jump to navigation

ออกแบบอัญมณีตามดวงประจำปี ่11 มกราคม, 2019

Posted by starseerblog in เกร็ดโหรา.
add a comment

โดย พัลลาส Pallas@horauranian.com
11 มกราคม 2562

ทุก ๆ ปี เมื่อถึงวันเกิดของภรรยา ผมก็จะหาของขวัญให้กับภรรยาตามนิสัยสามีที่ดี เพราะการเลือกของขวัญให้ภรรยานั้นเป็นศิลปะอย่างยิ่งที่ผู้ชายต้องเรียนรู้ไว้เพื่อชีวิตครอบครัวที่มีความสุข

ปีก่อน ๆ ผมได้เลือกอัญมณีตามราศีเกิดของภรรยา แล้วทำเป็นเครื่องประดับ เช่น กำไล ต่างหู แหวน โดยออกแบบให้เข้าชุดกัน ภรรยาผมเกิดในราศีธนู ตำราอัญมณีสายโหราศาสตร์สากลบอกว่า อัญมณีประจำราศีธนู คือ เทอร์ควอยส์ (Turqouise), เพทายสีฟ้า (Blue Zircon) และ ลาพิซ ลาซูรี (Lapis Lazuri) ด้วยความชอบส่วนตัว ผมจึงเลือกเพทาย ทำเป็นเครื่องประดับให้ภรรยา

มาปีนี้ ผมคิดว่า อยากทำอะไรให้พิเศษกว่าปีก่อน ๆ และด้วยความเป็นนักโหราศาสตร์ ผมก็จะดูดวงชะตาวันเกิดของภรรยา เพื่อดูความเป็นไปในปีหน้าของเธอ วิธีนี้เรียกว่า ดวงทินวรรษ (Solar Return) ซึ่งเป็นดวงที่คำนวณ ณ วันเวลาที่ดวงอาทิตย์โคจรมาตำแหน่งเดียวกับขณะเกิด ซึ่งก็คือดวงวันเกิดนั่นเอง โดยในแต่ละปี วันเวลาอาจจะไม่ตรงกับวันเกิดทีเดียว เพราะเรายึดที่ตำแหน่งดวงอาทิตย์ ไม่ได้ยึดตามวันเกิดตามปฏิทินทั่วไป

ผมพบว่า ดวงทินวรรษของภรรยาคราวนี้ มีจุดเด่นอยู่ที่ ดาวพฤหัส ดาวแห่งความสำเร็จ กำลังกุมอยู่กับดวงอาทิตย์ (เจ้าชะตา) และดาวพุธ (การสื่อสาร) ในราศีธนู พอดี นั่นแปลว่า ปีที่จะถึงนี้ เป็นปีที่เธอจะมีโชคดีรออยู่ ผมจึงเกิดไอเดียขึ้นมาว่า ไหน ๆ ดวงจะดีแล้ว เธอน่าจะได้ใส่เครื่องประดับที่เสริมดวงประจำปีเธอไปเลย

ขออธิบายขยายความตรงนี้เพิ่มเติมว่า เรื่องอัญมณีในโหราศาสตร์นี้ ถือได้ว่า เป็นหลักวิชาที่มีความหลากหลายอย่างมาก แต่ละตำราก็จัดอัญมณีประจำราศีไม่ตรงกัน ยิ่งพอผมอยากหาอัญมณีแทนดาวด้วยแล้ว ยิ่งมีความแตกต่างเพิ่มขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม ผมได้ศึกษาเรื่องนี้มานานพอสมควร ทำความเข้าใจเหตุผลที่มาที่แต่ละตำราจัดให้อัญมณีแทนราศีแทนดาว และได้ผสมผสานตำราหลาย ๆ เล่มเข้าด้วยกัน จนเป็นแนวทางของตนเองขึ้นมา

บทกลอนของไทย ที่พูดถึง รัตนชาตทั้งเก้า หรือ นพรัตน์ ได้แต่งไว้ดังนี้ “เพชรดีมณีแดง เขียวใสแสงมรกต เหลืองใสสดบุษราคัม แดงแก่ก่ำโกเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาฬ มุกดาหารหมอกมัว แดงสลัวเพทาย สังวาลย์สายไพฑูรย์” และหากเราต้องการทราบว่า นพรัตน์ นี้ รัตนะไหนหมายถึงดาวอะไร ก็ต้องตามไปอ่านจาก คัมภีร์ปาริชาตชาดก ซึ่งเป็นคัมภีร์โหราศาสตร์ของอินเดีย ที่กล่าวถึง รัตนชาติ หรืออัญมณีประจำดวงดาว เอาไว้ว่า “ทับทิมบริสุทธิ์ เป็นรัตนของอาทิตย์ ไข่มุกที่ขาวบริสุทธิ์โดยแท้ธรรมชาติ เป็นรัตนของจันทร์ ปะการังแก้วประวาล เป็นรัตนของอังคาร มรกต เป็นรัตนของพุธ บุษราคัม เป็นรัตนของพฤหัสบดี เพชร เป็นรัตนของศุกร์ ไพลิน เป็นรัตนของเสาร์ โกเมนเอก เป็นรัตนของราหู และไพฑูรย์ เป็นรัตนของเกตุฯ”  ดังนั้น จากตำราของไทยที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย อัญมณีประจำดาวพฤหัสก็คือ บุษราคัม (Yellow Sapphire)

ผมจึงเลือก บุษราคัม เป็นอัญมณีหลักสำหรับของขวัญชิ้นนี้ เพราะต้องการเน้นที่ ดาวพฤหัส ดาวแห่งความสำเร็จ ที่กำลังโคจรมากุมกับดาวอาทิตย์ของภรรยา

img_2799คราวนี้ก็มาคิดต่อว่า จะเอามาทำเป็นเครื่องประดับชิ้นไหน ปรากฏว่า ดาวพฤหัส กุม ดาวพุธ อยู่ ดาวพุธนั้นหมายถึง การสื่อสาร การเรียนรู้ การให้เหตุผล การพูด และการฟัง คำว่า พหูสูต ที่แปลว่า ผู้รู้ นั้น คำว่า สูต ก็มาจากคำว่า สุตะ ที่แปลว่า การฟัง ซึ่งอวัยวะสำคัญในการฟังก็คือ หู ผมจึงเลือกที่จะทำเครื่องประดับเป็น ต่างหู เพื่อให้แทนความหมายของ ดาวพุธ ที่กุมกับดาวอาทิตย์และดาวพฤหัสในดวงทินวรรษ

ตอนนี้ก็ยังมีดาวอาทิตย์อีกปัจจัย ที่อยู่ในชุดนี้ ในทางโหราศาสตร์ ดาวอาทิตย์ ก็คือ ดวงตา เพราะแสงจากดวงอาทิตย์ทำให้เรามองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ ผมจึงออกแบบให้ ต่างหู คู่นี้ มีรูปทรงคล้ายกับดวงตา

สรุปก็คือ ผมเลือกปัจจัยเด่นจากดวงทินวรรษของภรรยา คือ อาทิตย์ พุธ และพฤหัส กุมกันอยู่ มาออกแบบเครื่องประดับ นั่นคือ ต่างหู (ดาวพุธ) ที่ทำจากบุษราคัม (ดาวพฤหัส) ซึ่งมีลักษณะคล้ายดวงตา (ดาวอาทิตย์)  เป็นของขวัญวันเกิดสำหรับภรรยา เพื่อเสริมดวงประจำปีนี้ของเธอให้ เจ้าชะตา (อาทิตย์) มีความสำเร็จ (พฤหัส) จากปัญญา (พุธ) นั่นเอง

 

โฆษณา

เคล็ดลับต้อนรับวันปีใหม่ทางโหราศาสตร์ ่19 ธันวาคม, 2018

Posted by starseerblog in จังหวะฟ้า, เกร็ดโหรา.
Tags: ,
add a comment

เขียนโดย พัลลาส (Pallas@horauranian.com)
19 ธันวาคม 2561

ตามหลักโหราศาสตร์สากล ซึ่งใช้ระบบจักรราศีที่อ้างอิงฤดูกาล หรือที่เรียกในภาษาโหรว่า จักรราศีสายนะ (Tropical Zodiac) เราจะถือเอาวันที่ดวงอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีมกร หรือที่เรียกว่า วันเห-มายัน (Winter Solstice) เป็นวันขึ้นปีใหม่ทางโหราศาสตร์ ซึ่งจะอยู่ประมาณวันที่ 22 ธันวาคมของทุกปี เนื่องจากเป็นวันที่อาทิตย์ปัดใต้สุดของปีสำหรับซีกโลกเหนือ บ่งบอกว่ากำลังจะเริ่มปัดขึ้นเหนือ จึงถือกันว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ และใช้คำนวณเป็นดวงชะตาที่ส่งอิทธิพลตลอดปีถัดไป

Solstices-Equinoxesการปัดใต้สุดของดวงอาทิตย์ คือการสิ้นสุดของการโคจรปัดลงทางใต้ในปีนั้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการโคจรปัดขึ้นเหนือของปี จึงเปรียบเสมือนการเริ่มต้นปีใหม่ คล้ายๆกับในแต่ละวันที่ดวงอาทิตย์โคจรต่ำสุด (เมื่ออ้างอิงจากจุดที่เรายืนบนพื้นโลก) ซึ่งก็คือเวลาเที่ยงคืน ที่เราใช้เป็นจุดสิ้นสุดของวัน และเริ่มต้นเข้าสู่วันใหม่

ปีนี้ วันขึ้นปีใหม่ทางโหราศาสตร์ จะตรงกับวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2561 เวลา 5:23 น. นักโหราศาสตร์ก็มีเคล็ดลับที่จะทำให้ปีใหม่ที่จะมาถึงเป็นปีที่ดีสำหรับเรา ด้วยการใช้หลักปรัชญาที่ว่า “1 วันเสมือน 1 ปี” ที่มาจากการอุปมาอุปไมยว่า หนึ่งวันก็คือโลกหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบ ส่วนหนึ่งปีก็คือโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ ดังนั้น เราจะถือว่า ตั้งแต่ 5:23 น.ของวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคมนี้ จนถึง 5:23 น.ของวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม ซึ่งก็คือวันแรกของปีใหม่โหราศาสตร์ จะสามารถบ่งบอกชีวิตตลอดปีหน้าได้ทั้งปี

เพื่อให้ปีหน้าทั้งปี เราจะได้เจอแต่สิ่งดีๆ เราจึงต้องคิดแต่เรื่องดีๆ พูดแต่เรื่องดีๆ ทำแต่เรื่องดีๆ ตลอดวันปีใหม่ทางโหราศาสตร์ แล้วเราก็จะเจอแต่เรื่องดีๆไปตลอดปีใหม่เช่นกัน

ในแง่การเงิน เพื่อให้มีเงินเต็มกระเป๋าตลอดปี เราจึงถือเคล็ดว่าในวันปีใหม่นี้ เราก็จะต้องพกกระเป๋าที่มีเงินเต็มกระเป๋าเช่นกัน ซึ่งเคล็ดลับนี้ก็เป็นเคล็ดลับที่ได้จากการขอเงินจากพระจันทร์ทุกๆเดือน ที่ อ.จรัญ พิกุล ปรมาจารย์โหราศาสตร์ยูเรเนียนเมืองไทย ได้สอนลูกศิษย์เอาไว้

อีกเคล็ดหนึ่งที่ผมคิดขึ้นมาว่าน่าจะใช้ได้ผลเช่นกัน คือ ณ เวลาปีใหม่ ซึ่งปีนี้ตรงกับเวลา 5:23 น. ของวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2561 เราควรเริ่มต้นชีวิตดีๆ ด้วยการไหว้พระ สวดมนต์ ผมจึงเลือกบทสวดมนต์ที่เป็นการกล่าวถึงพระอาทิตย์ นั่นคือ บท โมรปริตร หรือบางทีก็เรียกว่า พรหมมนต์

โมรปริตต์ หรือพรหมมนต์ เป็นบทสวดมนต์ว่าด้วยพระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นนกยูง ทรงจัดการอารักขาด้วยมนต์นี้ทำให้นายพรานผู้แม้พยายามอยู่เป็นเวลานานก็ไม่สามารถจะจับพระองค์ได้ มนต์บทนี้เป็นการกล่าวนมัสการพระอาทิตย์และสมณพราหมณ์ผู้รู้ในพระธรรมทั้งปวงขอให้มาคุ้มครอง ทั้งเมื่อเวลาอาทิตย์ขึ้นจะไปหากิน และเวลาอาทิตย์ตกที่จะพักอยู่ในรัง การสวดมนต์บทนี้ในวันเวลาปีใหม่จึงเป็นการสร้างมงคลให้กับชีวิตของเราตลอดปีใหม่ได้อย่างดี โดยวิธีการสวดอาจสวดตามกำลังของพระอาทิตย์ คือ 6 จบก็น่าจะเหมาะสม ลองมาสวดต้อนรับปีใหม่กันนะครับ

โมรปริตร

อุเทตยญฺจกฺขุมา เอกราชา,
หริสฺสวณฺโณ ปฐวิปฺปภาโส.
ตํ ตํ นมสฺสามิ หริสฺสวณฺณํ ปฐวิปฺปภาสํ,
ตยชฺช คุตฺตา วิหเรมุ ทิวสํ.
เย พรฺาหฺมณา เวทคุ สพฺพธมฺเม,
เต เม นโม เต จ มํ ปาลยนฺตุ.
นมตฺถุ พุทฺธานํ นมตฺถุ โพธิยา,
นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา.
อิมํ โส ปริตฺตํ กตฺวา โมโร จรติ เอสนา.

