล้งทำเป็นบาดเจ็บเพื่อได้รับความเห็นใจ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ามัลฟอยเป็นนักเรียนที่มีความสามารถรอบด้าน ทั้งการบิน (เป็นซีกเกอร์ประจำบ้านสลิธีริน), การปรุงยา, การใช้คำสาปสะกดใจ และการสร้างเหรียญลงคาถาเพื่อเป็นวิธีการติดต่ออย่างลับๆ (ที่ลอกเลียนแบบมาจากวิธีของเฮอร์ไมโอนี)

จะเห็นได้ว่า เจ เค โรว์ลิ่ง สามารถเลือกวันเกิดให้กับตัวละครแต่ละตัวได้ตรงกับบุคลิกภาพของคนแต่ละราศี ทำให้ผมมั่นใจมากว่า เธอมีความรู้ความเข้าใจในโหราศาสตร์อยู่ไม่น้อย คล้ายๆกับกุสตาฟ โฮลส์ นำความหมายทางโหราศาสตร์ของดาวเคราะห์แต่ละดวงมาประพันธ์บทเพลงคลาสสิคได้อย่างลงตัว

ยังมีตัวละครอีกหลายคนที่เจ เค โรว์ลิ่ง ได้บอกวันเกิดเอาไว้ แต่ผมคิดว่าถ้าผมเขียนอธิบายทั้งหมด คงทำให้บทความนี้ยาวมากและอาจจะไม่สนุกเท่าที่ควร ถ้าจะทำให้น่าสนุกยิ่งขึ้น ผมคิดว่าผู้อ่านที่พอมีความรู้โหราศาสตร์น่าจะลองดูข้อมูลวันเกิดของตัวละครแต่ละคนตามรายละเอียดด้านล่าง และนำไปพิจารณาดูว่า บุคลิกของตัวละครตรงกับราศีของเขาหรือไม่ อย่างไร อย่างนี้น่าจะสนุกกว่านะครับ

เจมส์ พอตเตอร์ (พ่อของแฮร์รี่) เกิด 27 มีนาคม
ลิลี่ พอตเตอร์ (แม่ของแฮร์รี่) เกิด 30 มกราคม
ดัดลีย์ เดอรสลีย์ (ลูกพี่ลูกน้องของแฮร์รี่) เกิด 23 มิถุนายน
อาเธอร์ วีสลีย์ (พ่อของรอน) เกิด 6 กุมภาพันธ์
มอลลีย วีสลีย์ (แม่ของรอน) เกิด 30 พฤศจิกายน
บิล วีสลีย์ (พี่ชายคนโตของรอน ทำงานในธนาคารกริงกอตส์) เกิด 29 พฤศจิกายน
ชาลี วีสลีย์ (พี่ชายของรอน ทำงานในโรมาเนีย) เกิด 12 ธันวาคม
เพอร์ซี วีสลีย์ (พี่ชายของรอน ทำงานในกระทรวงเวทมนตร์) เกิด 22 สิงหาคม
เฟรด และ จอร์จ วีสลีย์ (พี่ชายของรอนที่เป็นฝาแฝด) เกิด 1 เมษายน
จินนี่ วีสลีย์ (น้องสาวของรอน) เกิด 11 สิงหาคม
รูเบียส แฮกริด เกิด 6 ธันวาคม

เขียนมาถึงตอนนี้แล้ว พบว่า เนื้อหาของบทความค่อนข้างยาวกว่าที่นึกเอาไว้ แต่ยังมีประเด็นว่าด้วยโหราศาสตร์ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นวิชาพยากรณ์ศาสตร์ในฮอกวอตส์, เซ็นทอร์ นักพยากรณ์, ชื่อตัวละครกับความหมายแฝง ฯลฯ ซึ่งแต่ละเรื่องก็น่าสนใจและน่าจะเป็นประโยชน์กับนักศึกษาโหราศาสตร์และผู้สนใจทั่วไป ผมจึงขออนุญาตยกประเด็นเหล่านี้ไปไว้ใน โหราศาสตร์ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตอนหน้าก็แล้วกันครับ

 

เอกสารอ้างอิง
1. พลตรี ประยูร พลอารีย์, คัมภีร์สูตรเรือนชะตา, โรงเรียนโหราศาสตร์กรุงเทพ.
2. พลตรี ประยูร พลอารีย์, ทฤษฎีการพยากรณ์.
3. วิโรจน์ กรดนิยมชัย, เอกสารประกอบการศึกษาโหราศาสตร์ยูเรเนียน เล่ม 1, บ้านโหราศาสตร์, 2542.
4. เจ เค โรว์ลิ่ง, แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่ม 1-7, Bloomsbury & นานมีบุ๊คส์.
5. http://www.hp-lexicon.org

 

 

จอมยุทธในมังกรหยกกับจักรราศี ตอน 2 ่14 พฤศจิกายน, 2018

Posted by starseerblog in เกร็ดโหรา.
Tags: , ,
add a comment

โดย พัลลาส Pallas@horauranian.com
15 พฤศจิกายน 2018

ในบทความก่อน ผมได้เล่าถึงตัวละครเอก 4 คนในนิยายชุดมังกรหยก ได้แก่ ก้วยเจ๋ง อึ้งย้ง เอี้ยก้วย เซียวเล้งนึ่ง ไปแล้วว่าน่าจะเป็นตัวแทนบุคลิกคนราศีอะไรบ้าง สำหรับบทความนี้ ก็จะเล่าต่อถึง ห้ายอดฝีมือจากชุมนุมวิจารณ์กระบี่ฮั่วซัว กันต่อ

img_2265-2.jpg

แต่ก่อนถึงห้ายอดฝีมือ ขอกล่าวถึงพระเอกในมังกรหยกภาคสาม หรือชื่อแปลตรงตัวจากภาษาจีนว่า บันทึกอิงฟ้าพิฆาตมังกร เป็นเหตุการณ์หลังจากตอนจบของมังกรหยกภาค 2 เกือบร้อยปี ภาคนี้มีพระเอกคือ เตียบ่อกี้ ผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด สำเร็จทั้งวิชาแพทย์ วิชาพิษ คัมภีร์เก้าเอี๋ยง ยอดวิชาเคลื่อนย้ายจักรวาล และอีกหลากหลายวิชา เป็นคนดีที่เอาใจใส่ดูแลอยากให้ทุกคนรอบข้างมีความสุข เป็นคนอ่อนไหว ขาดการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยว ไม่ชอบขัดใจผู้อื่น อ.กิมย้ง เคยเขียนถึงเตียบ่อกี้ว่า “…อุปนิสัยใจคอของเตียบ่อกี้ค่อนข้างสับสนและค่อนข้างอ่อนแอ ขาดธาตุแท้ของวีรบุรุษผู้กล้าอยู่บ้าง … ในชีวิตของเตียบ่อกี้มักได้รับผลสะท้อนจากผู้อื่น ถูกสภาพแวดล้อมครอบงำ ไม่สามารถดิ้นรนหลุดพ้นได้ … ในส่วนลึกจิตใจเขา เขารักโกวเนี้ยนางใดมากกว่า เกรงว่าเขาเองก็ไม่ทราบ ผู้แต่งก็ไม่ทราบ…” อุปนิสัยที่คอยเอาใจใส่ดูแลผู้อื่น และโอนอ่อนต่อคนรอบข้างเช่นนี้ แปลว่า เตียบ่อกี้ เป็นชาวราศีกรกฎ (Cancer) ราศีต้นธาตุน้ำ ความเป็นธาตุน้ำทำให้ตัดสินใจโดยใช้อารมณ์ความรู้สึก มากกว่าใช้เหตุผล ทำให้หลายต่อหลายครั้ง เตียบ่อกี้ต้องพบกับความลำบากเพราะเขาอยากช่วยเหลือผู้อื่นจนลืมคิดถึงตนเอง ที่น่าสนใจคือ ราศีกรกฎมีดาวจันทร์เป็นดาวประจำราศี จันทร์หมายถึงมวลชน กลุ่มผู้ชุมนุม คนที่มีราศีกรกฎเด่นจึงมักมีความสามารถในการเข้าใจและนำมวลชนได้ ตอนท้ายเรื่อง ทหารมองโกลเข้าล้อมวัดเสียวลิ้มยี่ที่กำลังชุมนุมเหล่าจอมยุทธทั้งฝ่ายธรรมะและฝ่ายมาร เตียบ่อกี้กลับสามารถเป็นผู้นำมวลชน รวมใจชาวยุทธทั้งสองฝ่ายให้ร่วมมือกันสามัคคีต่อสู้ทหารมองโกล และสามารถถอยหนีออกมาจากวัดเสียวลิ้มยี่ได้อย่างปลอดภัย

พูดถึงจอมยุทธราศีกรกฎไปแล้ว ขอกลับมาที่ ห้ายอดฝีมือในมังกรหยกภาคแรก เริ่มจาก ขอทานอุดร อั้งชิกกง ประมุขพรรคกระยาจก ท่านเป็นจอมยุทธผู้ห้าวหาญ ยึดมั่นในคุณธรรม วิชาไม้ตายของท่านคือ สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร ซึ่งเป็นวิชาที่ห้าวหาญ หนักแน่น รุนแรง จุดอ่อนของท่านคือ โปรดปรานอาหารเลิศรส จนต้องยอมอ่อนข้อให้อึ้งย้งเสมอเพราะอยากกินอาหารรสเลิศฝีมืออึ้งย้งนั่นเอง ฉายาของท่านคือ เทพขอทานเก้านิ้ว ท่านเคยตะกละตะกลามรับประทานคลาดเวลา จนไปช่วยชีวิตคนไม่ทัน ยามโกรธท่านจึงฟันนิ้วชี้ขวาของท่านขาดไปจนเหลือนิ้วเพียงเก้านิ้ว จากจุดเด่นที่เป็นจุดอ่อนในเรื่องความพิถีพิถันในการกินนี้เอง จึงคิดว่าท่านคือ ราศีพฤษภ (Taurus) ราศีของนักกิน ลองสังเกตได้ว่า คนราศีพฤษภมักเป็นคนพิถีพิถันในการกิน เป็นนักชิม มักแสวงหาร้านอาหารอร่อยๆ หรือบางคนก็ออกไปทางกินยาก เลือกมาก เหมือนกัน ราศีพฤษภเป็นราศีของคนมั่งมี การที่อั้งชิกกงเป็นหัวหน้าพรรคกระยาจก ไม่ได้แปลว่าท่านจะยากจน แต่ท่านกลับสามารถใช้ชีวิตเพลิดเพลินไปกับการกินอาหารอร่อยๆไปทั่วแผ่นดิน ถุงกลางหลังของท่านเต็มไปด้วยอุปกรณ์ปรุงอาหารมากมาย สมเป็นนักสะสมตามลักษณะชาวราศีพฤษภนั่นเอง

อึ้งเอียะซือ ฉายา อวิชชาบูรพา ท่านคือผู้รอบรู้ในศาสตร์แทบทุกศาสตร์ ทั้งวิชาการต่อสู้ ดนตรี ศิลปะ กวี ค่ายกล ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ การแพทย์ เดินหมาก ฯลฯ แต่เป็นคนไม่ชอบความคร่ำครึ เกลียดจารีตประเพณีโบราณ ไม่ยึดติดกับขนบธรรมเนียมที่ทำตามๆกันมา ชอบการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ  ความแปลกจากคนทั่วไปเช่นนี้ ทำให้ถูกตั้งฉายาว่า อวิชชาบูรพา บุคลิกเช่นนี้คือ ราศีกุมภ์ (Aquarius) ราศีของนักอุดมคติ นักปฏิวัติ ผู้นิยมความแปลกใหม่ ไม่ซ้ำซากจำเจ

พิษประจิม หรือ อาวเอี๊ยงฮง เป็นคนตัวสูงใหญ่ มาจากไซฮก หรือมณฑลซินเจียง ในปัจจุบัน เป็นยอดฝีมือด้านการใช้พิษ พลังลมปราณก็เป็นแนวทางพิเศษจากคนอื่นคือ ลมปราณคางคก แม้ภาพรวมแล้ว ถือได้ว่า อาวเอี๊ยงฮงเป็นตัวร้ายในมังกรหยกภาคแรก เพราะต้องการเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของยุทธจักรโดยไม่สนใจวิธีการ อยากได้วิชาในคัมภีร์เก้าอิมมากจึงบีบบังคับให้ก้วยเจ๋งบอกออกมา จนในที่สุดเจออุบายของอึ้งย้งที่บอกวิชาเก้าอิมแบบย้อนทวน จนธาตุไฟเข้าแทรกเสียสติไป แต่อาวเอี๊ยงฮงเป็นยอดอัจฉริยะกลับสามารถสร้างสรรค์วิชาฝีมือจากการบอกเล่าแบบผิดๆขึ้นมาได้ ความคลั่งวิทยายุทธ์เพื่อเอาชนะผู้อื่น เพื่อกลายเป็นเจ้ายุทธจักร จึงสะท้อนบุคลิกราศีสิงห์ (Leo) ราศีแห่งความเป็นผู้นำ ความโดดเด่นเหนือผู้อื่น นี่ไม่ได้หมายความว่าคนราศีสิงห์จะเป็นผู้ร้ายแบบอาวเอี๊ยงฮงทุกคนนะครับ เพียงแต่บุคลิกที่ต้องการโดดเด่นเหนือผู้อื่นเป็นลักษณะของคนราศีสิงห์ ส่วนวิธีการที่ใช้จะดีหรือร้ายยังต้องดูองค์ประกอบอื่นในดวงชะตาอีกเยอะ

ยอดฝีมือท่านต่อมา คือ อิดเต็งไต้ซือ หรือ ต้วนอ้วงเอี๊ย ราชันทักษิณ ผู้แตกฉานในวิชาดัชนีเอกะสุริยัน ท่านเป็นกษัตริย์แห่งต้าลี่ ตอนที่จิวแป๊ะทงลอบเป็นชู้กับ เอ็งโกว สนมรักของท่านจนมีลูกด้วยกัน ท่านโกรธมาก เมื่อคิ้วเชยยิ่มใช้ฝ่ามือเหล็กฟาดทารกจนปางตาย ต้วนอ้วงเอี๊ยไม่ยอมช่วยจนลูกเอ็งโกวตายไป ท่านจึงสำนึกผิดปลงผมออกสู่เพศบรรพชิตเป็น อิดเต็งไต้ซือ ชีวิตบรรพชิตของท่านเต็มไปด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น แม้กระทั่งคิ้วเชยยิ่ม ที่กลับใจออกบวชมาอยู่กับท่าน ก็ได้ท่านช่วยเหลือจนก่อนตายได้รับการให้อภัยจากเอ็งโกว ลักษณะที่รักมาก แค้นมาก และสุดท้ายกลับยอมเสียสละเช่นนี้ คือบุคลิกของชาวราศีพิจิก (Scorpio) ซึ่งก็เป็นราศีของเอี้ยก้วยที่เคยเขียนถึงแล้วในตอนก่อน นั่นเอง

สุดท้ายคือ เทพมัชฌิม เฮ้งเต็งเอี๊ยง ท่านเป็นยอดฝีมือที่รักชาติรักแผ่นดิน เห็นไต้กิมรุกรานประเทศจีน ทำร้ายคนในชาติ จึงรวบรวมกำลังต่อสู้กับทหารชาวกิมด้วยความห้าวหาญ เป็นผู้นำการต่อสู้อย่างไม่กลัวตาย แต่สุดท้ายเมื่อพ่ายแพ้ ก็ต้องกลับมาก่อตั้งสำนักพรตช่วนจิน จนเป็นสำนักที่ยิ่งใหญ่ ลักษณะของคนที่มีความมุ่งมั่นต่อเป้าหมายชีวิตโดยไม่ย่อท้อ กล้าบุกเบิกทำสิ่งที่คนทั่วไปไม่กล้า เป็นลักษณะของชาวราศีเมษ (Aries) นักบุกเบิกที่กล้าหาญ ไม่หวั่นต่อความยากลำบาก อีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นคนหัวรั้น มีทิฐิ ไม่ยอมคน กรณีท่านเฮ้งเต็งเอี๊ยง ตัวท่านเองที่จริงแล้วมีความรักกับลิ่มเจียวเอ็ง เจ้าสำนักสุสานโบราณ แต่ด้วยทิฐิบางอย่าง จึงไม่ได้ครองคู่กันจนเมื่อลิ่มเจียวเอ็งตายจากไป ท่านจึงเข้าไปสุสานโบราณและพบว่า ลิ่มเจียวเอ็งได้คิดวิชาทำลายกระบวนท่าของสำนักช่วนจินไว้ทั้งหมด ด้วยความไม่ยอมคนแบบราศีเมษ ท่านจึงคิดวิชาที่เอาชนะวิชาของลิ่มเจียวเอ็งได้ และเพื่อให้ลูกศิษย์ของสำนักสุสานโบราณรู้ว่า สำนักช่วนจินไม่ได้แพ้สำนักสุสานโบราณ ท่านจึงไปสลักวิชานี้ไว้ที่ฝาโลงเปล่าด้านใน ที่ที่ลูกศิษย์สำนักสุสานโบราณจะต้องมานอนเมื่อยามใกล้ตาย ถึงตอนรอความตาย ศิษย์สำนักสุสานโบราณก็จะรู้ว่า ที่คิดว่าวิชาของตนเหนือวิชาช่วนจินนั้น จริงๆแล้ว ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ทิฐิที่ต้องการเอาชนะแบบนี้ คือตนรู้ว่าตนไม่ได้แพ้ แต่ไม่จำเป็นต้องประกาศให้โลกรู้ก็ได้ ขอให้คนที่ตนต้องการรับทราบก็เป็นพอ จึงเป็นลักษณะหนึ่งของชาวราศีเมษนั่นเอง

ท่านกิมย้งได้สร้างสรรค์ตัวละครในนวนิยายกำลังภายในของท่านได้อย่างยอดเยี่ยม ทุกคนมีบุคลิกที่แตกต่าง มีจุดเด่น จุดด้อยไม่เหมือนกัน แต่หากมีคุณธรรมย่อมเป็นวีรบุรุษวีรสตรีได้เช่นกัน โหราศาสตร์ก็เป็นศาสตร์ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมา เพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติ ทำความเข้าใจมนุษย์ ทั้งตนเอง และผู้อื่น เราจึงนำโหราศาสตร์มาอธิบายบุคลิกของตัวละครในนวนิยายท่านกิมย้งได้อย่างดี