อเปตยญฺจกฺขุมา เอกราชา
หริสฺสวณฺโณ ปฐวิปฺปภาโส.
ตํ ตํ นมสฺสามิ หรีสฺสวณฺณํ ปฐวิปฺปภาสํ,
ตยชฺช คุตฺตา วิหเรมุ รตฺตึ.
เย พฺรหฺมณา เวทคุ สพฺพธมฺเม,
เต เม นโม เต จ มํ ปาลยนฺตุ.
นมตฺถุ พุทฺธานํ นมตฺถุ โพธิยา,
นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา.
อิมํ โส ปริตฺตํ กตฺวา โมโร วาสมกปฺปยีติ.

คำแปล

พระอาทิตย์ เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราช มีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่างอุทัยขึ้นมา
เพราะเหตุนั้น ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง
ข้าทั้งหลาย อันท่านปกครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดวัน
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงซึ่งเวทในธรรมทั้งปวง
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้า
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระโพธิญาณ
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่วิมุตติธรรม
นกยูงนั้นได้กระทำปริตรอันนี้แล้ว จึงเที่ยวไปเพื่ออันแสวงหาอาหาร.

พระอาทิตย์นี้ เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราช มีสีเพียงดังสีแห่งทอง ย่อมอัสดงคตไป
เพราะเหตุนั้น ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง
ข้าทั้งหลาย อันท่านปกครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดคืน
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงซึ่งเวทในธรรมทั้งปวง
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้า
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระโพธิญาณ
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่วิมุตติธรรม
นกยูงนั้นได้กระทำปริตรอันนี้แล้ว จึงสำเร็จความอยู่แล.

 

โหราศาสตร์ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตอน 2 ่2 ธันวาคม, 2018

Posted by starseerblog in เกร็ดโหรา.
Tags:
add a comment

โดย พัลลาส Pallas@horauranian.com
เขียนครั้งแรก กันยายน 2550
ปรับปรุงเพิ่มเติม 2 ธ.ค. 2561

ในตอนแรก ผมได้เล่าเรื่องราวของโหราศาสตร์ที่ปรากฏอยู่ในนวนิยายเด็กชื่อดัง แฮร์รี่ พอตเตอร์ โดยหยิบยกมา 2 ประเด็นคือ บ้านทั้งสี่ในโรงเรียนฮอกวอตส์ และ บุคลิกของตัวละครตามวันเกิด อย่างไรก็ดี ยังคงมีประเด็นเกี่ยวกับโหราศาสตร์ในนวนิยายดังกล่าวอีก 3 ประเด็นที่ผมขอยกยอดมาเล่าในตอนที่ 2 เชิญติดตามได้เลยครับ

ประเด็นที่ 3 วิชาพยากรณ์ศาสตร์ (Divination) ในฮอกวอตส์

ในโรงเรียนฮอกวอตส์ วิชาพยากรณ์ศาสตร์ (Divination) เป็นวิชาเลือกที่นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป (ทั้งนี้ นักเรียนทุกคนจะได้รับการปูพื้นฐานด้วยการเรียนวิชาดาราศาสตร์ (Astronomy) ในปีที่ 1 ซึ่งก็ตรงกับหลักที่อาจารย์อารี สวัสดีเคยสอนไว้หลายครั้งว่า “โหร ถ้าไม่รู้จักดาว ก็ไปได้ไม่ไกล”) ในวิชาพยากรณ์ศาสตร์ นักเรียนจะได้เรียนเทคนิคการพยากรณ์ต่างๆ ตั้งแต่ โหราศาสตร์ (Astrology), การอ่านกากใบชา (Tea leaves), ไพ่ (Cartomancy), อ่านลายมือ (Palmistry), การพยากรณ์จากความฝัน (Dream Interpretation), การพยากรณ์จากลูกแก้ว (Crystal Ball), ทำนายกองไฟ (Fire-omens) ฯลฯ ในนวนิยายเรื่องนี้ เราพบว่า เจเค โรว์ลิ่ง มีความเข้าใจในความแตกต่างของพยากรณ์ศาสตร์ (Divination) และโหราศาสตร์ (Astrology) เป็นอย่างดี เมื่อเธอใช้คำว่าโหราศาสตร์ (Astrology) ก็จะหมายถึงการใช้ปัจจัยบนฟ้ามาพยากรณ์ แต่เมื่อพูดรวมๆทุกวิธีแล้ว ก็จะใช้คำว่า พยากรณ์ศาสตร์ (Divination) นั่นเอง

อาจารย์สอนวิชานี้ในฮอกวอตส์คือ ศาสตรารย์ ซีบิลล์ ทรีลอว์นีย์ ซึ่งเป็นลูกของเหลนของผู้พยากรณ์ที่มีชื่อเสียงและมีพรสวรรค์มากๆ (คาสซานดร้า ทรีลอว์นีย์) แม้ว่าคำพยากรณ์ของทรีลอว์นีย์หลายครั้งจะดูเหมือนการเดาสุ่ม แต่เธอก็มีคำพยากรณ์ที่แม่นยำอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะคำพยากรณ์ที่สำคัญที่สุดของเรื่องที่เธอกล่าวกับดัมเบิลดอร์ในร้านหัวหมู ซึ่งคำพยากรณ์นั้นถูกเก็บไว้ในกองปริศนา กระทรวงเวทมนตร์ (รายละเอียดอยู่ในเล่มที่ 5 ตอนภาคีนกฟีนิกซ์) นอกจากนี้ จากหลายๆเหตุการณ์ที่เธอเข้าไปเกี่ยวข้องพอจะบอกได้ว่า ทรีลอว์นีย์จะเน้นไปในทางการพยากรณ์ที่ไม่ใช้โหราศาสตร์มากกว่า (เธอมักจะกล่าวอ้างถึงญาณวิเศษหรือตาพยากรณ์ของเธออยู่เสมอ) พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ทรีลอว์นีย์เน้นการพยากรณ์ในแนวทางพรหมลิขิต (Fate) คือโชคชะตาถูกลิขิตไว้เรียบร้อยแล้ว

นอกจากศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์แล้ว ยังมีอาจารย์อีกคนหนึ่งที่สอนวิชาพยากรณ์ศาสตร์ นั่นคือ ฟีเรนซี (Firenze) ผู้ซึ่งเป็นเซ็นทอร์ (Centaur) หรือสัตว์ที่มีส่วนล่างเป็นม้า ส่วนบนเป็นมนุษย์ อีกนัยหนึ่งก็คือราศีธนูในจักรราศีนั่นเอง ฟีเรนซีสอนวิชาพยากรณ์ศาสตร์โดยเน้นไปในทางโหราศาสตร์ ให้นักเรียนดูดวงดาวจริงๆ ตอนหนึ่งฟีเรนซีกล่าวว่า “ฉันรู้ว่าพวกเธอได้เรียนชื่อของดาวเคราะห์ต่างๆและดวงจันทร์ของดาวเหล่านั้นในวิชาดาราศาสตร์ แล้วเธอยังทำแผนที่การโคจรไปบนสรวงสวรรค์ของดวงดาวทั้งหลายด้วย เซ็นทอร์สามารถไขปริศนาของการโคจรเหล่านี้ได้นานหลายศตวรรษมาแล้ว การค้นพบของเราสอนเราว่าอนาคตนั้นสามารถมองเห็นได้จากท้องฟ้าเบื้องบน” ที่น่าสนใจมากกว่านั้น ก็คือการที่ฟีเรนซีบอกว่า บางครั้งเซ็นทอร์ก็อ่านสัญญาณต่างๆผิดพลาดได้ ดังนั้น เรื่องสำคัญที่เขาต้องการทำไม่ใช่สอนสิ่งที่เขารู้ให้พวกนักเรียน แต่เป็นการปลูกฝังพวกเขาว่า ไม่มีอะไรเลย แม้กระทั่งความรู้ของพวกเซ็นทอร์ ที่ไม่มีที่ผิดเลย เรื่องนี้ก็ให้ข้อคิดที่ดีสำหรับนักโหราศาสตร์ว่า อย่าไปยึดมั่นกับคำพยากรณ์จนมากเกินไป หลายๆครั้ง นักโหราศาสตร์เองเป็นผู้แปลความหมายดวงดาวผิดพลาด เรื่องนี้ผมมองว่าคล้ายๆกับศาสตร์อื่นๆ เช่น การแพทย์ ที่การวินิจฉัยโรคใดๆที่เป็นเรื่องสำคัญ คนไข้ควรที่จะได้รับความเห็นที่ 2 จากแพทย์คนอื่น (Second Opinion) มาประกอบการตัดสินใจด้วย เป็นต้น ดังนั้น หากจะตัดสินใจในเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเกี่ยวกับธุรกิจ ผมแนะนำว่าควรปรึกษาจากนักโหราศาสตร์มากกว่า 1 ท่าน เพื่อลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้

ในทางโหราศาสตร์ เซ็นทอร์เป็นตัวแทนของราศีธนู มาจากเซ็นทอร์ที่ชื่อว่า ไครอน ผู้เปรื่องปราด เชี่ยวชาญวิชาการต่างๆ ทั้งดนตรี เภสัชกรรม การยิงธนู การใช้สมุนไพรทำยา ฯลฯ ที่สำคัญยังเป็นอาจารย์ของวีรบุรุษในตำนานกรีก-โรมันที่สำคัญๆ เช่น อคีลิส เฮอร์คิวลีส เจสัน พีลูส อีเนียส เป็นต้น ต่อมา มหาเทพซุสได้บันดาลให้ไครอนกลายเป็นกลุ่มดาวรูปเซ็นทอร์ถือธนูอยู่บนท้องฟ้า เรียกว่า กลุ่มดาวซาจิททอริอุส (Sagittarius) หรือกลุ่มดาวประจำราศีธนูนั่นเอง ความหมายของราศีธนู หมายถึง นักวางแผน ผู้มองการณ์ไกล เป็นคนที่มองภาพใหญ่มากกว่าจะสนใจภาพย่อย ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ฟีเรนซีจะกล่าวว่า “แต่ส่วนใหญ่เธอเสียเวลาไปเปล่าๆกับเรื่องไร้สาระเพื่อเยินยอตัวเองที่มนุษย์เรียกขานกันว่า การทำนายโชคชะตา แต่ฉันเอง มาที่นี่เพื่ออธิบายถึงปัญญาของพวกเซ็นทอร์ ซึ่งไม่ได้หมายความเจาะจงที่ใครคนใดคนหนี่งและไม่เข้าข้างใครเลย เราเฝ้าดูฟากฟ้าเพื่อหาแนวโน้มของความชั่วร้ายหรือการเปลี่ยนแปลงที่บางครั้งบางคราวได้จารึกไว้บนนั้น อาจต้องใช้เวลาถึงสิบปีที่จะแน่ใจว่าสิ่งที่เราเห็นนั้นคืออะไร” นี่เป็นอีกครั้งที่เจเคซ่อนความหมายของจักรราศีไว้ในตัวละครของเธออย่างแนบเนียน  

 