บทความนี้ขอจบลงด้วยคำของท่านกิมย้งที่ท่านเคยเขียนไว้ว่า “นวนิยายกำลังภายในไม่เพียงแต่สร้างฝันกลางวันแก่นักอ่าน หากทว่าต้องการให้นักอ่านยามนึกฝัน ขอให้นึกว่าตัวเองเป็นคนดี เพียรพยายามกระทำความดีต่างๆ คาดหวังว่าตัวเองต้องรักชาติ รักสังคม ช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้รับความสุข” ท่านย้ำคำว่าคุณธรรมอยู่เสมอ เพราะนิยายกำลังภายใน หรือนิยายบู๊เฮียบ ต้องมีทั้ง บู๊ คือการต่อสู้ และ เฮียบ คือคุณธรรมความกล้าหาญ อยู่ด้วยกันเสมอ โลกนี้ถึงจะน่าอยู่สำหรับทุกคน

จอมยุทธในมังกรหยกกับจักรราศี ตอน 1 ่10 พฤศจิกายน, 2018

Posted by starseerblog in คนมองฟ้าพยากรณ์, เกร็ดโหรา.
add a comment

โดย พัลลาส Pallas@horauranian.com
10 พฤศจิกายน 2018

ปรมาจารย์นิยายกำลังภายในจีน ท่านกิมย้ง ได้จากโลกนี้ไปด้วยวัย 94 ปี เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2018 ที่ผ่านมา ผลงานนิยายกำลังภายในตลอดชีวิตของท่านทั้งหมดมี 15 เรื่อง ทุกเรื่องล้วนแล้วแต่ทรงคุณค่าต่อวงการวรรณกรรมจีน แต่ผลงานที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดีคือ นวนิยายชุดมังกรหยก ทั้งหมดมี 3 ภาค ภาคแรก ตัวเอกคือ ก้วยเจ๋ง และอึ้งย้ง ภาคสอง ตัวเอกคือ เอี้ยก้วย และเซี่ยวเล้งนึ่ง ภาคสาม ตัวเอกคือ เตียบ่อกี้

JinYong

เมื่อวานได้คุยกับ อ.กามล แสงวงศ์ ซึ่งก็เป็นคอนิยายกำลังภายในเช่นเดียวกัน คุยไปคุยมาเรื่องผลงานท่านอาจารย์กิมย้ง ผมก็เปิดประเด็นกับ อ.กามล ว่า ตัวละครในมังกรหยก ใครน่าจะเป็นคนราศีอะไรบ้าง เลยกลายเป็นหัวข้อที่พูดคุยกันได้ยาวเลย จึงคิดว่าน่าจะเอามาเล่าเป็นบทความดีกว่า

ตัวละครแรกที่เราพูดถึงคือ ก้วยเจ๋ง ชายหนุ่มผู้ซึ่งพลัดพรากจากแผ่นดินเกิดไปเติบโตในแผ่นดินมองโกล เป็นคนเรียนรู้ช้า กว่าจะฝึกวิชาสำเร็จก็ต้องฝึกฝนซ้ำๆด้วยความมานะทุ่มเท จนในที่สุดกลายเป็นสุดยอดฝีมืออันดับต้นๆของยุทธจักร เป็นคนยึดมั่นในจารีตประเพณี เป็นตัวแทนของคนดีในอุดมคติขงจื่อ ที่ต้องประพฤติให้ถูกต้องตามขนบธรรมเนียม เป็นคนรักชาติ บั้นปลายยอมพลีชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินจีน คนที่มีบุคลิกเช่นนี้ก็คือคนราศีมกร (Capricorn) ซึ่งเป็นราศีต้นธาตุดิน ตัวแทนของความอนุรักษ์นิยม ชีวิตที่มีการพลัดพราก คนที่มีความขยันหมั่นเพียร ชีวิตที่เป็นไปตามระบบระเบียบ ก้วยเจ๋งนี่แหละคือมกรตัวจริง

สำหรับอึ้งย้ง ศรีภรรยาของก้วยเจ๋งนั้น เป็นคนเฉลียวฉลาด เจ้าความคิด สมองไว เรียนรู้อะไรได้เร็ว แต่ถ้าทำอะไรซ้ำๆแบบที่ก้วยเจ๋งทำนั้น เธอจะเบื่อหน่ายได้ง่าย การเจรจาความต่างๆ อึ้งย้งมักเป็นคนออกหน้า เพราะถ้าให้ก้วยเจ๋งพูดมักจะไม่ทันเหลี่ยมเขา แต่สำหรับอึ้งย้งแล้ว เธอไม่ยอมเสียเปรียบใครเลย บุคลิกของอึ้งย้งนี้จัดว่าเป็นคนราศีมิถุน (Gemini) ซึ่งเป็นราศีของนักเจรจาต่อรอง นักพูด เจ้าความคิด สมองไว แต่ข้อเสียของคนราศีนี้ก็เป็นแบบที่อึ้งย้งเป็น คือเบื่อหน่ายอะไรได้ง่าย เวลาตัดสินใจอะไรมักไม่เด็ดขาด แต่จะพลิกไปมาได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของราศีมิถุนนั้นไม่ว่าจะเก่งขนาดไหน เวลาเจอคนราศีมกรแบบก้วยเจ๋งแล้ว มักแพ้ทางเสมอ เพราะว่ามกรไม่สนว่ามิถุนจะพลิกแพลงอย่างไร ตนก็จะมุ่งมั่นไปกับเส้นทางของตนเสมอ ไม่วอกแวกไปกับเหลี่ยมคูที่มิถุนวางไว้

ตัวละครคนโปรดของผมในนิยายมังกรหยก ก็คือ เอี้ยก้วย ลูกชายของเอี้ยคัง ตัวร้ายในมังกรหยกภาคแรก ที่เกิดกับ มกเนี่ยมชื้อ หญิงผู้อาภัพ เอี้ยก้วยเกิดมาได้ไม่กี่ปี แม่ก็ตายจากไป กลายเป็นกำพร้าต้องดิ้นรนเลี้ยงดูตนเอง พอเริ่มมีโชคได้เจอก้วยเจ๋งพาไปดูแลที่เกาะดอกท้อ อึ้งย้งก็ดันระแวงข้อหาเป็นลูกชายเอี้ยคัง จนทำให้ถูกเพื่อนๆบนเกาะกลั่นแกล้งจนก้วยเจ๋งต้องพาไปฝากตัวเป็นศิษย์สำนักช้วนจิน แต่กลับถูกกลั่นแกล้งอีกจนต้องไปเป็นลูกศิษย์เซียวเล้งนึ่งในสุสานโบราณ เอี้ยก้วยเป็นชายหนุ่มที่มีบุคลิกขี้เล่น มีเสน่ห์กับสาวๆ เป็นคนใจกว้าง มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น แต่มีความรักเดียวใจเดียวกับอาจารย์ของเขา เซียวเล้งนึ่ง จนยอมใช้ชีวิตสันโดษไปกับเซียวเล้งนึ่งอย่างผิดไปจากบุคลิกห้าวหาญมากมิตรของเขา เป็นคนที่ยอมเสียสละตนเองช่วยเหลือก้วยเจ๋งในยามเกิดสงครามกับมองโกล ขนาดที่ก้วยพู้ บุตรีคนโตของก้วยเจ๋งเคยตัดแขนของเอี้ยก้วย แต่ยามที่สามีของก้วยพู้มีภัย เอี้ยก้วยกลับเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยชีวิตออกมา บุคลิกผู้เสียสละเช่นนี้ ก็คือ ราศีพิจิก (Scorpio) นั่นเอง ถ้าให้สรุปสั้นๆเกี่ยวกับราศีพิจิก ก็คือคำว่า เสียสละ ในซีกโลกเหนือ เมื่อดวงอาทิตย์โคจรเข้าราศีพิจิก ก็เป็นกลางฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้หลุดร่วงจากต้น เสียสละตนเองเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ฤดูหนาว เอี้ยก้วยนั้นแม้ชีวิตของเขาจะเจอความพลัดพรากลำบากขนาดไหน แต่ถ้าจะต้องเสียสละเพื่อให้คนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว เขาไม่อิดออดแม้แต่น้อย

อาจารย์และศรีภรรยาของเอี้ยก้วยคือ เซียวเล้งนึ่ง สตรีผู้เติบโตในสุสานโบราณ เป็นคนไม่แสดงอารมณ์สีหน้าใดๆ ไม่สนใจคนภายนอก ชอบปลีกตัวออกจากสังคม เพราะไม่ชอบความวุ่นวาย ช่วงที่เซียวเล้งนึ่งใช้ชีวิตอยู่กับเอี้ยก้วยมักเป็นการแยกตัวจากผู้อื่น ในวัยรุ่นอยู่ในสุสานโบราณด้วยกันสองคน หรือหลังจากสมหวังในรักตอนท้ายเรื่อง ก็ปลีกตัวออกจากยุทธจักร ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร บุคลิกเช่นนี้คือ ราศีมีน (Pisces) ราศีสุดท้ายของจักรราศี การที่เอี้ยก้วยและเซียวเล้งนึ่งเป็นคู่ชีวิตด้วยกันได้นั้น ก็เพราะเป็นคู่ร่วมธาตุน้ำด้วยกัน ธาตุน้ำคือการใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นหลักในการตัดสินใจ ไม่ใช่เหตุผล คู่รักคู่นี้ไม่สนว่า จารีตประเพณีของสังคมยุคนั้นมองว่า อาจารย์กับศิษย์ไม่สามารถเป็นคู่รักกันได้ ความรักของเอี้ยก้วยเซียวเล้งนึ่งถือว่าเป็นรักต้องห้าม เป็นบาปมหันต์ของสังคมยุคนั้น ก้วยเจ๋งชาวราศีมกร (ธาตุดิน ตัดสินใจด้วยเหตุผลเป็นหลัก) ถึงกับดุด่าเอี้ยก้วยอย่างรุนแรงในเรื่องนี้ แต่เอี้ยก้วยเซียวเล้งนึ่ง ธาตุน้ำ ที่ตัดสินใจโดยใช้หัวใจนำทาง กลับไม่เห็นว่า การกระทำของตนมันผิดตรงไหน

ตอนนี้เราเล่าเรื่องจอมยุทธกับราศีไปแล้ว 4 ราศี คือ มกร มิถุน พิจิก มีน ตอนต่อไป ผมจะมาเล่าเรื่องราศีของห้ายอดฝีมือ ราชันย์ทักษิณ ยาจกอุดร มารบูรพา พิษประจิม และเทพมัชฌิม กันต่อไปครับ

การอ่านพื้นดวงด้วยไพ่ทาโรต์แบบเซลติก ่24 มกราคม, 2018

Posted by starseerblog in ไพ่ยิปซี.
Tags:
add a comment

โดย อ.กามล แสงวงศ์
23 ม.ค. 2018

การอ่านพื้นดวงแบบเซลติก

การอ่านพื้นดวงเป็นการทำความรู้จักชีวิตของเขาทุกแง่มุม เราไม่ใช่แค่คนทายว่าเขาจะได้หรือไม่ได้ แต่เราคือที่ปรึกษา นักบำบัด ที่ต้องเห็นจุดแข็งจุดอ่อนของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง คนที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งจึงจะจัดการกับปัญหาของเขาได้

ใบที่ ๑ เอมเพรส
เจ้าชะตาเป็นคนรักสบาย มีโชค สรรหาในเรื่องของการกินการอยู่ที่มีความสุข มีความเป็นแม่สูง มักห่วงใยใส่ใจคนอื่น ชอบความสวยงาม หรูหรามีรสนิยม มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคน เป็นดวงนารีอุปถัมภ์ทำมาหากินกับผู้หญิงได้ดี เด่นด้านงานบริการเกี่ยวกับผู้หญิงที่หรูแพง เช่น สปา เสริมสวย ร้านอาหาร สถาบันความงาม ที่จริงเป็นคนขี้เกียจ แต่พอมีไพ่ไม้เท้ากับดาบเยอะจึงทำให้ขยันเพราะต้องเลี้ยงตัวเอง

โดยจิตใต้สำนึกจะทำให้กลัวลำบากตอนแก่ จึงกระตุ้นให้ขวนขวายหาความมั่นคง อาจจะทำงานตลอดชีวิตถ้าไม่เก็บเงินในรูปเงินค่าเช่า เงินปันผล ดอกเบี้ย ซึ่งในดวงของเธอนั้นไพ่เอมเพรสรสนิยมดีใช้เงินเก่งเพื่อความสุขของตัวเองและกับคนอื่นอยู่แล้ว ในดวงดันมีไพ่ดาบเยอะ ยิ่งทำให้ใช้เงินไหลออกไปเป็นสายน้ำ

ดวงแบบนี้จึงอยากมีสามีดี ร่ำรวย ดูแลเธอด้านเงินทองสะดวกสบาย แต่เมื่อมีไพ่3ดาบใบที่๒มาทับอยู่ ดวงจึงอาภัพรัก อกหัก หย่าร้าง รักซ้อน มีมือที่๓เข้ามาแทรก รักใครก็เจ็บปวด ต้องระมัดระวังให้ดีอย่าผลีผลาม

ใบที่ ๒ สามดาบ
เจ้าชะตาใจร้อน อารมณ์รุนแรง มีเรื่องปะทะ ทะเลาะเบาะแว้งได้ง่าย มีแผลในใจ มักจะผิดหวังด้านความรัก ดวงรักซ้อนรักสามเส้า คู่ทำให้เจ็บปวดทั้งกายและใจ คู่เป็นพ่อหม้าย คู่เกี่ยวข้องกับการบำบัดการแก้ปัญหา เช่น หมอ ทนายความ เมื่อรวมกับใบที่๔เดอะเวิร์ลด์สามีเป็นชาวต่างชาติ หรือทำงานกับชาวต่างชาติ เป็นคนทันสมัย ตื่นตัวกับข้อมูลข่าวสาร รสนิยมดี ปรับตัวเก่ง

สามดาบที่ทับเอมเพรสยังแปลได้ว่าเมื่อสุขสบายชีวิตมักจะพังหรือมีเรื่องแรงๆเข้ามา

และแปลว่ามีโอกาสผ่าตัดทรวงอกและมดลูก ใบที่๕สิบดาบยิ่งย้ำว่าผ่ามดลูกระดับเอาออกไปทั้งหมด

ใบที่ ๒ ยังบอกถึงการมีปัญหากับเพื่อนและหุ้นส่วน จึงต้องระมัดระวังการพูดและระบบปัญชี ดวงนี้ถูกหุ้นส่วนโกงได้

ใบที่ ๓ เก้าดาบ
ตอนเด็กไม่มีความสุข ขาดความอบอุ่น เจอการแตกแยก พ่อเป็นคนคิดมาก เศร้าหมอง ยุ่งแต่กับปัญหาของตัวเอง
เธอจึงได้นิสัยคิดมาก มองโลกในแง่ร้ายมาจากพ่อ

ยิ่งใบที่ ๖ เป็นสี่ดาบยิ่งบอกถึงความเลวร้ายในวัยเด็กของเธอว่าไม่ดีเลย ดวงแบบนี้พ่อแม่จะทะเลาะกันง่าย ส่วนเธอเองก็พึ่งพ่อแม่ไม่ได้ เมื่อมีสามดาบทับเอมเพรส เธอเองก็จะเอามาโทษตัวเองว่าเป็นสาเหตุให้พ่อแม่ทะเลาะกัน แล้วลงสู่จิตใต้สำนึกทำให้เธอเลือกแต่หนทางที่ทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว

ดวงนี้จึงไม่ควรอยู่ถิ่นเกิด เพราะมีแต่ความเจ็บช้ำและความล้มเหลว เธอควรไปทำมาหากินที่ต่างประเทศ หรือบริเวณที่มีชาวต่างชาติมากๆ เพราะไพ่เดอะเวิร์ล์ล้อมรอบไปด้วยไพ่ดีๆ จะตั้งหลักปักฐานได้ดีกว่า

อีกอย่างที่ต้องห่างพื้นเพถิ่นเกิดเพราะดวงเธอจะต้องรับผิดชอบแก้ปัญหาให้คนในครอบครัวมากเกินไป ในช่วงที่ไม่มั่นคงถ้าเอาแต่แบกปู่ย่าตายายพี่ป้าน้าอาทุกคนมันก็ไม่ไหว ถ้าให้สามีช่วย นานๆไปสามีก็รำคาญ จะเกิดเรื่องเกิดราวได้ และเมื่อมีไพ่เอมเพรสที่มีความเป็นแม่สูงก็ต้องช่วยอยู่ดี เมื่อช่วยสามดาบก็ทำงาน สามีก็จะมีปัญหาได้

การอยู่ไกลไปตั้งหลักให้มั่นคงก่อนจึงจะปลอดภัยที่สุด

ใบนี้ยังบอกถึงปัญหาเรื้อรังด้านสุขภาพที่เกี่ยวกับหัว ตั้งแต่ต้นคอ กระดูกคอ ไมเกรน ไซนัส เมื่อมีสี่ดาบอยู่ด้านข้าง เมื่อป่วยก็อาจจะรุนแรงระดับล้มหมอนนอนเสื่อ
ผมเตือนเธอเรื่องผ่าตัดเพื่อความสวยงามที่เธออยากทำมากตามประสาเอมเพรสรักสวยรักงามว่าอย่าทำ เพราะทำแล้วจะไม่จบเนื่องจากไม่ถูกใจ

ใบที่๓ยังบอกถึงลักษณะของลูกค้าที่เครียด คิดมากขี้กังวล เธอจึงควรสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า หรือทำงานด้านให้กำลังใจ แก้ปัญหา รักษา บำบัด