ประเด็นที่ 4 ชื่อตัวละครและความหมายแฝง

อัจฉริยภาพของเจเค โรว์ลิ่ง ผู้แต่งนิยายเรื่องนี้แสดงออกมาให้เห็นส่วนหนึ่งจากการตั้งชื่อตัวละครต่างๆ ที่แฝงความหมายจากตำนานเทพนิยายและดาราศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์อย่างแยกไม่ออก เริ่มจาก ชื่อของอาจารย์ประจำวิชาพยากรณ์ศาสตร์ ศาสตราจารย์ ซีบิลล์ ทรีลอว์นีย์ (Sibyll Trelawney หนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉบับ UK Edition สะกดว่า Sybill แตกต่างกับฉบับ US Edition ซึ่งสะกดว่า Sibyll) คำว่า “ซีบิล (Sibyll)” มาจากภาษาละติน แปลว่า นักพยากรณ์ ลักษณะการพยากรณ์ของซีบิลจะอยู่ในรูปแบบของการถ่ายทอดคำพยากรณ์จากพระเจ้าหรือเทพเจ้ามาสู่มนุษย์ เช่นจากเทพอพอลโล ฯลฯ โดยไม่จำเป็นต้องให้มีคนมาปรึกษาหรือสอบถาม ลักษณะก็คงตรงกับศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์ ที่มักพยากรณ์อนาคตให้นักเรียนทั้งๆที่ไม่มีใครถาม ในตำนาน ซีบิลที่มีชื่อเสียงมีอยู่หลายคน แต่ที่โด่งดังมากมีอยู่ 3 คน ได้แก่ Delphic Sibyl ที่พยากรณ์ในอำนาจแห่งเทพอพอลโล ณ วิหารเดลฟี เชิงเขา Parnassus ประเทศกรีซ, Erythraean Sibyl ผู้พยากรณ์การเกิดสงครามกรุงทรอย, และ Cumaean Sibyl ผู้พยากรณ์การมาของพระเยซู

บรรพบุรุษของศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์ (Grand-great-grandmother) ชื่อว่า คาสซานดร้า (Cassandra) เป็นแม่มดที่เป็นนักพยากรณ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคของเธอ ซึ่งชื่อของเธอก็ตรงกับ คาสซานดร้า ธิดาของท้าวเพรียม ผู้ซึ่งมีความสามารถในการพยากรณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำ ในตำนานสงครามเมืองทรอย เธอได้พยากรณ์ผลของสงครามกรุงทรอยได้อย่างถูกต้อง และเตือนไม่ให้ชาวทรอยนำม้าไม้ (Trojan horse) เข้ามาในเมือง แต่เทพอพอลโลสาปไว้ไม่ให้มีใครเชื่อคำพยากรณ์ของเธอ ในที่สุดเมืองทรอยก็ล่มสลาย      

อาจารย์อีกท่านหนึ่งในฮอกวอตส์ ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำบ้านกริฟฟินดอร์ คือศาสตราจารย์ มิเนอร์ว่า มักกอนนากัล (Minerva McGonagall) คำว่า มิเนอร์ว่า นั้นเป็นชื่อโรมันของเทพีอธีนาซึ่งเป็นชื่อกรีก เทพีมิเนอร์ว่าเป็นเทพีผู้ครองปัญญาและวิทยาการ ทำให้บรรดามหาวิทยาลัยต่างๆมักนำรูปของเธอเป็นตราสัญลักษณ์, อนุสาวรีย์ หรือรูปแบบอื่นๆ เช่น La Sapienza University ในโรม, Columbia University สหรัฐอเมริกา, University of Lincoln สหราชอาณาจักร ฯลฯ นอกจากนี้แล้ว ชื่อของเธอยังเป็นที่มาของเมืองเอเธนส์ (Athena => Athens) อีกด้วย ในฐานะที่ชนะเทพเจ้ามาร์สในการแข่งขัน (นามปากกาของผม Pallas ก็เป็นอีกชื่อหนึ่งของเทพีอธีนาเช่นกัน) ศาสตราจารย์มักกอนนากัลก็มีบุคลิกตรงกับเทพีมิเนอร์ว่าอยู่มาก เนื่องจากเป็นคนฉลาด มีความเป็นผู้ใหญ่ รวมถึงในด้านการต่อสู้ก็ไม่แพ้ใคร ทำให้สามารถรับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่แทนศาสตราจารย์ดับเบิลดอร์ได้อย่างเหมาะสม

พ่อบุญธรรมของแฮร์รี่ คือ ซิเรียส แบล็ค (Sirius Black) ชื่อซิเรียส มาจากชื่อของดาวฤกษ์ซิริอุส (Sirius) ซึ่งเป็นดาวที่สุกสว่างที่สุดในกลุ่มดาวหมาใหญ่ (Canis Major) ในเรื่องนี้ เจเค โรวลิ่ง นำมาใช้อย่างแนบเนียนด้วยการให้ซิเรียสแปลงร่างเป็นสุนัขดำ และใช้นามแฝงในกลุ่มเพื่อนว่า เท้าปุย (Padfoot) นั่นเอง

เดรโก มัลฟอย นักเรียนร่วมรุ่นของแฮร์รี่ ชื่อของเขา เดรโก (Draco) ก็จะตรงกับ กลุ่มดาวมังกร (Draco) ซึ่งอยู่ใกล้กับขั้วโลกเหนือ (กลุ่มดาวนี้มักถูกเรียกสับสนกับกลุ่มดาวในแถบจักรราศีที่เรียกว่า มกร เพราะมังกรหมายถึงงูใหญ่ ส่วนมกรหมายถึงแพะภูเขา ซึ่งไม่เหมือนกัน ดังนั้นในโหราศาสตร์จะมีแต่ราศีมกรเท่านั้น ไม่มีราศีมังกร) กลุ่มดาวมังกรก็หมายถึงงูใหญ่ ซึ่งก็ตรงกับสัญลักษณ์ของบ้านสลิธีริน ที่เดรโก มัลฟอย สังกัดอยู่

เพื่อนอีกคนหนึ่งของแฮร์รี่ที่มีบุคลิกแปลกๆ นั่นคือ ลูน่า เลิฟกู๊ด (Luna Lovegood) หรือ เลิฟกู๊ดสติเฟื่อง นั่นเอง คำว่า ลูน่า (Luna) นั้นหมายถึงพระจันทร์ในภาษาละติน ซึ่งในตำนานกรีกหมายถึง เทพีซีลีนี ผู้ลึกลับและนำเราไปสู่ห้วงจินตนาการเพื่อเปิดเผยความจริง บ่งบอกถึงด้านในของชีวิต (รายละเอียดสามารถอ่านได้ในบท ไพ่หมายเลข 2 The High Priestess นักบวชหญิง ในหนังสือ ชี้ทางชีวิตด้วยไพ่เมเจอร์ ) ซึ่งคล้ายคลึงกับบุคลิกของลูน่าที่มักจะมองโลกด้วยแง่มุมแปลกๆ เต็มไปด้วยจินตนาการ และเชื่อว่าทุกเรื่องมีความลี้ลับซ่อนอยู่ ทำให้ค่อนข้างแปลกแยกจากคนอื่น ไม่ค่อยมีใครกล้ามาคุยด้วย

 

ประเด็นที่ 5 พรหมลิขิตหรือกรรมลิขิต (Fate or Freewill)

นวนิยายเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้แตะประเด็นสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในโหราศาสตร์ นั่นคือ พรหมลิขิต หรือ กรรมลิขิต (Fate or Freewill) ในอดีต มักมีความเชื่ออยู่ว่า ชะตาชีวิตของมนุษย์ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่กำเนิดแล้ว ดังนั้น เหตุการณ์ต่างๆในชีวิตมนุษย์จะสามารถบอกได้อย่างชัดเจนจากดวงชะตากำเนิด มนุษย์ไม่สามารถฝืนชะตาฟ้าลิขิตไปได้ ทัศนคตินี้ยังคงฝังรากลึกในความเชื่อของคนทั่วไปจนถึงปัจจุบัน ความเชื่อลักษณะนี้เรียกได้ว่า “เชื่อในพรหมลิขิต (Fate)”

อย่างไรก็ตาม โหราศาสตร์แนวใหม่ โดยเฉพาะโหราศาสตร์แบบวิทยาศาสตร์ ดังเช่น โหราศาสตร์ยูเรเนียน มีแนวคิดที่แตกต่างออกไป โดยเชื่อว่า มนุษย์มีทางเลือก และสามารถเลือกดำเนินชีวิตตามความต้องการของแต่ละคนได้ แต่คงอยู่ในภายใต้กรอบของกฎแห่งกรรม ดังนั้น โหราศาสตร์ในแนวคิดจึงเป็นเพียงเครื่องมือในการบอกแนวโน้มของชีวิต ซึ่งมนุษย์สามารถนำไปประกอบในการตัดสินใจเรื่องต่างๆในชีวิตต่อไป ความเชื่อนี้ผมขอเรียกว่า “เชื่อในกรรมลิขิต (Freewill)”

นวนิยายแฮร์รี่ พอตเตอร์ กล่าวถึงเรื่องนี้หลายตอน เช่นในเล่มที่ 2 ตอนห้องแห่งความลับ บทที่ 18 แฮร์รี่ได้ถามศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ว่า หมวกคัดสรรบอกว่าแฮร์รี่จะทำได้ดีทีเดียวถ้าอยู่บ้านสลิธีริน เพราะพูดภาษาพาร์เซลได้ (ภาษาที่พูดคุยกับงู) อีกทั้งได้รับถ่ายทอดพลังบางอย่างจากโวลเดอมอร์ในคืนที่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ให้แฮร์รี่ รวมถึงมีคุณสมบัติหลายอย่างที่ซัลลาซาร์ สลิธีริน ผู้ก่อตั้งบ้านสลิธีรินให้ความสำคัญมาก แล้วทำไมหมวกยังส่งแฮร์รี่ไปอยู่บ้านกริฟฟินดอร์ คำตอบก็คือ แฮร์รี่เลือกที่จะไม่ไปอยู่บ้านสลิธีรินนั่นเอง ดัมเบิลดอร์ได้สรุปว่า สิ่งที่ทำให้แฮร์รี่แตกต่างจากโวลเดอมอร์ นั่นคือ การเลือกของคนเรานั่นเองที่จะแสดงให้เห็นว่าจริงๆแล้วเราเป็นคนอย่างไร ยิ่งไปเสียกว่าความสามารถของเรามากนัก

อีกตอนหนึ่งในเล่มที่ 5 ตอนภาคีนกฟีนิกซ์ บทที่ 37 เมื่อดัมเบิลดอร์ได้ให้แฮร์รี่ได้ฟังคำพยากรณ์ของซีบิลล์ ทรีลอว์นีย์ว่า “ผู้มีอำนาจจะปราบเจ้าแห่งศาสตร์มืดใกล้เข้ามาแล้ว…เกิดกับคนที่ท้าทายเขาถึงสามหน เกิดเมื่อเดือนที่เจ็ดวางวาย…และเจ้าแห่งศาสตร์มืดจะทำเครื่องหมายเขาในฐานะผู้เท่าเทียม แต่เขานั้นจะมีอำนาจที่เจ้าแห่งศาสตร์มืดหารู้จักไม่…และคนหนึ่งจะต้องตายด้วยน้ำมือของอีกคน เพราะทั้งสองจะไม่อาจอยู่ได้ถ้าอีกคนยังอยู่รอด” ตอนที่โวลเดอมอร์ได้ยินคำพยากรณ์นี้จากบริวารของเขา เขาได้ยินเพียงแค่ถึงตอนที่ว่า เกิดเมื่อเดือนที่เจ็ดวางวาย เท่านั้น ซึ่งเด็กที่เกิดวันสุดท้ายของเดือนกรกฎาคม และเกิดกับพ่อแม่ที่ได้ท้าทายโวลเดอมอร์มาแล้วสามครั้ง มีอยู่ 2 คน นั่นคือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ และเนวิลล์ ลองบัตท่อม อย่างไรก็ดี โวลเดอมอร์นั่นเองเป็นผู้เลือกที่จะทำเครื่องหมายเขาในฐานะผู้เท่าเทียมกับแฮร์รี่ ไม่ใช่เนวิลล์ นี่เป็นอีกครั้งที่ การเลือกของมนุษย์ส่งผลมากกว่าคำพยากรณ์เพียงอย่างเดียว