ใบที่ ๔ เดอะเวิร์ลด์
เธอเป็นคนตื่นตัว ปรับตัวเก่ง ทันสมัย ชอบเรียนรู้ เกี่ยวพันกับต่างประเทศ ชอบสังคม ฉลาด มีรสนิยม แต่งตัวดี มีพรสวรรค์ด้านการออกแบบ มีโอกาสดีๆเข้ามาอยู่เสมอ ถ้าพัฒนาพรสวรรค์ดีๆ มีโอกาสรุ่งและโด่งดัง
เป็นคนชอบค้นคว้า ชอบรู้เรื่องชาวบ้าน มีเพื่อนใหม่ได้เร็ว รู้จักคนเยอะ ทำอาชีพเกี่ยวกับต่างชาติ ความทันสมัย หรือตามสมัยนิยม รวมถึงนำเข้าส่งออกได้ดี เจ้าเสน่ห์

มีหุ้นส่วนฉลาด เก่ง เป็นนักการตลาดที่ยอดเยี่ยม

มีสามีเจ้าเสน่ห์ น่ารัก สังคมเก่ง ทำมาหากินเก่ง

ใบที่ ๕ สิบดาบ
ถูกโกงถูกหักหลังได้ มีโอกาสถูกผ่าตัดส่วนแนวกระดูกสันหลัง และมดลูก คลอดลูกด้วยการผ่าตัด แท้งลูก อาจจะทำงานเกี่ยวข้องกับสุขภาพ การเงินรั่วไหล ลูกน้องบริวารทำให้เดือดร้อน การแก้ปัญหาอันซับซ้อนเกี่ยวกับลูกหลาน เจ็บปวดเสียใจเพราะลูกหลานบริวาร
มีปัญหาเรื่องขาเท้าในระดับผ่าตัด
เธอจะเลี้ยงลูกแบบสะดวกสบายจนทำให้เด็กอ่อนแอถูกทำร้ายได้ง่าย ระวังจะเสียน้ำตาเพราะลูกคนโตหรือคนที่ใกล้ชิด

ดวงแบบนี้ต้องดูแลสุขภาพ ชีวิตสบายเกินไปก็ป่วย

ใบที่ ๖ สี่ดาบ
ความอดทนต่ำ เป็นคนทำงานนานๆไม่ได้ เหมาะกับงานจบเป็นเรื่องๆระยะสั้นๆ พึ่งพาทางบ้านไม่ได้ อยู่กับพ่อแม่ได้แค่ระยะสั้นๆ เหมือนแวะมาเที่ยว เป็นดวงพึ่งแม่ แต่แม่ให้พึ่งได้ไม่เต็มที่ แม่ก็ไม่มีความสุข เธอมีความหลังที่ทุกข์ใจในอดีตมากเกินไป จึงควรคบกับคนที่มีนิสัยร่าเริงบ้าง

เพราะไพ่ ๙ ดาบกับ ๔ ดาบติดกันมีแนวโน้มป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

ไพ่ไม่ดีสองใบนี้จะทำให้อยากได้รับความรัก อยากได้รับการยอมรับจากพ่อแม่จากครอบครัว ถ้าผู้ปกครองที่มีลูกแบบนี้ควรจะชื่นชมยกย่องเขามากๆ คำชมของคุณจะเป็นเหมือนน้ำรดต้นไม้ทำให้ต้นไม้เติบโตได้อย่างงดงาม ส่วนคำตำหนิติเตียนของคุณจะเป็นเหมือนเอาน้ำเดือดไปราดต้นไม้

เจ้าชะตาจึงอยากสวย รวย เก่ง ให้ที่บ้านยอมรับ โดยลืมที่จะยกย่องชมเชยตนเอง

ใบที่ ๗ ราชาไม้เท้า
เจ้าชะตาฉลาด เก่งเรื่องเข้าสังคม เจรจาต่อรองเก่ง คาดหวังสูง
จุดอ่อนคือการทำอะไรก็ต้องดีเยี่ยม ต้องวางแผน ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยม มักจะแพ้ทางผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ ฉลาดบุคลิกดี
เธอแพ้ทางพ่อหรือลุงที่มีบุคลิคเช่นนี้ และอาจจะหลงรักผู้ใหญ่ที่มีบุคลิคเก่งฉลาด พูดจาดี

ใบที่ ๘ สองถ้วย
เจ้าเสน่ห์ มีคนสนใจ อยู่คนเดียวไม่ได้ ชอบความใกล้ชิด ชอบทำงานแบบมีหุ้นส่วนไม่เคยขาดคนรัก จึงกลายเป็นคนที่มีความรักแล้วเลิก เลิกแล้วก็มีความรัก เป็นคนขอความช่วยเหลือใครได้ง่าย

ใบที่ ๙ หนึ่งถ้วย
ต้องการความรักและการเอาใจใส่ เป็นคนมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคน คาดหวังที่จะได้รับการดูแลช่วยเหลือ ใบนี้จะทำให้เจ้าชะตาชอบสังคม ชอบผูกมิตร

ใบที่ ๑๐ อัศวินไม้
สนุกสนานเฮฮาร่าเริง คุยเก่ง มีความเป็นมิตรสูง ชีพจรลงเท้า มักจะต้องเดินทาง โยกย้ายอยู่ไม่ติดที่
มีลีลาชีวิตที่ต้องเข้าสังคม เดินทาง เปลี่ยนสังคมใหม่อยู่เรื่อยๆ ทำมาหากินที่ต้องพูด ต้องเดินทาง ชีวิตไม่มั่นคง ค้นหาสิ่งใหม่ ธุรกิจใหม่ไปเรื่อยๆ รักได้ทิ้งได้ ไม่ยึดติดกับใครนอกจากญาติ
เหมาะกับการเป็นลูกจ้างหรือฟรีแลนด์
อยู่ห่างไกลครอบครัว อยู่ไม่ติดบ้าน

ฮวงจุ้ย
ดวงนี้บ้านรก โดยเฉพาะส่วนหน้าบ้านฝั่งขวามือจะรกมาก ควรจัดให้เรียบร้อยหรือเอาของไปทิ้งเสีย เพราะของที่วางไว้ตรงนี้จะทำให้ป่วยและมีปัญหากับครอบครัวและลูกค้า

หลังบ้านฝั่งขวาก็รั่ว หรือแตกร้าวทรุด ซ่อมแซมเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพ รกมาก จัดบ้านด้วย

สรุปว่าฝั่งขวาเป็นฝั่งไม่ดีควรจัดให้สะอาดโปร่งโล่ง

ส่วนหลังบ้านฝั่งซ้ายเธอน่าจะชอบทำงาน หรือสามีชอบมานั่งตรงนี้ ตรงนี้ดีเหมาะกับการคิดงานทำงานมาก

ห้องนอนเธออยู่ชั้นบนด้านหน้าฝั่งขวามือซึ่งเป็นตำแหน่งไม่ดีจะทำให้ป่วย เครียด ขาดความอดทน ทำมาหากินไม่ขึ้น ควรย้ายไปฝั่งซ้ายจะดีกว่า ถ้าย้ายไม่ได้ก็ควรจะทำให้ห้องโปร่งโล่ง มีแสงสว่าง และเก็บข้าวของออกไปบ้าง มันจะมีฝุ่นทำให้เกิดภูมิแพ้และนอนไม่สงบ

การพยากรณ์ตามช่วงอายุ
ดวงนี้อายุตั้งแต่ ๒๔ ถึง ๒๙ เจอแต่ปัญหาอุปสรรค การแตกแยก ความล้มเหลว เจ็บปวดเสียน้ำตา
พออายุ ๓๐ จะเติบโตทางธุรกิจ จะได้คู่ดี จะมีความสุข ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
อายุ ๔๑ ถึง ๔๖ จะทุกข์พลัดพราก เจ็บปวด เจ๊ง
อายุ ๔๗ เป็นต้นไปถึงจะเจริญรุ่งเรืองมาก

สรุป
ชีวิตแบบนี้ดูดีแต่อาภัพ มีคนรักแต่ไม่สมหวัง คำแนะนำก็ได้แต่บอกให้เธอฝึกมีระเบียบแบบแผนมากกว่านี้
หัดเก็บเงินเก็บทองเพื่อสร้างความมั่นคง และคบคนที่เข้มแข็งเป็นผู้ใหญ่ที่มีวินัยรู้จักหาเงินที่อารมณ์ดี
ถ้าทำได้แบบนี้ชีวิตอาจจะดีขึ้น

ลองทบทวนความหมายของไพ่ในแง่จิตวิทยา ความหมายของตำแหน่งในแง่ของปรัชญา แล้วจะทำให้เข้าใจดวงมากขึ้นแน่นอนครับ

#ไพ่ยิปซีอาจารย์กามล

 

การอ่านไพ่จักรราศี ่21 มกราคม, 2018

Posted by starseerblog in ไพ่ยิปซี.
Tags:
add a comment

โดย อ.กามล แสงวงศ์

21 ม.ค. 2018

เครื่องมืออันทรงพลังของการอ่านไพ่ยิปซีคือการวางไพ่ ตำแหน่งของไพ่จะบอกหัวข้อต่างๆให้แก่เรา ยิ่งเข้าใจความหมายไพ่และความหมายตำแหน่งละเอียดก็ยิ่งมีเรื่องทายมากขึ้น

ดังดวงของเจ้าชะตาหญิงคนนี้

ใบที่ ๑ บอกถึงเจ้าชะตาเป็นคนอ่อนโยน มีเมตตา ชอบช่วยเหลือ มีน้ำใจ อารมณ์ดี มักจะมีโชค มองโลกแง่ดี ฟื้นฟูเยียวยาจิตใจตัวเองได้ดี

ใบที่ ๒ เจ้าชะตาได้เงินจากเด็กๆ จากลางสังหรณ์ ชอบกินขนมมากกว่าข้าว เจ้าชะตารู้สึกว่าได้เงินน้อยกว่าคนอื่น

ใบที่ ๓ เจ้าชะตามีพี่น้องที่มั่นคง อยู่หมู่บ้านใหญ่ มีเพื่อนบ้านดีหรือเพื่อนบ้านเป็นผู้มีอิทธิพล เจ้าชะตามีความสำเร็จจากการทำงานนอกบ้าน ได้ดีจากการติดต่อ ชอบรถ นาฬิกา กระเป๋า ราคาแพง เป็นคนขับรถปลอดภัย แต่ชอบขับเอง ตอนเด็กเรียนโรงเรียนใหญ่โต โรงเรียนดัง โรงเรียนประจำจังหวัด ทุ่มเทให้กับการเรียนมาก มีความรับผิดชอบสูง มีภาวะผู้นำ เป็นคนดัง ผู้ใหญ่ไว้วางใจ การเรียนโดดเด่น มักจะรับผิดชอบโครงการใหญ่ๆ

ใบที่ ๔ ตอนเด็กไม่ค่อยชอบอยู่บ้าน หดหู่ เหงา รู้สึกแย่ แม่เป็นคนเครียดง่าย พ่อกับแม่อาจจะมีปัญหากัน แม่ถูกทิ้ง ความทรงจำด้านครอบครัวในวัยเด็กไม่ค่อยดี ตอนโตไม่ค่อยชอบอยู่บ้าน บ้านมีปัญหาเรื่องน้ำ ท่อระบายน้ำ พึ่งพาญาติไม่ได้ ญาติทำให้เดือดร้อน ทำมาหากินถิ่นเกิดไม่ได้ จะพังจะลำบาก มีปัญหาเกี่ยวกับทรวงอกกระเพาะอาหาร

ใบที่ ๕ มีคนฐานะดีมาชอบ คบเพราะเขามีฐานะดี มองเรื่องความมั่นคงมากกว่าความรัก คนที่มาจีบเรามักจะซื้อของแพงๆมาให้ มีลูกดี เจริญเติบโตมั่นคง ลูกคนโตเป็นดวงนารีอุปถัมภ์ ลูกรักของแม่ ร่ำรวยจากการลงทุนจากหุ้นจากอสังหาริมทรัพย์ ได้ดีจากวงการบันเทิง แฟนอาจจะมาจากครอบครัวที่ผู้หญิงมีอิทธิพล

ใบที่ ๖ ลำบากเพราะลูกน้องบริวาร เปลี่ยนงานเพราะเงินเดือนผลประโยชน์ ไม่เหมาะกับอาชีพลูกจ้าง เงินรั่วไหลจากลูกน้องและสัตว์เลี้ยง มีปัญหาเรื่องลำไส้ อาจจะถึงขั้นเป็นมะเร็ง

ใบที่ ๗ สามีขยันหาเงิน ใจเย็น ชอบอิสระ ชอบเดินทาง เป็นนักลงทุน ไม่ค่อยจะได้รับความรักจากภรรยา เขาอยากทำให้ภรรยาร่ำรวย ได้ดีจากหุ้นส่วน ต่างคนต่างอยู่ ร่ำรวยแต่โดดเดี่ยว

ใบที่ ๘ ชีวิตบั้นปลายชอบสันโดษ ฐานะดี มีอสังหาริมทรัพย์เยอะ ได้เงินจากมรดก ประกันชีวิต ไม่ชอบให้ใครแตะต้องเนื้อตัว ชอบอยู่คนเดียว

ใบที่ ๙ เจ้าชะตาชอบหาความรู้ ชอบซื้อตำรับตำรา ได้เงินจากการสอน ชอบไปวัดเจ้าประจำ ทำมาหากินกับต่างประเทศได้ เจ้าชะตาจึงเหมาะกับการทำมาหากินไกลบ้านไกลภูมิลำเนา เจ้าชะตาสนใจเรียนเกี่ยวกับการลงทุน หุ้น อสังหาหรือสายวิชาชีพ

ใบที่ ๑๐ เจ้าชะตามีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก ทำมาหากินร่วมกับคนอื่นได้ สามารถเป็นเจ้าของกิจการที่มีหุ้นส่วน สามารถทำงานที่ต้องพบปะผู้คน เป็นคนน่ารักมีเสน่ห์ ยิ้มแย้มอารมณ์ดี ถูกมองว่าเก่ง มีโชค ใจดี ร่าเริง เป็นมิตร ชีวิตประสบความสำเร็จ ได้รับการยอมรับจากสังคม พึ่งพาทุกคนได้ ไม่ชอบทะเลาะกับใคร

ใบที่ ๑๑ มีโชค มีลาภลอย มีโชคจากการเข้าสังคม มีโชคได้ของฝาก มีโชคจากลูก ใบที่๒กับใบที่๑๑บอกว่าหลังจากมีลูก เงินทองจะมั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนๆเป็นคนร่าเริงเฮฮาสนุกสนาน มักจะมีเพื่อนใหม่อยู่เรื่อยๆ มีกลุ่มที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว เป็นหัวหน้าแก๊งเด็ก

ใบที่ ๑๒ ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ ไม่ชอบทำงานคนเดียว อดทน มีกลุ่มที่เข้มแข็งมีประสิทธิภาพ มีความสามารถ มีรองเท้าเยอะ เดินเก่ง

ลูกคนที่ ๑ คนที่ ๒ แม่เป็นคนเลี้ยง ถ้าเป็นหญิงจะร่ำรวย แต่คนที่สองจะชอบไฮโซหรูหราและความสันโดษกว่า ลูกคนที่สองจะงกชอบเก็บข้าวของ ตั้งแต่มีลูกคนที่๒ก็เริ่มห่างกับสามี สามีมุ่งสู่การทำมาหากินเพื่อครอบครัว

สามีเป็นคนละเอียดรอบคอบ พิถีพิถัน ขยันหาเงิน ชอบเก็บชอบสะสม ไม่ค่อยชอบสังคมนัก มักจะรู้สึกโดดเดี่ยวและต้องการความรักแต่ไม่ค่อยแสดงออก เขาประทับใจเธอเพราะเธอเป็นคนร่าเริงเหมือนเด็กน้อย

แม่เป็นคนเอาใจยาก มักจะมองโลกในแง่ร้าย ไม่ชอบสังคม

พ่อเป็นคนร่าเริงเข้าสังคมเก่งเพื่อนเยอะ

บ้านของเธอด้านหน้าฝั่งขวามีของพังไม่ได้ใช้ ควรเอาออกไปทิ้งแล้วจัดใหม่ ความรักและการเงินจะดีขึ้น

เธอน่าจะชอบทำอาหาร ทำอาหารเก่ง มีอุปกรณ์ถ้วยชามเยอะเพราะชอบสะสมไม่ชอบทิ้ง หลังบ้านมีบรรยากาศดี เหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจ

ดวงดีหรือดวงร้าย? จะตอบอย่างไร? : กรณีศึกษาเมื่อครั้งสมเด็จพระปิยมหาราชขึ้นครองราชย์ ่15 มกราคม, 2018

Posted by starseerblog in เกร็ดโหรา.
add a comment

เมื่อเริ่มปีใหม่ทุกๆปี คนจำนวนมากก็อยากรู้ว่า ปีใหม่นี้ ดวงของเราจะดีหรือร้าย? หลายคนเริ่มหาคำทำนายของหมอดูชื่อดังที่จะมาบอกว่า ราศีไหนโชคดี ราศีไหนโชคร้าย คนเกิดปีไหนเป็นปีชง คนจำนวนมากอยากได้คำทำนายสั้นๆว่า ตกลงปีนี้ดวงดีหรือดวงร้าย?