ตอนที่ผมชอบมากอีกตอนหนึ่งอยู่ในเล่มที่ 6 ตอนเจ้าชายเลือดผสม บทที่ 23 ตอนนี้ดัมเบิลดอร์พยายามที่จะสอนให้แฮร์รี่เข้าใจถึงอำนาจที่เจ้าแห่งศาสตร์มืดหารู้จักไม่ นั่นคือ ความรัก ดัมเบิลดอร์พูดตอนหนึ่งว่า “แต่แฮร์รี่ อย่าลืมเด็ดขาดว่า สิ่งที่คำพยากรณ์บอกจะมีความสำคัญก็ต่อเมื่อโวลเดอมอร์ทำให้มันเป็นไปดังนั้น ฉันบอกเธอเรื่องนี้แล้วเมื่อปลายปีก่อน โวลเดอมอร์เจาะจงเลือกว่าเธอคือคนที่จะเป็นอันตรายต่อเขามากที่สุด และเมื่อทำเช่นนั้น เขาทำให้เธอกลายเป็นคนที่อันตรายต่อเขามากที่สุด!” จากนั้นดัมเบิลดอร์พยายามที่จะสอนให้แฮร์รี่ตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกที่จะทำ มากกว่า การปล่อยให้เป็นไปตามคำพยากรณ์อย่างเดียว “แน่นอน เธอต้องทำ! แต่ไม่ใช่เพราะคำพยากรณ์! เพราะเธอ ตัวเธอเองนั่นละ จะไม่มีวันหยุดจนกว่าเธอจะได้พยายามทำ! ..” “..เธอเป็นอิสระที่จะเลือกทางของเธอเอง อิสระที่จะหันหลังให้คำพยากรณ์นั่นได้! ..” ตอนท้ายของบท แฮร์รี่ก็เข้าใจว่า มันมีความแตกต่างกันระหว่างการถูกลากตัวเข้าไปในสังเวียนเพื่อเผชิญหน้าการต่อสู้ที่ถึงตาย กับการเดินเข้าไปในสังเวียนด้วยหัวที่เชิดสูง บางคนอาจจะพูดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยนักที่ได้เลือกระหว่างทางทั้งสองนี้ แต่ดัมเบิลดอร์และแฮร์รี่ต่างก็รู้ว่า นั่นคือความแตกต่างทั้งมวลในโลกนี้

ในนวนิยายเรื่องนี้ หลายๆตอนมักทำให้คนอ่านรู้สึกว่าวิชาพยากรณ์ศาสตร์เป็นเรื่องเหลวไหล ไม่น่าเชื่อ จากบุคลิกที่น่าขบขันของศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์ อย่างไรก็ดี เจเค โรว์ลิ่งกลับเขียนให้เป็นไปว่า คำพยากรณ์สำคัญหลายๆครั้งของทรีลอว์นีย์กลับมีความแม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับผมแล้ว ผมว่าประเด็นที่เจเคพยายามจะสื่อให้คนอ่านรับรู้ก็คือ ไม่ว่าคำพยากรณ์จะเป็นอย่างไร มนุษย์นั่นเองที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกที่จะทำหรือไม่ทำ ไม่ใช่คำพยากรณ์ ความแตกต่างระหว่างการเลือกที่จะทำ กับการทำตามคำพยากรณ์ที่คนอื่นบอก สร้างผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างมาก แน่นอนการเลือกเองของมนุษย์ย่อมเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่า ประเด็นนี้เองที่ผมรู้สึกว่าคือหัวใจของนวนิยายเด็กเรื่องนี้  

 

โหราศาสตร์ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตอน 1 ่19 พฤศจิกายน, 2018

Posted by starseerblog in เกร็ดโหรา.
Tags:
add a comment

โดย พัลลาส Pallas@horauranian.com
เขียนครั้งแรก สิงหาคม 2550
ปรับปรุงเพิ่มเติม 19 พ.ย. 2561

โหราศาสตร์ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตอน 1 ว่าด้วย บ้านทั้งสี่กับธาตุสี่ และบุคลิกของตัวละครตามราศีเกิด

แฮร์รี่ พอตเตอร์ (Harry Potter) เป็นนวนิยายสำหรับเด็กที่ขายดีที่สุดในโลก ประพันธ์โดย J K Rowling ชาวอังกฤษ นวนิยายเรื่องนี้เป็นนวนิยายชุด มีทั้งหมด 7 ตอน ตั้งแต่วางแผงในประเทศสหราชอาณาจักรครั้งแรกเมื่อปี 2540 ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการหนังสือเด็ก ที่ได้รับการแปลมากกว่า 80 ภาษา และสามารถขายได้กว่า 500 ล้านเล่มทั่วโลก

HarryPotterPoster

เรื่องราวในนวนิยายเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับโลกพ่อมดแม่มด มีการผูกเรื่องไว้อย่างซับซ้อนและสนุกสนาน บ่งบอกถึงความเป็นอัจฉริยะของผู้ประพันธ์ เรื่องราว ชื่อตัวละคร ชื่อสถานที่ และเนื้อหาได้ประมวลความรู้จากหลากสาขาวิชาเข้าด้วยกัน ทั้งประวัติศาสตร์ ปรัชญา จิตวิทยา มนุษยวิทยา อักษรศาสตร์ ดาราศาสตร์ รวมไปถึงโหราศาสตร์อีกด้วย

เมื่อผมอ่านนวนิยายเรื่องนี้ครั้งแรกนั้น ก็อ่านด้วยความเพลิดเพลิน ไม่ได้สังเกตเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ ต่อมา เมื่อกลับมาอ่านอีกครั้ง ก็สังเกตพบว่า เจ เค โรว์ลิ่ง ได้ซ่อนประเด็นสำคัญๆที่เกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์ไว้ในเนื้อเรื่องอย่างแยบยล แม้ว่าเธอไม่เคยเปิดเผยว่า เธอมีความรู้ทางโหราศาสตร์หรือไม่ แต่เนื้อหาในนวนิยายก็บอกอย่างชัดเจนว่าเธอมีความรู้ทางโหราศาสตร์อยู่พอสมควร ที่สำคัญผมเชื่อว่า นักศึกษาโหราศาสตร์สามารถเรียนรู้โหราศาสตร์จาก นวนิยายเรื่องนี้ได้ไม่น้อยเช่นกัน

บทความนี้ผมตั้งใจที่จะหยิบยกประเด็นทางโหราศาสตร์ที่ผมสังเกตพบจากนวนิยายเรื่องนี้ บางเรื่องเมื่อค้นในอินเตอร์เน็ตแล้วพบว่ามีคนกล่าวถึงอยู่บ้าง แต่มีส่วนที่ผมไม่เห็นด้วยในรายละเอียด ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีความเห็นแตกต่างกัน การพูดคุยถกเถียงในเรื่องทำนองนี้มักจะทำให้ผู้ร่วมเสวนาได้รับความรู้มากขึ้นอยู่เสมอ

ประเด็นที่ 1: บ้านทั้งสี่ในโรงเรียนฮอกวอตส์

ฉากสำคัญของเรื่องนี้คือ โรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์ (Hogwarts School of Witchcraft and Wizardry) ซึ่งตัวละครหลักคือแฮร์รี่ พอตเตอร์ เรียนอยู่ที่นั่น โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนประจำ ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วจะต้องแบ่งนักเรียนออกเป็นบ้าน สำหรับฮอกวอตส์นั้นแบ่งเป็น 4 บ้าน ได้แก่ กริฟฟินดอร์ (Gryffindor), ฮัฟเฟิลพัฟ (Hufflepuff), เรเวนคลอ (Ravenclaw) และสลิธีริน (Slytherin) ในแต่ละปี เมื่อโรงเรียนเปิดเทอม นักเรียนใหม่จะได้รับการคัดสรรเข้าบ้านแต่ละบ้านโดยการสวมหมวกคัดสรร (Sorting Hat) ลงบนศีรษะ และหมวกคัดสรรจะตัดสินใจเลือกบ้านให้กับเด็กแต่ละคน

ในแต่ละปี หมวดคัดสรรจะร้องเพลงที่เป็นการอธิบายคุณสมบัติต่างๆที่บ้านทั้งสี่ของฮอกวอตส์ต้องการ หากนักโหราศาสตร์อ่านคุณสมบัติของแต่ละบ้านดีๆก็จะพบว่า บ้านทั้งสี่ก็คือตัวแทนของธาตุทั้งสี่หรือมหาภูตรูป ไฟ ดิน ลม น้ำ นั่นเอง เราลองทวนบทเพลงของหมวกคัดสรรจากภาคแรกดูนะครับ

“..เธออาจไปอยู่บ้านกริฟฟินดอร์ ซึ่งเป็นหอของผู้กล้าหัวใจสิงห์
ชอบท้าทายเป็นวีรบุรุษยิ่ง นี่คือสิ่งสัญลักษณ์กริฟฟินดอร์
ฮัฟเฟิลพัฟอาจเป็นแห่งที่เธอไป บ้านนี้ไว้คนทนไม่ย่อท้อ
ยุติธรรมภักดีไม่รีรอ ไม่สอพลอไม่เกี่ยงงานวานก็ทำ
พวกฉลาดไปอยู่เรเวนคลอ บ้านนี้ขอคนเก่งพูดขันขำ
อีกเรียนรู้วิชาการเป็นประจำ สิ่งสำคัญคือต้องมีความรู้ดี
หรือเธออาจไปอยู่สลิธีริน ซึ่งเป็นถิ่นพบมิตรแท้ชีวิตนี่
ฉลาดโกงใช้ทุกยุทธวิธี ให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ใจต้องการ..”

หลังจากอ่านนิยายเรื่องนี้หลายๆรอบ ผมได้สังเกตและตั้งสมมติฐานว่า บ้านกริฟฟินดอร์ มีลักษณะของธาตุไฟ บ้านฮัฟเฟิลพัฟมีลักษณะของธาตุดิน บ้านเรเวนคลอมีลักษณะของธาตุลม และบ้านสลิธีรินมีลักษณะของธาตุน้ำ จากนั้นผม ได้รวบรวมคุณลักษณะของบ้านแต่ละหลังได้ดังนี้

กริฟฟินดอร์

  • บุคลิก: กล้าหาญ
  • สัตว์ประจำบ้าน: สิงโต
  • สี: แดง และ ทอง
  • อาจารย์ประจำบ้าน: มิเนอร์ว่า มักกอนนากัล

ฮัฟเฟิลพัฟ

  • บุคลิก: อดทน
  • สัตว์ประจำบ้าน: แบดเจอร์
  • สี: เหลือง และ ดำ
  • อาจารย์ประจำบ้าน: โพโมน่า สเปราต์

เรเวนคลอ

  • บุคลิก: ฉลาด
  • สัตว์ประจำบ้าน: อินทรี
  • สี: น้ำเงิน และ บรอนซ์
  • อาจารย์ประจำบ้าน: ฟิลิอัส ฟลิตวิก

สลีธิริน

  • บุคลิก: มีเล่ห์เหลี่ยม
  • สัตว์ประจำบ้าน: งู
  • สี: เขียว และ เงิน
  • อาจารย์ประจำบ้าน: เซเวอร์รัส สเนป

เริ่มจากบ้านกริฟฟินดอร์ ซึ่งมีตัวละครหลักของเรื่องทั้งสามคนอยู่ในบ้านหลังนี้ คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์, รอน วีสลีย์และ เฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์ จุดเด่นของบ้านนี้คือมีความกล้าหาญ ชอบผจญภัย และไม่ได้อยู่ในกรอบกติกาซักเท่าไหร่ (พูดง่ายๆคือชอบแหกกฎนั่นเอง) ที่สำคัญคือมักเป็นบ้านที่ได้รับรางวัลบ้านดีเด่นประจำปีอยู่เสมอ ลักษณะเหล่านี้ตรงกับราศีธาตุไฟ หรือราศีเมษ สิงห์ ธนู ซึ่งอาจารย์วิโรจน์ได้สรุปไว้ว่า “รุก บุกเบิก ขยาย” สำหรับสัตว์ประจำบ้านของกริฟฟินดอร์นั้นคือสิงโต ซึ่งก็ชัดเจนว่าหมายถึง ราศีสิงห์ ส่วนศาสตราจารย์มักกอนนากัล อาจารย์ประจำบ้านกริฟฟินดอร์นั้นเป็นอาจารย์สอนวิชาแปลงร่าง ที่มีลักษณะเด่นคือ อยากให้บ้านที่ตนเองดูแลอยู่ชนะการแข่งขันกีฬาควิดดิช (ด้วยความยุติธรรม) ซึ่งการแข่งขันกีฬาก็หมายถึงราศีสิงห์นั่นเอง (อย่างไรก็ตามเนื่องจากศาสตราจาย์มักกอนนากัลเกิด 4 ต.ค. ราศีตุล จึงมีลักษณะของความเป็นผู้รักความยุติธรรมและสมานฉันท์ปนอยู่ด้วย)

ธาตุดิน หรือบ้านฮัฟเฟิลพัฟ เป็นบ้านที่ดูจะเงียบๆ ไม่มีตัวละครที่เด่นมากนัก บุคลิกของบ้านนี้คือความอดทนมานะพยายาม ซึ่งตรงกับลักษณะของธาตุดิน ที่มีลักษณะของความมั่นคง อุตสาหะ จริงจัง สงบเสงี่ยม ตัวละครในเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่เด่นที่สุดของบ้านนี้คือ เซดริก ดิกกอรี่ ตัวแทนของฮอกวอตส์ที่เข้าแข่งขันประลองเวทไตรภาคีร่วมกับแฮร์รี่ในภาคที่สี่ คำบรรยายบุคลิกของเซดริกที่ดีและตรงกับธาตุดินมากที่สุด น่าจะมาจากคำพูดของศาสตราจารย์ดับเบิลดอร์ อาจารย์ใหญ่ที่ว่า “..เซดริกเป็นบุคคลตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงคุณสมบัติมากมายหลายประการที่ทำให้บ้านฮัฟเฟิลพัฟโดดเด่น เขาเป็นเพื่อนที่ดีและไม่เปลี่ยนแปรเป็นอื่น เขาขยันและเห็นคุณค่าของการเล่นตามกฎกติกา..” เมื่อเรามาพิจารณาสัตว์ประจำบ้านฮัฟเฟิลพัฟคือตัวแบดเจอร์ (Badger) ซึ่งเป็นสัตว์ที่ชอบขุดรูอยู่ในดิน ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าหมายถึงธาตุดินนั่นเอง สำหรับอาจารย์ประจำบ้านนั้นคือ ศาสตราจารย์สเปราต์ อาจารย์ผู้สอนวิชาสมุนไพรศาสตร์ (เกิด 15 พ.ค. ราศีพฤษภ ธาตุดิน) ที่สอนนักเรียนเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้และพืชสมุนไพรซึ่งก็เกี่ยวข้องกับดินอีกเช่นเคย พอมาในเรื่อง Fantastic Beasts ตัวเอกของเรื่อง นิวท์ สคามันเดอร์ ผู้เขียนหนังสือ สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสัตว์วิเศษ ตอนเป็นนักเรียนก็อยู่บ้านฮัฟเฟิลพัฟ สมกับบุคลิกความสนใจของเขา

บ้านเรเวนคลอ บ้านของคนฉลาด ชอบเรียนรู้ ตรงกับลักษณะของธาตุลมที่อาจารย์ประยูรได้ให้คุณสมบัติไว้ว่า “ชอบเรียนรู้ รวดเร็ว มีความสามารถในการปรับตนให้เข้ากับเหตุการณ์” สัญลักษณ์ประจำบ้านคือ นกอินทรี ซึ่งเป็นนกที่แข็งแรง บินเร็ว และมองได้ไกล การที่มีสัตว์ประจำบ้านเป็นนกที่บินอยู่ในอากาศเป็นการสะท้อนถึงความเป็นธาตุลมของบ้านหลังนี้เช่นกัน อาจารย์ประจำบ้านคือศาสตราจารย์ฟลิตวิก อาจารย์สอนวิชาเวทมนตร์คาถา (เกิด 17 ต.ค. ราศีตุล ธาตุลม) เป็นพ่อมดตัวเล็กที่ต้องยืนบนตั้งหนังสือจึงจะสูงพ้นโต๊ะเล็กเชอร์ แต่ความสามารถด้านเวทมนตร์อยู่ในระดับแนวหน้า เคยชนะการแข่งขันดวลเวทมนตร์สมัยยังหนุ่ม แสดงถึงความสามารถในการปรับตัวของศาสตราจารย์ฟลิตวิกที่แม้จะตัวเล็กแต่ก็พัฒนาความสามารถด้านเวทมนตร์มาชดเชยความด้อยทางร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม

บ้านหลังสุดท้ายซึ่งผมเชื่อว่าเป็นธาตุน้ำ ค่อนข้างโชคร้ายเพราะเจ เค โรว์ลิ่ง วางตัวละครตัวร้ายไว้ในบ้านหลังนี้ เช่น โวลเดอมอร์, มัลฟอย ฯลฯ ดังนั้น ลักษณะที่ปรากฏออกมาจึงเป็นไปในทางลบเป็นส่วนใหญ่ (นักศึกษาโหราศาสตร์ต้องระลึกว่านี่เป็นนวนิยาย ย่อมสร้างบทบาทตัวละครให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ฝ่ายไหนคือฝ่ายดี ฝ่ายไหนคือฝ่ายร้าย ดังนั้น หากจะนำไปใช้พยากรณ์จริงก็อย่าลืมด้านบวกของธาตุน้ำด้วย) หมวกคัดสรรระบุลักษณะของเด็กที่เข้าบ้านสลิธีรินไว้ว่า เป็นคนที่มุ่งความสำเร็จ บรรลุเป้าหมาย โดยไม่สนใจวิธีการ หรือเรียกว่า ฉลาดแกมโกง ลักษณะของธาตุน้ำในทางโหราศาสตร์ ได้แก่ ช่างคิดช่างฝัน ลึกซึ้ง มีความรู้สึกไว เจ้าอารมณ์ ลึกลับ ดังนั้น การที่บ้านสลิธีรินมี งู เป็นสัญลักษณ์อันหมายถึงความลึกลับ จึงสะท้อนลักษณะของธาตุน้ำ อาจารย์ประจำบ้านสลิธีรินคือ ศาสตราจารย์ เซเวอรัส สเนป อาจารย์ประจำวิชาการปรุงยา (เกิด 9 ม.ค. ราศีมกร ธาตุดิน ซึ่งส่งผลให้สเนปเป็นคนจริงจัง แทบไม่เคยพูดเล่นเลย) ลักษณะเด่นของสเนปคือ ความเจ้าคิดเจ้าแค้นที่มีต่อพ่อของแฮร์รี่ และความลึกลับที่ไม่ทราบว่าเขาอยู่ฝ่ายดับเบิลดอร์หรือฝ่ายโวลเดอมอร์กันแน่ (ตอนนี้เฉลยแล้วว่า สเนป คือผู้มีความรักลึกซึ้งต่อ ลิลี่ เอฟเวนส์ แม่ของแฮร์รี่ และเสียสละได้ทุกอย่างเพื่อให้แฮร์รี่ ลูกชายของลิลี่ ปลอดภัย แม้กระทั่งชีวิตของตน แปลว่าในดวงของสเนป ถ้าคำนวณกันจริงๆ น่าจะมีราศีพิจิกเด่น) เท่าที่ผมสังเกตพบว่า ลักษณะของบ้านสลิธีรินจะมาจากด้านลบของราศีพิจิกและราศีมีนเป็นหลัก ส่วนราศีกรกฎมีอิทธิพลค่อนข้างน้อย

มีบทความ “Harry Potter and the Astrologer’s Chart” โดย Neil Spencer ในเว็บไซต์ของสมาคมโหราศาสตร์แห่งเกรทบริเตน (The Astrological Association of Great Britain) กล่าวถึงเรื่องบ้านทั้งสี่ว่ามาจากราศีทวารทั้งสี่คือ เมษ-กริฟฟินดอร์, กรกฎ-ฮัฟเฟิลพัฟ, ตุล-เรเวนคลอ และมกร-สลิธีริน ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเนื่องจากลักษณะเด่นของบ้านฮัฟเฟิลพัฟคือความอดทน มานะพยายาม และความภักดี ซึ่งไม่ตรงกับราศีกรกฎที่หมายถึงความอ่อนไหว อ่อนโยน และเต็มไปด้วยความรู้สึก จึงขออนุญาตนำมาบันทึกความเห็นไว้เพื่อให้ผู้อ่านได้ลองพิจารณาต่อไป

ประเด็นที่ 2: บุคลิกของตัวละครตามวันเกิด

ในนิยายเรื่องนี้ เจ เค ได้สอดแทรกข้อมูลวันเกิดของตัวละครสำคัญๆไว้เป็นระยะ นอกจากนั้นสำหรับตัวละครบางคนที่เธอไม่ได้ระบุในนวนิยาย เธอได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของเธอ, การให้สัมภาษณ์ หรือกิจกรรมพบปะแฟนๆแฮร์รี่ จากการรวบรวมข้อมูลดังกล่าว ทำให้ผมเชื่อว่า เจ เค มีความรู้โหราศาสตร์อยู่พอสมควร โดยเฉพาะลักษณะของคนตามราศีที่ดวงอาทิตย์สถิต (Sun Sign) เพราะเธอสามารถบรรยายขยายความลักษณะของตัวละครแต่ละคนได้สอดคล้องกับโหราศาสตร์ ซึ่งนักศึกษาโหราศาสตร์สามารถเรียนรู้ความหมายของแต่ละราศีได้จากนวนิยายเรื่องนี้แน่นอน ทั้งนี้ มีเว็บไซต์โหราศาสตร์บางแห่งได้ผูกดวงชะตาของตัวละครขึ้นมาเพื่ออธิบายเรื่องราวในนวนิยายกับดวงชะตา แต่ผมขออนุญาตข้ามเรื่องดวงชะตาไป เพราะผมไม่คิดว่า เจ เค จะผูกดวงชะตาของตัวละครแต่ละคนเพื่อเขียนนวนิยายเรื่องนี้ออกมา และถึงคำนวณได้ก็ไม่น่าจะเป็นประโยชน์กับนักศึกษาโหราศาสตร์สักเท่าไหร่

เริ่มต้นด้วยแฮร์รี่ พอตเตอร์ พระเอกของเรื่อง วันเกิดของแฮร์รี่ของวันที่ 31 กรกฎาคม (วันเดียวกับวันเกิดของเจ เค โรว์ลิ่ง) ตรงกับราศีสิงห์ ราศีของผู้นำ บุคคลผู้มีชื่อเสียง ซึ่งตรงกับแฮร์รี่อย่างยิ่ง เพราะแฮร์รี่โด่งดังในโลกของพ่อมดแม่มดในนามของเด็กชายผู้รอดชีวิต ตั้งแต่อายุเพียง 1 ขวบเท่านั้น ในด้านความเป็นผู้นำนั้น ด้วยความเป็นพระเอกของเรื่อง แฮร์รี่จะเป็นผู้นำของกลุ่มเพื่อนๆในทุกๆภาค ไม่ว่าจะมีใครให้ความเห็นหรือคำแนะนำอย่างไร แฮร์รี่จะเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้ายเสมอ ความเป็นสิงห์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ความกล้าหาญ แฮร์รี่ไม่เคยกลัวในภยันตรายใดๆ แม้ว่าเขาจะเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะทำลายของลอร์ดโวลเดอมอร์ เขาตรงเข้าต่อสู้อย่างกล้าหาญเสมอ นอกจากนั้น แฮร์รี่ไม่ชอบการถูกบังคับหรืออยู่ในกฎเกณฑ์ ยามใดที่เขาถูกขีดเส้นให้อยู่ในกรอบ ขาดความอิสระ เขาจะออกอาการหัวเสีย หงุดหงิด ซึ่งเราเห็นได้ชัดในภาค 5 ภาคีนกฟีนิกซ์ เมื่อศาสตราจารย์อัมบริดจ์ได้ตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาในโรงเรียนอย่างมากมาย แฮร์รี่ไม่สามารถทนอยู่ในกรอบเช่นนั้นได้ พยายามแหกกฎจนถูกลงโทษ และจับมือกับเพื่อนๆตั้งกองทัพดัมเบิลดอร์ขึ้นมาอย่างลับๆเพื่อต่อต้านอำนาจของอัมบริดจ์ แง่ลบของความเป็นสิงห์ในตัวแฮร์รี่แสดงให้เห็นชัดเจนในภาค 5-7 เมื่อเขาจะแสดงอาการหงุดหงิดฉุนเฉียวอยู่เสมอ เมื่อถูกตีกรอบหรือปิดกั้น แม้ว่ากรอบเหล่านั้นจะมาจากคนที่รักเขาอย่างดับเบิลดอร์ก็ตาม ในด้านความต้องการเอาชนะของสิงห์นั้น เจเค โรว์ลิ่งได้สอดแทรกเอาไว้อย่างกลมกลืน ในภาค 5 ภาคีนกฟีนิกซ์ เมื่อแฮร์รี่ทราบข่าวว่าทั้งรอนและเฮอร์ไมโอนีได้รับการแต่งตั้งเป็นพรีเฟ็คหรือหัวหน้านักเรียน แทนที่เขาจะรู้สึกดีใจที่เพื่อนรักได้รับตำแหน่ง เขากลับรู้สึกไม่พอใจเพราะเขาคาดหวังว่าควรจะเป็นเขาที่ได้รับตำแหน่งดังกล่าว เพราะเขาคิดว่าเขาดีกว่าคนอื่นๆ “..ฉันทำอะไรมากกว่าแน่ๆ ฉันทำมามากกว่าสองคนนั่น..” อย่างไรก็ตาม เมื่อตั้งสติได้ เขาจึงระงับความคิดแง่ลบเช่นนั้น และกลับมายินดีกับความสำเร็จของเพื่อนรัก