ในฐานะนักโหราศาสตร์ อยากจะบอกว่า หลายครั้งมันไม่ได้พยากรณ์ง่ายอย่างนั้น ชีวิตคนเรามีความซับซ้อน มีดีมีร้าย มีขึ้นมีลง ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ มีสรรเสริญมีนินทา มีสุขมีทุกข์ ปนเปกันไป การวิเคราะห์ดวงชะตาคนเรา ถ้าจะให้เกิดประโยชน์กันจริงๆ ก็ต้องดูวิเคราะห์เป็นรายคน

เวลานักโหราศาสตร์พยากรณ์ดวงดีดวงร้ายอย่างง่ายๆ มักใช้ดาวเคราะห์สำคัญ 2 ดวงในการพยากรณ์ นั่นคือ ดาวพฤหัส ดาวประธานฝ่ายดี กับดาวเสาร์ ดาวประธานฝ่ายร้าย ถ้าพฤหัสโคจรมาถึงจุดเจ้าชะตาก็ทายไปคร่าวๆว่า ดวงดี ถ้าเสาร์โคจรมาถึงจุดเจ้าชะตา ก็ทายไปว่า ดวงไม่ดี ซึ่งหลายครั้งก็เป็นอย่างนั้น แต่หลายครั้งดาวทั้งสองดวงก็มาพร้อมๆกัน เรื่องราวก็ย่อมซับซ้อนขึ้น

อ.วิโรจน์ กรดนิยมชัย อาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาโหราศาสตร์ยูเรเนียนให้ผม ได้สอนไว้ว่า ดาวทุกดวงมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ดาวพฤหัสมีลักษณะของการขยายตัว เพิ่มพูน คนจึงรู้สึกว่าเป็นดาวที่ดี แต่ด้านลบของดาวพฤหัสคือ การขยายตัวมากเกินไปคือ ความโลภที่นำไปสู่ความล้มเหลวในเวลาต่อมา หรือคนเป็นโรคร้ายอยู่ เจอดาวพฤหัสเข้าไปกลายเป็นโรคกระจายไปทั่วได้ ส่วนดาวเสาร์ คือภาวะการถูกจำกัด การหดตัว คนจึงรู้สึกว่าเป็นทุกข์ แต่ด้านดีของเสาร์คือ ความอดทน ความขยัน ความมุ่งมั่น ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้

เราลองมาดูตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ ๕ ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ด้วยวัยเพียง ๑๕ พรรษา คนทั่วไปมักมองเหตุการณ์เช่นนี้ว่า เป็นช่วงดวงดี เพราะได้เลื่อนขั้นเป็นถึงพระมหากษัตริย์ แต่หารู้ไม่ว่า พระองค์ท่านต้องเผชิญกับความทุกข์มากมายแค่ไหนในช่วงเวลานั้น

ในพระราชหัตถเลขาที่รัชกาลที่ ๕ ทรงลิขิตไปถึงสมเด็จเจ้าฟ้าพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ได้ทรงเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ว่า

“คำซึ่งกล่าวว่า ได้รับสิริราชสมบัติเป็นคำไพเราะจริงหนอ เพราะสมบัติย่อมเป็นที่ปรารถนาของบุคคลทั่วหน้า…
แต่ความจริงหาเป็นเช่นความคาดหมายของคนทั้งปวงดังนั้นไม่ เวลาซึ่งกล่าวมาแล้ว อันจะพูดตามคำไทยอย่างเลวๆ ว่ามีบุญขึ้นนั้น ที่แท้เป็นผู้มีกรรมและมีทุกข์ยิ่งขึ้น ดังต่อพ่อได้เป็นมาเอง…
ส่วนตัวพ่อเองยังเป็นเด็กอายุเพียงเท่านั้น ไม่มีความสามารถรอบรู้ในราชการอันใดที่จะทำการตามหน้าที่แม้แต่เพียงเสมอเท่าที่ทูลกระหม่อมทรงประพฤติมาแล้วได้ ยังซ้ำเจ็บเกือบจะถึงแก่ความตาย อันไม่มีผู้ใดสักคนเดียวซึ่งจะเชื่อว่าจะรอด ยังซ้ำถูกอันตรายอันใหญ่ คือทูลกระหม่อมเสด็จสวรรคต ในขณะนั้นเปรียบเสมือนคนที่ศีรษะขาดแล้ว จับเอาแต่ร่างกายขึ้นตั้งไว้ในที่สมมติกษัตริย์เหลือที่จะพรรณนาถึงความทุกข์อันต้องเป็นกำพร้าในอายุเพียงเท่านั้น และความหนักของมงกุฎอันเหลือที่คอจะทานไว้ได้ ถึงมีศัตรูซึ่งมุ่งหมายอยู่โดยเปิดเผยรอบข้างทั้งภายในภายนอกเอาทั้งในกรุงเองและต่างประเทศ ทั้งโรคภัยในกายเบียดเบียฬแสนสาหัส เพราะฉะนั้น พ่อจึงถือว่าวันนั้นเป็นวันเคราะห์ร้ายอย่างยิ่งอันตั้งแต่เกิดมาพึ่งจะได้มีแก่ตัว…”

เราลองมาวิเคราะห์ดวงพระราชชาตาของพระองค์ท่านในช่วงเวลานั้นกัน โดยใช้หลักโหราศาสตร์ยูเรเนียน บนจานคำนวณ 90 องศา

ขณะนั้น ดาวเสาร์บวกโค้งสุริยยาตร์ (Sa v1) ไปเท่ากับ ดาวพฤหัสกำเนิด แปลง่ายๆว่า ความทุกข์ความพลัดพรากนำไปสู่ความก้าวหน้า ส่งผลให้ เมื่อพระองค์ต้องทุกข์โทมนัสกับการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ ๔ พระราชบิดาของพระองค์เมื่อ ๑ ตุลาคม  อีกทั้งพระองค์เองก็ประชวรหนักเช่นกันถึงขั้นตอนสรงน้ำพระบรมศพรัชกาลที่ ๔ พระองค์เสด็จดำเนินยังไม่ได้ ต้องทรงพระเสลี่ยงเก้าอี้หามเข้าไปถึงข้างใน (ตามอิทธิพลดาวเสาร์) แม้อยู่ในภาวะทุกข์ขนาดนั้น พระองค์ก็ได้รับสิริราชสมบัติขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๕​ แห่งราชวงศ์จักรี (ตามอิทธิพลดาวพฤหัส)

หากเราวิเคราะห์ดวงพระราชชาตาให้ลึกลงไปแบบโหราศาสตร์ยูเรเนียน เราสามารถตั้งจุด พระมหากษัตริย์/ผู้นำประเทศได้จาก ศูนย์รังสี อาทิตย์/โครโนส ทำมุมเท่ากับ เมอริเดียน/เสาร์ หมายความว่า เมื่อพระองค์ขึ้นเป็นผู้นำประเทศ ต้องประสบกับความทุกข์ความพลัดพรากไปพร้อมกัน

จะเห็นได้ว่า การบอกว่า ดวงดี ดวงร้าย นั้น ทำได้ไม่ง่ายนัก ต้องวิเคราะห์หลายแง่หลายมุม โดยเฉพาะดวงกำเนิด เพราะหลายๆคน พื้นดวงบอกไว้ว่า ความสำเร็จ (พฤหัส) มาพร้อมกับข้อจำกัด (เสาร์) เวลาได้ลาภก็มีความทุกข์พ่วงมาด้วย ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมักให้คำแนะนำว่า อยากได้ความสำเร็จ (พฤหัส) ก็ต้องอดทนขยันหมั่นเพียร (เสาร์) แต่หากมัวแต่เพลิดเพลินกับโชคลาภความสำเร็จ (พฤหัส) สุดท้ายอาจต้องพบกับความทุกข์ (เสาร์) แทน

***************************************
โดย พัลลาส Pallas@horauranian.com
15 มกราคม 2561
***************************************

ดาว 4 ดวงในราศีมกร ในวันปีใหม่ 2561 ่2 มกราคม, 2018

Posted by starseerblog in จังหวะฟ้า.
Tags:
add a comment

สวัสดีปีใหม่ 2561

ท้องฟ้าในขณะก้าวเข้าสู่ปีใหม่ มีดาว 4 ดวงอยู่ใน ราศีมกร ได้แก่ ดาวเสาร์ ดาวศุกร์ อาทิตย์ ดาวพลูโต

ราศีมกร คือราศีของความอดทน จริงจัง ขยัน ไม่ย่อท้อ ดาวเสาร์ คือดาวประจำราศีมกร ก็ให้ความหมายเช่นเดียวกัน หลายคนกลัวราศีมกร หลายคนกลัวดาวเสาร์ แต่อย่าลืม หากไม่ขยัน ไม่อดทน ไม่เผชิญหน้ากับปัญหา แล้วจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร

เรามาขยัน มุ่งมั่น อดทน ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม มีความสุข อย่างเจ้าแพะ (สัตว์ประจำราศีมกร) ทั้งสี่ตัวนี้กันดีกว่า

อาจารย์วิโรจน์ กรดนิยมชัย ท่านกรุณาแปลความหมายของดาวทั้งสี่ดวงในราศีมกร ไว้ว่า “เก็บเงินไว้เลี้ยงชีพ”

เครดิตภาพ แพะยิ้มทั้งสี่ จาก Ronnie Grishman

***************************************
โดย พัลลาส Pallas@horauranian.com
2 มกราคม 2561
***************************************

 

ปรากฏการณ์ฟ้า 2561 ่26 ธันวาคม, 2017

Posted by starseerblog in จังหวะฟ้า.
Tags:
add a comment

ปรากฏการณ์ฟ้า 2561

โดย พัลลาส (Pallas@horauranian.com)
26 ธันวาคม 2560

คำนวณโดยใช้จักรราศีแบบสายนะ (Tropical Zodiac) ที่ใช้ในโหราศาสตร์สากล (ซึ่งจะไม่ตรงกับจักรราศีนิรายนะที่ใช้ในโหราศาสตร์ไทย) และบอกเวลา ณ เวลามาตรฐานประเทศไทย คำนวณลัคนาและเมอริเดียน ณ กรุงเทพฯ

ปี พ.ศ.2561 หรือ ค.ศ. 2018 มี อุปราคา หรือ คราส (Eclipse) เกิดขึ้นทั้งหมด 5 ครั้ง (มากกว่า ปี 2560 ที่เกิด 4 ครั้ง) ดังต่อไปนี้