เพื่อนของแฮร์รี่อีกคนหนึ่งที่เกิดวันเดียวกันคือ เนวิลล์ ลองบัตท่อม เมื่อผมอ่านเรื่องนี้ครั้งแรก ผมรู้สึกว่า เจเคต้องวางบุคลิกภาพของเนวิลล์ เด็กชายผู้เกิดวันเดือนปีเดียวกับแฮร์รี่ ผิดแน่ๆ เพราะบุคลิกของเนวิลล์ออกไปในทางไม่สู้คน ไม่มีความเป็นผู้นำ แต่เมื่ออ่านถึงตอนท้ายของภาคแรก ความเป็นสิงห์ในตัวของเนวิลล์ก็ปรากฏออกมาเมื่อเขาพยายามขัดขวางเพื่อนรักทั้งสามคือแฮร์รี่ รอน และเฮอร์ไมโอนี ไม่ให้หนีออกไปนอกตึกซึ่งผิดกฎ คำพูดของเนวิลล์แสดงถึงความเป็นสิงห์ที่ซ่อนอยู่ในตัวเขา “..อย่าเรียกฉันว่าปัญญาอ่อน ฉันไม่คิดว่าพวกนายควรทำผิดกฎมากไปกว่านี้แล้ว และนายเองเป็นคนบอกกับฉันให้ยืนหยัดสู้กับคนอื่น.” และศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ก็ได้ให้ข้อสรุปถึงความกล้าหาญของเนวิลล์ในเรื่องดังกล่าวว่า “..ความกล้าหาญทุกรูปแบบ ต้องใช้ความแกร่งกล้าอย่างมากที่จะยืนหยัดต่อสู้ศัตรู แต่ต้องมีความกล้ามากกว่านั้นที่จะยืนหยัดต่อเพื่อนของเรา..” เมื่อเราติดตามนิยายเรื่องนี้มายังเล่มหลังๆ เราก็จะพบว่า เนวิลล์เป็นเด็กที่มีความกล้าหาญอย่างยิ่ง เขาเป็นหนึ่งในกองทัพดับเบิลดอร์และเข้าร่วมการต่อสู้สำคัญๆทุกครั้งโดยไม่กลัวอันตราย ทั้งนี้ สำหรับนักโหราศาสตร์แล้ว เมื่อเราพบว่าเจ้าชะตามีอาทิตย์อยู่ในราศีสิงห์ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำออกมาอย่างชัดเจน แต่เราต้องดูจุดเจ้าชะตาอื่นๆและเรือนชะตาอีกด้วย เพราะเมื่อเวลาเกิดไม่ตรงกัน แม้ว่าจะเกิดวันเดือนปีเดียวกัน ก็ย่อมมีความแตกต่างกัน

เพื่อนรักของแฮร์รี่คนต่อมาคือ เฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์ วันเกิดของเธอตรงกับวันที่ 19 กันยายน ตรงกับราศีกันย์ ลักษณะเด่นของคนราศีกันย์คือเป็นนักวิเคราะห์ นักตรวจสอบ ฉลาด ขยัน มีระเบียบแบบแผน ระมัดระวัง ขี้ระแวง ซึ่งตรงกับความเป็นเฮอร์ไมโอนีทุกประการ เธอเป็นนักเรียนดีเด่นที่ขยันเรียนรู้ทุกๆเรื่องในตำรา เธอจะอ่านตำราจนจบก่อนที่จะเข้าเรียนอยู่เสมอ และทำให้เธอสอบได้ที่หนึ่งทุกๆปี ในกลุ่มเพื่อนรัก 3 คน แฮร์รี่ รอน เฮอร์ไมโอนี นั้น เธอจะเป็นคนค้นหาข้อมูลเจาะลึกมาให้เพื่อนๆเสมอ คอยระมัดระวังไม่ให้แฮร์รี่ทำอะไรผลีผลาม เธอเป็นคนปิดจุดอ่อนสำคัญของแฮร์รี่ที่มักจะทำอะไรตามใจตนเองและรวดเร็วจนขาดความระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ นักโหราศาสตร์บางท่านอาจสงสัยว่า ทำไมเฮอร์ไมโอนีผู้เกิดในราศีกันย์ ธาตุดิน แต่กลับอยู่บ้านกริฟฟินดอร์ ซึ่งผมคิดว่าเป็นธาตุไฟ ตรงนี้ ผมเชื่อว่า ถ้าเฮอร์ไมโอนีเป็นคนจริงๆ จุดเจ้าชะตาจุดอื่นของเธอคงอยู่ในราศีธาตุไฟอย่างแน่นอน เพราะทุกครั้งที่ถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ เฮอร์ไมโอนีจะมีความกล้าหาญอยู่เสมอ ไม่ได้ปล่อยให้ความระมัดระวังแบบราศีกันย์มาขัดขวางการมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายที่มีความเสี่ยง

เพื่อนรักอีกคนหนึ่งของแฮร์รี่ คือ โรนัลด์ วีสลีย์ หรือ รอน ผู้เกิดในวันที่ 1 มีนาคม ตรงกับราศีมีน ลักษณะเด่นของราศีมีนคือ ความคลุมเครือ การปกปิด มีจินตนาการ ซึ่งรอนก็มีลักษณะเช่นนั้น กล่าวคือ รอนเป็นลูกคนกลางๆ ที่ไม่รู้ว่าตนเองมีจุดเด่นหรือชอบอะไร มักตามใจคนอื่น ไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง ต้องอาศัยคนอื่นช่วยสนับสนุนจึงจะมั่นใจ ตอนที่ได้รับตำแหน่งคีปเปอร์ของทีมควิดดิช เขาต้องใช้เวลานานมากถึงจะเกิดความมั่นใจจนพบว่าตนเองก็เป็นนักกีฬาที่ดีได้ ที่น่าแปลกใจอีกอย่างคือ เจเค ได้เขียนเรื่องให้รอนและเฮอร์ไมโอนีชอบกัน ซึ่งราศีมีนของรอนและราศีกันย์ของเฮอร์ไมโอนีเป็นราศีที่ตรงข้ามกันพอดี มีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม คู่รักที่มีความแตกต่างอย่างสุดขั้วอย่างสองราศีนี้ ก็สามารถเป็นคู่รักที่ลงตัวก็ได้ หากนำความต่างนั้นมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน

ตัวร้ายที่สุดในนิยายเรื่องนี้คือ ลอร์ด โวลเดอมอร์ หรือชื่อเดิมว่า ทอม มาร์โวโล่ ริดเดิ้ล เกิดวันที่ 31 ธันวาคม ตรงกับราศีมกร ในทางโหราศาสตร์นั้น ราศีมกร หมายถึง ความนาน ความสิ้นสุด พลัดพราก ความทุกข์ ความโดดเดี่ยว ความจริงจัง สนใจแต่เรื่องของตน ลอร์ดโวลเดอมอร์นั้นเติบโตขึ้นมาในโรงเลี้ยงเด็กกำพร้า เนื่องจากพ่อทิ้งแม่ของเขาไป และแม่ของเขาก็เสียชีวิตหลังจากคลอดทอมได้ไม่ถึงชั่วโมง ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์เคยอธิบายถึงลักษณะนิสัยของทอมไว้ว่า “ทอม ริดเดิ้ลเป็นคนที่ไม่พึ่งใคร.. และดูเหมือนจะไม่มีเพื่อน เขาไม่ต้องการความช่วยเหลือ.. เขาพอใจที่จะทำงานคนเดียว..ลอร์ดโวลเดอมอร์ไม่เคยมีเพื่อน และฉันเชื่อว่า เขาไม่เคยต้องการเพื่อนเลยด้วย” ซึ่งก็ตรงกับลักษณะในแง่ร้ายของราศีมกร ในแง่บวกนั้น ราศีมกร เป็นคนทำงาน เป็นการเป็นงาน มีความพยายามสูง มั่นคงต่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก้าวหน้าเพราะทำงานโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ซึ่งก็ตรงกับลักษณะของโวลเดอมอร์อีก เพราะโวลเดอมอร์ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นจอมมารตั้งแต่เรียนในฮอกวอตส์แล้ว และใช้เวลามากกว่าสิบปีในการดำเนินการตามแผนการของเขาจนกระทั่งก้าวขึ้นเป็นจอมมาร

ตัวละครฝ่ายร้ายที่สำคัญอีกคนหนึ่งที่น่าจะกล่าวถึงคือ เดรโก มัลฟอย นักเรียนร่วมรุ่นของแฮร์รี่ ผู้ซึ่งอยู่บ้านสลิธีริน และมีบทบาทขัดแย้งกับแฮร์รี่ตั้งแต่ช่วงแรกๆของภาคที่ 1 เลยทีเดียว มัลฟอย เกิดวันที่ 5 มิถุนายน ตรงกับราศีมิถุน ในทางโหราศาสตร์นั้น ราศีมิถุนมีลักษณะเด่นคือ มีความสามารถในการปรับตัวสูง คล่องแคล่ว และมีความสามารถในการเจรจาเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ได้อย่างดี ถ้าจะพูดในแง่ร้าย ก็คือมีความกะล่อน เมื่อลองหันมามองมัลฟอย เราจะพบว่า บุคลิกในแง่ลบของมัลฟอยคือเป็นเด็กที่ชอบคุยโวโอ้อวดความสามารถของตนหรือไม่ก็อภิสิทธิ์ที่เขาได้รับจากบารมีของพ่อ ความสามารถด้านลบอีกอย่างหนึ่งของมัลฟอยคือการประจบประแจงอาจารย์ รวมถึงการแสดงละครแกล้งทำเป็นบาดเจ็บเพื่อได้รับความเห็นใจ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ามัลฟอยเป็นนักเรียนที่มีความสามารถรอบด้าน ทั้งการบิน (เป็นซีกเกอร์ประจำบ้านสลิธีริน), การปรุงยา, การใช้คำสาปสะกดใจ และการสร้างเหรียญลงคาถาเพื่อเป็นวิธีการติดต่ออย่างลับๆ (ที่ลอกเลียนแบบมาจากวิธีของเฮอร์ไมโอนี)

จะเห็นได้ว่า เจ เค โรว์ลิ่ง สามารถเลือกวันเกิดให้กับตัวละครแต่ละตัวได้ตรงกับบุคลิกภาพของคนแต่ละราศี ทำให้ผมมั่นใจมากว่า เธอมีความรู้ความเข้าใจในโหราศาสตร์อยู่ไม่น้อย คล้ายๆกับกุสตาฟ โฮลส์ นำความหมายทางโหราศาสตร์ของดาวเคราะห์แต่ละดวงมาประพันธ์บทเพลงคลาสสิคได้อย่างลงตัว

ยังมีตัวละครอีกหลายคนที่เจ เค โรว์ลิ่ง ได้บอกวันเกิดเอาไว้ แต่ผมคิดว่าถ้าผมเขียนอธิบายทั้งหมด คงทำให้บทความนี้ยาวมากและอาจจะไม่สนุกเท่าที่ควร ถ้าจะทำให้น่าสนุกยิ่งขึ้น ผมคิดว่าผู้อ่านที่พอมีความรู้โหราศาสตร์น่าจะลองดูข้อมูลวันเกิดของตัวละครแต่ละคนตามรายละเอียดด้านล่าง และนำไปพิจารณาดูว่า บุคลิกของตัวละครตรงกับราศีของเขาหรือไม่ อย่างไร อย่างนี้น่าจะสนุกกว่านะครับ

เจมส์ พอตเตอร์ (พ่อของแฮร์รี่) เกิด 27 มีนาคม
ลิลี่ พอตเตอร์ (แม่ของแฮร์รี่) เกิด 30 มกราคม
ดัดลีย์ เดอรสลีย์ (ลูกพี่ลูกน้องของแฮร์รี่) เกิด 23 มิถุนายน
อาเธอร์ วีสลีย์ (พ่อของรอน) เกิด 6 กุมภาพันธ์
มอลลีย วีสลีย์ (แม่ของรอน) เกิด 30 พฤศจิกายน
บิล วีสลีย์ (พี่ชายคนโตของรอน ทำงานในธนาคารกริงกอตส์) เกิด 29 พฤศจิกายน
ชาลี วีสลีย์ (พี่ชายของรอน ทำงานในโรมาเนีย) เกิด 12 ธันวาคม
เพอร์ซี วีสลีย์ (พี่ชายของรอน ทำงานในกระทรวงเวทมนตร์) เกิด 22 สิงหาคม
เฟรด และ จอร์จ วีสลีย์ (พี่ชายของรอนที่เป็นฝาแฝด) เกิด 1 เมษายน
จินนี่ วีสลีย์ (น้องสาวของรอน) เกิด 11 สิงหาคม
รูเบียส แฮกริด เกิด 6 ธันวาคม

เขียนมาถึงตอนนี้แล้ว พบว่า เนื้อหาของบทความค่อนข้างยาวกว่าที่นึกเอาไว้ แต่ยังมีประเด็นว่าด้วยโหราศาสตร์ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นวิชาพยากรณ์ศาสตร์ในฮอกวอตส์, เซ็นทอร์ นักพยากรณ์, ชื่อตัวละครกับความหมายแฝง ฯลฯ ซึ่งแต่ละเรื่องก็น่าสนใจและน่าจะเป็นประโยชน์กับนักศึกษาโหราศาสตร์และผู้สนใจทั่วไป ผมจึงขออนุญาตยกประเด็นเหล่านี้ไปไว้ใน โหราศาสตร์ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตอนหน้าก็แล้วกันครับ

 

เอกสารอ้างอิง
1. พลตรี ประยูร พลอารีย์, คัมภีร์สูตรเรือนชะตา, โรงเรียนโหราศาสตร์กรุงเทพ.
2. พลตรี ประยูร พลอารีย์, ทฤษฎีการพยากรณ์.
3. วิโรจน์ กรดนิยมชัย, เอกสารประกอบการศึกษาโหราศาสตร์ยูเรเนียน เล่ม 1, บ้านโหราศาสตร์, 2542.
4. เจ เค โรว์ลิ่ง, แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่ม 1-7, Bloomsbury & นานมีบุ๊คส์.
5. http://www.hp-lexicon.org

 

 

จอมยุทธในมังกรหยกกับจักรราศี ตอน 2 ่14 พฤศจิกายน, 2018

Posted by starseerblog in เกร็ดโหรา.
Tags: , ,
add a comment

โดย พัลลาส Pallas@horauranian.com
15 พฤศจิกายน 2018

ในบทความก่อน ผมได้เล่าถึงตัวละครเอก 4 คนในนิยายชุดมังกรหยก ได้แก่ ก้วยเจ๋ง อึ้งย้ง เอี้ยก้วย เซียวเล้งนึ่ง ไปแล้วว่าน่าจะเป็นตัวแทนบุคลิกคนราศีอะไรบ้าง สำหรับบทความนี้ ก็จะเล่าต่อถึง ห้ายอดฝีมือจากชุมนุมวิจารณ์กระบี่ฮั่วซัว กันต่อ

img_2265-2.jpg

แต่ก่อนถึงห้ายอดฝีมือ ขอกล่าวถึงพระเอกในมังกรหยกภาคสาม หรือชื่อแปลตรงตัวจากภาษาจีนว่า บันทึกอิงฟ้าพิฆาตมังกร เป็นเหตุการณ์หลังจากตอนจบของมังกรหยกภาค 2 เกือบร้อยปี ภาคนี้มีพระเอกคือ เตียบ่อกี้ ผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด สำเร็จทั้งวิชาแพทย์ วิชาพิษ คัมภีร์เก้าเอี๋ยง ยอดวิชาเคลื่อนย้ายจักรวาล และอีกหลากหลายวิชา เป็นคนดีที่เอาใจใส่ดูแลอยากให้ทุกคนรอบข้างมีความสุข เป็นคนอ่อนไหว ขาดการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยว ไม่ชอบขัดใจผู้อื่น อ.กิมย้ง เคยเขียนถึงเตียบ่อกี้ว่า “…อุปนิสัยใจคอของเตียบ่อกี้ค่อนข้างสับสนและค่อนข้างอ่อนแอ ขาดธาตุแท้ของวีรบุรุษผู้กล้าอยู่บ้าง … ในชีวิตของเตียบ่อกี้มักได้รับผลสะท้อนจากผู้อื่น ถูกสภาพแวดล้อมครอบงำ ไม่สามารถดิ้นรนหลุดพ้นได้ … ในส่วนลึกจิตใจเขา เขารักโกวเนี้ยนางใดมากกว่า เกรงว่าเขาเองก็ไม่ทราบ ผู้แต่งก็ไม่ทราบ…” อุปนิสัยที่คอยเอาใจใส่ดูแลผู้อื่น และโอนอ่อนต่อคนรอบข้างเช่นนี้ แปลว่า เตียบ่อกี้ เป็นชาวราศีกรกฎ (Cancer) ราศีต้นธาตุน้ำ ความเป็นธาตุน้ำทำให้ตัดสินใจโดยใช้อารมณ์ความรู้สึก มากกว่าใช้เหตุผล ทำให้หลายต่อหลายครั้ง เตียบ่อกี้ต้องพบกับความลำบากเพราะเขาอยากช่วยเหลือผู้อื่นจนลืมคิดถึงตนเอง ที่น่าสนใจคือ ราศีกรกฎมีดาวจันทร์เป็นดาวประจำราศี จันทร์หมายถึงมวลชน กลุ่มผู้ชุมนุม คนที่มีราศีกรกฎเด่นจึงมักมีความสามารถในการเข้าใจและนำมวลชนได้ ตอนท้ายเรื่อง ทหารมองโกลเข้าล้อมวัดเสียวลิ้มยี่ที่กำลังชุมนุมเหล่าจอมยุทธทั้งฝ่ายธรรมะและฝ่ายมาร เตียบ่อกี้กลับสามารถเป็นผู้นำมวลชน รวมใจชาวยุทธทั้งสองฝ่ายให้ร่วมมือกันสามัคคีต่อสู้ทหารมองโกล และสามารถถอยหนีออกมาจากวัดเสียวลิ้มยี่ได้อย่างปลอดภัย

พูดถึงจอมยุทธราศีกรกฎไปแล้ว ขอกลับมาที่ ห้ายอดฝีมือในมังกรหยกภาคแรก เริ่มจาก ขอทานอุดร อั้งชิกกง ประมุขพรรคกระยาจก ท่านเป็นจอมยุทธผู้ห้าวหาญ ยึดมั่นในคุณธรรม วิชาไม้ตายของท่านคือ สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร ซึ่งเป็นวิชาที่ห้าวหาญ หนักแน่น รุนแรง จุดอ่อนของท่านคือ โปรดปรานอาหารเลิศรส จนต้องยอมอ่อนข้อให้อึ้งย้งเสมอเพราะอยากกินอาหารรสเลิศฝีมืออึ้งย้งนั่นเอง ฉายาของท่านคือ เทพขอทานเก้านิ้ว ท่านเคยตะกละตะกลามรับประทานคลาดเวลา จนไปช่วยชีวิตคนไม่ทัน ยามโกรธท่านจึงฟันนิ้วชี้ขวาของท่านขาดไปจนเหลือนิ้วเพียงเก้านิ้ว จากจุดเด่นที่เป็นจุดอ่อนในเรื่องความพิถีพิถันในการกินนี้เอง จึงคิดว่าท่านคือ ราศีพฤษภ (Taurus) ราศีของนักกิน ลองสังเกตได้ว่า คนราศีพฤษภมักเป็นคนพิถีพิถันในการกิน เป็นนักชิม มักแสวงหาร้านอาหารอร่อยๆ หรือบางคนก็ออกไปทางกินยาก เลือกมาก เหมือนกัน ราศีพฤษภเป็นราศีของคนมั่งมี การที่อั้งชิกกงเป็นหัวหน้าพรรคกระยาจก ไม่ได้แปลว่าท่านจะยากจน แต่ท่านกลับสามารถใช้ชีวิตเพลิดเพลินไปกับการกินอาหารอร่อยๆไปทั่วแผ่นดิน ถุงกลางหลังของท่านเต็มไปด้วยอุปกรณ์ปรุงอาหารมากมาย สมเป็นนักสะสมตามลักษณะชาวราศีพฤษภนั่นเอง

อึ้งเอียะซือ ฉายา อวิชชาบูรพา ท่านคือผู้รอบรู้ในศาสตร์แทบทุกศาสตร์ ทั้งวิชาการต่อสู้ ดนตรี ศิลปะ กวี ค่ายกล ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ การแพทย์ เดินหมาก ฯลฯ แต่เป็นคนไม่ชอบความคร่ำครึ เกลียดจารีตประเพณีโบราณ ไม่ยึดติดกับขนบธรรมเนียมที่ทำตามๆกันมา ชอบการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ  ความแปลกจากคนทั่วไปเช่นนี้ ทำให้ถูกตั้งฉายาว่า อวิชชาบูรพา บุคลิกเช่นนี้คือ ราศีกุมภ์ (Aquarius) ราศีของนักอุดมคติ นักปฏิวัติ ผู้นิยมความแปลกใหม่ ไม่ซ้ำซากจำเจ

พิษประจิม หรือ อาวเอี๊ยงฮง เป็นคนตัวสูงใหญ่ มาจากไซฮก หรือมณฑลซินเจียง ในปัจจุบัน เป็นยอดฝีมือด้านการใช้พิษ พลังลมปราณก็เป็นแนวทางพิเศษจากคนอื่นคือ ลมปราณคางคก แม้ภาพรวมแล้ว ถือได้ว่า อาวเอี๊ยงฮงเป็นตัวร้ายในมังกรหยกภาคแรก เพราะต้องการเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของยุทธจักรโดยไม่สนใจวิธีการ อยากได้วิชาในคัมภีร์เก้าอิมมากจึงบีบบังคับให้ก้วยเจ๋งบอกออกมา จนในที่สุดเจออุบายของอึ้งย้งที่บอกวิชาเก้าอิมแบบย้อนทวน จนธาตุไฟเข้าแทรกเสียสติไป แต่อาวเอี๊ยงฮงเป็นยอดอัจฉริยะกลับสามารถสร้างสรรค์วิชาฝีมือจากการบอกเล่าแบบผิดๆขึ้นมาได้ ความคลั่งวิทยายุทธ์เพื่อเอาชนะผู้อื่น เพื่อกลายเป็นเจ้ายุทธจักร จึงสะท้อนบุคลิกราศีสิงห์ (Leo) ราศีแห่งความเป็นผู้นำ ความโดดเด่นเหนือผู้อื่น นี่ไม่ได้หมายความว่าคนราศีสิงห์จะเป็นผู้ร้ายแบบอาวเอี๊ยงฮงทุกคนนะครับ เพียงแต่บุคลิกที่ต้องการโดดเด่นเหนือผู้อื่นเป็นลักษณะของคนราศีสิงห์ ส่วนวิธีการที่ใช้จะดีหรือร้ายยังต้องดูองค์ประกอบอื่นในดวงชะตาอีกเยอะ

ยอดฝีมือท่านต่อมา คือ อิดเต็งไต้ซือ หรือ ต้วนอ้วงเอี๊ย ราชันทักษิณ ผู้แตกฉานในวิชาดัชนีเอกะสุริยัน ท่านเป็นกษัตริย์แห่งต้าลี่ ตอนที่จิวแป๊ะทงลอบเป็นชู้กับ เอ็งโกว สนมรักของท่านจนมีลูกด้วยกัน ท่านโกรธมาก เมื่อคิ้วเชยยิ่มใช้ฝ่ามือเหล็กฟาดทารกจนปางตาย ต้วนอ้วงเอี๊ยไม่ยอมช่วยจนลูกเอ็งโกวตายไป ท่านจึงสำนึกผิดปลงผมออกสู่เพศบรรพชิตเป็น อิดเต็งไต้ซือ ชีวิตบรรพชิตของท่านเต็มไปด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น แม้กระทั่งคิ้วเชยยิ่ม ที่กลับใจออกบวชมาอยู่กับท่าน ก็ได้ท่านช่วยเหลือจนก่อนตายได้รับการให้อภัยจากเอ็งโกว ลักษณะที่รักมาก แค้นมาก และสุดท้ายกลับยอมเสียสละเช่นนี้ คือบุคลิกของชาวราศีพิจิก (Scorpio) ซึ่งก็เป็นราศีของเอี้ยก้วยที่เคยเขียนถึงแล้วในตอนก่อน นั่นเอง