1.จันทรุปราคาเต็มดวง 31 ม.ค. 2561 เวลา 20:30 น. ตำแหน่งคราส ราศีสิงห์ 11 องศา 38 ลิบดา ขนาดของคราส 1.315 ประเทศไทยสามารถมองเห็นได้

2.สุริยุปราคาบางส่วน 16 ก.พ. 2561 เวลา 3:51 น. ตำแหน่งคราส ราศีกุมภ์ 27 องศา 07 ลิบดา ขนาดของคราส 0.599

3.สุริยุปราคาบางส่วน 13 ก.ค. 2561 เวลา 10:01 น. ตำแหน่งคราส ราศีกรกฎ 20 องศา 42 ลิบดา ขนาดของคราส 0.337

4.จันทรุปราคาเต็มดวง 28 ก.ค. 2561 เวลา 3:22 น. ตำแหน่งคราส ราศีกุมภ์ 4 องศา 45 ลิบดา ขนาดของคราส 1.609 ประเทศไทยสามารถมองเห็นได้

5. สุริยุปราคาบางส่วน 11 สิงหาคม 2561 เวลา 16:46 น.ตำแหน่งคราส ราศีสิงห์ 18 องศา 41 ลิบดา ขนาดของคราส 0.737

วันเวลาที่ดวงอาทิตย์ย้ายเข้าจรราศี เพื่อใช้คำนวณดวงชะตาแต่ละไตรมาส ได้แก่

1) วสันตวิษุวัต (Spring Equinox) 20 มีนาคม 2561 เวลา 23:17 น. ลัคนาอยู่ 9 ธนู เมอริเดียนอยู่ 11 กันย์

2) ครีษมายัน (Summer Solstice) 21 มิถุนายน 2561 เวลา 17:08 น. ลัคนาอยู่ 8 ธนู เมอริเดียนอยู่ 10 กันย์

3) ศารทวิษุวัต (Autumn Equinox) 23 กันยายน 2561 เวลา 8:55 น. ลัคนาอยู่ 10 พิจิก เมอริเดียนอยู่ 9 สิงห์

4) เหมายัน (Winter Solstice) 22 ธันวาคม 2561 เวลา 5:24 น. ลัคนาอยู่ 12 ธนู เมอริเดียนอยู่ 16 กันย์

ดูจากตำแหน่งลัคนาและเมอริเดียนของวันสำคัญทั้งสี่แล้ว พบว่า สำหรับผู้ที่เกิดราวๆ 2-3 กันยายน และ 1-2 ธันวาคม แล้ว ปี 2561 น่าจะเป็นปีสำคัญและท้าทายของพวกเขาเลยทีเดียว

ลักษณะการโคจรของดาวเคราะห์ต่างๆ ในปี 2561

เริ่มจากดาวพุธโคจรพักร์ (ถอยหลัง) ปี 2561 นี้มีทั้งหมด 3 ครั้ง
ครั้งแรก เริ่ม 23 มี.ค. 2561 เวลา 7:18 น. จนถึง 15 เม.ย. 2561 เวลา 16:22 น.
ครั้งที่ 2 เริ่ม 26 ก.ค. 2561 เวลา 12:03 น. ถึง 19 ส.ค. 2561 เวลา 11:25 น.
ครั้งที่ 3 เริ่ม 17 พ.ย. 2561 เวลา 8:33 น. ถึง 7 ธ.ค. 2561 เวลา 4:25 น.
ช่วงเวลาดังกล่าว ควรระมัดระวังการทำข้อตกลงสัญญาครับ

ดาวศุกร์ อยู่ราศีมกรตอนเริ่มปี โคจรถอยหลัง 1 ครั้ง ระหว่าง 6 ต.ค. – 16 พ.ย. 2561

ดาวอังคาร อยู่ในกลางราศีพิจิกตอนเริ่มปี โคจรถอยหลัง 1 ครั้ง ระหว่าง 27 มิ.ย. – 27 ส.ค. 2561 ตอนสิ้นปีอยู่ราศีมีน

ดาวพฤหัส
เริ่มต้นปีอยู่ที่ตำแหน่ง 17 องศา ราศีพิจิก
เริ่มโคจรถอยหลังในวันที่ 9 มี.ค. 2561 เวลา 11:47 น. ที่ตำแหน่ง 23 องศาราศีพิจิก โดยถอยไปจนถึง 13 องศาราศีพิจิก และกลับมาโคจรเดินหน้าอีกครั้งในวันที่ 11 ก.ค. 2561 เวลา 00:04 น.
จนกระทั่งยกเข้าราศีธนู ในวันที่ 8 พ.ย. 2561 เวลา 19:40 น. ตำแหน่งส่งท้ายปีที่ 11 องศาราศีธนู
ชาวราศีพิจิก (หรือผู้ที่เกิดระหว่าง 23 ต.ค.-21 ธ.ค.) ถือว่าอยู่ในจังหวะก้าวหน้าเติบโตของชีวิต

ดาวเสาร์
เริ่มต้นปีอยู่ที่ตำแหน่ง 1 องศา ราศีมกร
พอมาถึงตำแหน่ง 9 องศา 8.9 ลิบดา ราศีมกร ก็จะเริ่มโคจรถอยหลังตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย. 2561 เวลา 8:48 น. จนถึงตำแหน่ง 2 องศา 32.5 ลิบดา ราศีมกร ก็จะเริ่มโคจรเดินหน้าอีกครั้งในวันที่ 6 ก.ย. 2561 เวลา 18:10 น.
ตำแหน่งวันสิ้นปี 2561 อยู่ที่ 11 องศา 22.6 ลิบดา ราศีมกร
ชาวราศีมกร (หรือผู้ที่เกิดระหว่าง 22 ธ.ค.-20 ม.ค.) ต้องอดทนกับข้อจำกัดและการเปลี่ยนแปลงต่างๆในชีวิต จนถึงปี 2020 ปัญหาจึงจะคลี่คลายไป

ดาวมฤตยู
เริ่มต้นปีที่ตำแหน่ง 24 องศา 34.3 ลิบดา ราศีเมษ โดยกำลังโคจรถอยหลังอยู่ และจะเริ่มโคจรเดินหน้าในวันที่ 2 ม.ค. 2561
จากนั้น จะยกเข้าราศีพฤษภ ในวันที่ 15 พ.ค. 2561
และเริ่มโคจรถอยหลังอีกครั้งในวันที่ 7 ส.ค. 2561 ที่ตำแหน่ง 2 องศา 33.6 ลิบดา ราศีพฤษภ โดยถอยหลังจนกลับเข้าไปในราศีเมษในวันที่ 7 พ.ย. 2561
ตำแหน่งสิ้นปี 2561 อยู่ที่ 28 องศา 36.9 ลิบดา ราศีเมษ โดยยังโคจรถอยหลังอยู่

ดาวเนปจูน อยู่ในราศีมีนตลอดปี
เริ่มต้นปีที่ตำแหน่ง 11 องศาราศีมีน
เริ่มโคจรถอยหลังตั้งแต่ 19 มิ.ย. 2561 ที่ตำแหน่ง 16 องศาราศีมีน โดยจะกลับมาเดินหน้าอีกครั้งในวันที่ 25 พ.ย. 2561
ตำแหน่งสิ้นปี 2561 อยู่ที่ 14 องศา ราศีมีน

ดาวพลูโต อยู่ในราศีมกร ตลอดปี โดยจะโคจรถอยหลังระหว่าง 22 เม.ย. 2561 จนถึง 1 ต.ค. 2561

ราหู (จริง) เริ่มปีในราศีสิงห์ ย้ายเข้าราศีกรกฎในวันที่ 6 พ.ย. 2561

การทำมุมสำคัญของดาวเคราะห์ชั้นนอกในปี 2561

1 ก.พ. วัลคานุส ถอยเข้า ราศีกรกฎ
2 ก.พ. พลูโต ตั้งฉาก เซอุส
13 ก.พ. เสาร์ เล็ง ฮาเดส
18 ก.พ. เนปจูน ตรีโกณ โพไซดอน
20 เม.ย. แอดเมตอส ยกเข้าราศีมิถุน
8 พ.ค. มฤตยู ตั้งฉาก วัลคานุส
8 พ.ค. มฤตยู ตรีโกณ คิวปิโด
25 พ.ค. พฤหัส ตรีโกณ เนปจูน
13 มิ.ย. เสาร์ เล็ง ฮาเดส
14 มิ.ย. มฤตยู เล็ง อพอลลอน
23 มิ.ย. วัลคานุส ยกเข้า ราศีสิงห์
19 ส.ค. พฤหัส ตรีโกณ เนปจูน
7 ก.ย. พลูโต ตั้งฉาก เซอุส
22 ก.ย. มฤตยู เล็ง อพอลลอน
7 ต.ค. มฤตยู ตั้งฉาก วัลคานุส
12 พ.ย. พฤหัส เล็ง แอดเมตอส
14 พ.ย. พฤหัส ตรีโกณ วัลคานุส
4 ธ.ค. เสาร์ เล็ง ฮาเดส
4 ธ.ค. มฤตยู ตรีโกณ​ คิวปิโด
31 ธ.ค. เสาร์ เล็ง โครโนส

ภาพดวงอาทิตย์ยกเข้าราศีมกร 21 ธ.ค. 2561 เพื่อดูความเป็นไปโลกในปี 2561