สุดท้ายคือ เทพมัชฌิม เฮ้งเต็งเอี๊ยง ท่านเป็นยอดฝีมือที่รักชาติรักแผ่นดิน เห็นไต้กิมรุกรานประเทศจีน ทำร้ายคนในชาติ จึงรวบรวมกำลังต่อสู้กับทหารชาวกิมด้วยความห้าวหาญ เป็นผู้นำการต่อสู้อย่างไม่กลัวตาย แต่สุดท้ายเมื่อพ่ายแพ้ ก็ต้องกลับมาก่อตั้งสำนักพรตช่วนจิน จนเป็นสำนักที่ยิ่งใหญ่ ลักษณะของคนที่มีความมุ่งมั่นต่อเป้าหมายชีวิตโดยไม่ย่อท้อ กล้าบุกเบิกทำสิ่งที่คนทั่วไปไม่กล้า เป็นลักษณะของชาวราศีเมษ (Aries) นักบุกเบิกที่กล้าหาญ ไม่หวั่นต่อความยากลำบาก อีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นคนหัวรั้น มีทิฐิ ไม่ยอมคน กรณีท่านเฮ้งเต็งเอี๊ยง ตัวท่านเองที่จริงแล้วมีความรักกับลิ่มเจียวเอ็ง เจ้าสำนักสุสานโบราณ แต่ด้วยทิฐิบางอย่าง จึงไม่ได้ครองคู่กันจนเมื่อลิ่มเจียวเอ็งตายจากไป ท่านจึงเข้าไปสุสานโบราณและพบว่า ลิ่มเจียวเอ็งได้คิดวิชาทำลายกระบวนท่าของสำนักช่วนจินไว้ทั้งหมด ด้วยความไม่ยอมคนแบบราศีเมษ ท่านจึงคิดวิชาที่เอาชนะวิชาของลิ่มเจียวเอ็งได้ และเพื่อให้ลูกศิษย์ของสำนักสุสานโบราณรู้ว่า สำนักช่วนจินไม่ได้แพ้สำนักสุสานโบราณ ท่านจึงไปสลักวิชานี้ไว้ที่ฝาโลงเปล่าด้านใน ที่ที่ลูกศิษย์สำนักสุสานโบราณจะต้องมานอนเมื่อยามใกล้ตาย ถึงตอนรอความตาย ศิษย์สำนักสุสานโบราณก็จะรู้ว่า ที่คิดว่าวิชาของตนเหนือวิชาช่วนจินนั้น จริงๆแล้ว ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ทิฐิที่ต้องการเอาชนะแบบนี้ คือตนรู้ว่าตนไม่ได้แพ้ แต่ไม่จำเป็นต้องประกาศให้โลกรู้ก็ได้ ขอให้คนที่ตนต้องการรับทราบก็เป็นพอ จึงเป็นลักษณะหนึ่งของชาวราศีเมษนั่นเอง

ท่านกิมย้งได้สร้างสรรค์ตัวละครในนวนิยายกำลังภายในของท่านได้อย่างยอดเยี่ยม ทุกคนมีบุคลิกที่แตกต่าง มีจุดเด่น จุดด้อยไม่เหมือนกัน แต่หากมีคุณธรรมย่อมเป็นวีรบุรุษวีรสตรีได้เช่นกัน โหราศาสตร์ก็เป็นศาสตร์ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมา เพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติ ทำความเข้าใจมนุษย์ ทั้งตนเอง และผู้อื่น เราจึงนำโหราศาสตร์มาอธิบายบุคลิกของตัวละครในนวนิยายท่านกิมย้งได้อย่างดี

บทความนี้ขอจบลงด้วยคำของท่านกิมย้งที่ท่านเคยเขียนไว้ว่า “นวนิยายกำลังภายในไม่เพียงแต่สร้างฝันกลางวันแก่นักอ่าน หากทว่าต้องการให้นักอ่านยามนึกฝัน ขอให้นึกว่าตัวเองเป็นคนดี เพียรพยายามกระทำความดีต่างๆ คาดหวังว่าตัวเองต้องรักชาติ รักสังคม ช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้รับความสุข” ท่านย้ำคำว่าคุณธรรมอยู่เสมอ เพราะนิยายกำลังภายใน หรือนิยายบู๊เฮียบ ต้องมีทั้ง บู๊ คือการต่อสู้ และ เฮียบ คือคุณธรรมความกล้าหาญ อยู่ด้วยกันเสมอ โลกนี้ถึงจะน่าอยู่สำหรับทุกคน

จอมยุทธในมังกรหยกกับจักรราศี ตอน 1 ่10 พฤศจิกายน, 2018

Posted by starseerblog in คนมองฟ้าพยากรณ์, เกร็ดโหรา.
add a comment

โดย พัลลาส Pallas@horauranian.com
10 พฤศจิกายน 2018

ปรมาจารย์นิยายกำลังภายในจีน ท่านกิมย้ง ได้จากโลกนี้ไปด้วยวัย 94 ปี เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2018 ที่ผ่านมา ผลงานนิยายกำลังภายในตลอดชีวิตของท่านทั้งหมดมี 15 เรื่อง ทุกเรื่องล้วนแล้วแต่ทรงคุณค่าต่อวงการวรรณกรรมจีน แต่ผลงานที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดีคือ นวนิยายชุดมังกรหยก ทั้งหมดมี 3 ภาค ภาคแรก ตัวเอกคือ ก้วยเจ๋ง และอึ้งย้ง ภาคสอง ตัวเอกคือ เอี้ยก้วย และเซี่ยวเล้งนึ่ง ภาคสาม ตัวเอกคือ เตียบ่อกี้

JinYong

เมื่อวานได้คุยกับ อ.กามล แสงวงศ์ ซึ่งก็เป็นคอนิยายกำลังภายในเช่นเดียวกัน คุยไปคุยมาเรื่องผลงานท่านอาจารย์กิมย้ง ผมก็เปิดประเด็นกับ อ.กามล ว่า ตัวละครในมังกรหยก ใครน่าจะเป็นคนราศีอะไรบ้าง เลยกลายเป็นหัวข้อที่พูดคุยกันได้ยาวเลย จึงคิดว่าน่าจะเอามาเล่าเป็นบทความดีกว่า

ตัวละครแรกที่เราพูดถึงคือ ก้วยเจ๋ง ชายหนุ่มผู้ซึ่งพลัดพรากจากแผ่นดินเกิดไปเติบโตในแผ่นดินมองโกล เป็นคนเรียนรู้ช้า กว่าจะฝึกวิชาสำเร็จก็ต้องฝึกฝนซ้ำๆด้วยความมานะทุ่มเท จนในที่สุดกลายเป็นสุดยอดฝีมืออันดับต้นๆของยุทธจักร เป็นคนยึดมั่นในจารีตประเพณี เป็นตัวแทนของคนดีในอุดมคติขงจื่อ ที่ต้องประพฤติให้ถูกต้องตามขนบธรรมเนียม เป็นคนรักชาติ บั้นปลายยอมพลีชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินจีน คนที่มีบุคลิกเช่นนี้ก็คือคนราศีมกร (Capricorn) ซึ่งเป็นราศีต้นธาตุดิน ตัวแทนของความอนุรักษ์นิยม ชีวิตที่มีการพลัดพราก คนที่มีความขยันหมั่นเพียร ชีวิตที่เป็นไปตามระบบระเบียบ ก้วยเจ๋งนี่แหละคือมกรตัวจริง

สำหรับอึ้งย้ง ศรีภรรยาของก้วยเจ๋งนั้น เป็นคนเฉลียวฉลาด เจ้าความคิด สมองไว เรียนรู้อะไรได้เร็ว แต่ถ้าทำอะไรซ้ำๆแบบที่ก้วยเจ๋งทำนั้น เธอจะเบื่อหน่ายได้ง่าย การเจรจาความต่างๆ อึ้งย้งมักเป็นคนออกหน้า เพราะถ้าให้ก้วยเจ๋งพูดมักจะไม่ทันเหลี่ยมเขา แต่สำหรับอึ้งย้งแล้ว เธอไม่ยอมเสียเปรียบใครเลย บุคลิกของอึ้งย้งนี้จัดว่าเป็นคนราศีมิถุน (Gemini) ซึ่งเป็นราศีของนักเจรจาต่อรอง นักพูด เจ้าความคิด สมองไว แต่ข้อเสียของคนราศีนี้ก็เป็นแบบที่อึ้งย้งเป็น คือเบื่อหน่ายอะไรได้ง่าย เวลาตัดสินใจอะไรมักไม่เด็ดขาด แต่จะพลิกไปมาได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของราศีมิถุนนั้นไม่ว่าจะเก่งขนาดไหน เวลาเจอคนราศีมกรแบบก้วยเจ๋งแล้ว มักแพ้ทางเสมอ เพราะว่ามกรไม่สนว่ามิถุนจะพลิกแพลงอย่างไร ตนก็จะมุ่งมั่นไปกับเส้นทางของตนเสมอ ไม่วอกแวกไปกับเหลี่ยมคูที่มิถุนวางไว้

ตัวละครคนโปรดของผมในนิยายมังกรหยก ก็คือ เอี้ยก้วย ลูกชายของเอี้ยคัง ตัวร้ายในมังกรหยกภาคแรก ที่เกิดกับ มกเนี่ยมชื้อ หญิงผู้อาภัพ เอี้ยก้วยเกิดมาได้ไม่กี่ปี แม่ก็ตายจากไป กลายเป็นกำพร้าต้องดิ้นรนเลี้ยงดูตนเอง พอเริ่มมีโชคได้เจอก้วยเจ๋งพาไปดูแลที่เกาะดอกท้อ อึ้งย้งก็ดันระแวงข้อหาเป็นลูกชายเอี้ยคัง จนทำให้ถูกเพื่อนๆบนเกาะกลั่นแกล้งจนก้วยเจ๋งต้องพาไปฝากตัวเป็นศิษย์สำนักช้วนจิน แต่กลับถูกกลั่นแกล้งอีกจนต้องไปเป็นลูกศิษย์เซียวเล้งนึ่งในสุสานโบราณ เอี้ยก้วยเป็นชายหนุ่มที่มีบุคลิกขี้เล่น มีเสน่ห์กับสาวๆ เป็นคนใจกว้าง มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น แต่มีความรักเดียวใจเดียวกับอาจารย์ของเขา เซียวเล้งนึ่ง จนยอมใช้ชีวิตสันโดษไปกับเซียวเล้งนึ่งอย่างผิดไปจากบุคลิกห้าวหาญมากมิตรของเขา เป็นคนที่ยอมเสียสละตนเองช่วยเหลือก้วยเจ๋งในยามเกิดสงครามกับมองโกล ขนาดที่ก้วยพู้ บุตรีคนโตของก้วยเจ๋งเคยตัดแขนของเอี้ยก้วย แต่ยามที่สามีของก้วยพู้มีภัย เอี้ยก้วยกลับเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยชีวิตออกมา บุคลิกผู้เสียสละเช่นนี้ ก็คือ ราศีพิจิก (Scorpio) นั่นเอง ถ้าให้สรุปสั้นๆเกี่ยวกับราศีพิจิก ก็คือคำว่า เสียสละ ในซีกโลกเหนือ เมื่อดวงอาทิตย์โคจรเข้าราศีพิจิก ก็เป็นกลางฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้หลุดร่วงจากต้น เสียสละตนเองเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ฤดูหนาว เอี้ยก้วยนั้นแม้ชีวิตของเขาจะเจอความพลัดพรากลำบากขนาดไหน แต่ถ้าจะต้องเสียสละเพื่อให้คนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว เขาไม่อิดออดแม้แต่น้อย

อาจารย์และศรีภรรยาของเอี้ยก้วยคือ เซียวเล้งนึ่ง สตรีผู้เติบโตในสุสานโบราณ เป็นคนไม่แสดงอารมณ์สีหน้าใดๆ ไม่สนใจคนภายนอก ชอบปลีกตัวออกจากสังคม เพราะไม่ชอบความวุ่นวาย ช่วงที่เซียวเล้งนึ่งใช้ชีวิตอยู่กับเอี้ยก้วยมักเป็นการแยกตัวจากผู้อื่น ในวัยรุ่นอยู่ในสุสานโบราณด้วยกันสองคน หรือหลังจากสมหวังในรักตอนท้ายเรื่อง ก็ปลีกตัวออกจากยุทธจักร ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร บุคลิกเช่นนี้คือ ราศีมีน (Pisces) ราศีสุดท้ายของจักรราศี การที่เอี้ยก้วยและเซียวเล้งนึ่งเป็นคู่ชีวิตด้วยกันได้นั้น ก็เพราะเป็นคู่ร่วมธาตุน้ำด้วยกัน ธาตุน้ำคือการใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นหลักในการตัดสินใจ ไม่ใช่เหตุผล คู่รักคู่นี้ไม่สนว่า จารีตประเพณีของสังคมยุคนั้นมองว่า อาจารย์กับศิษย์ไม่สามารถเป็นคู่รักกันได้ ความรักของเอี้ยก้วยเซียวเล้งนึ่งถือว่าเป็นรักต้องห้าม เป็นบาปมหันต์ของสังคมยุคนั้น ก้วยเจ๋งชาวราศีมกร (ธาตุดิน ตัดสินใจด้วยเหตุผลเป็นหลัก) ถึงกับดุด่าเอี้ยก้วยอย่างรุนแรงในเรื่องนี้ แต่เอี้ยก้วยเซียวเล้งนึ่ง ธาตุน้ำ ที่ตัดสินใจโดยใช้หัวใจนำทาง กลับไม่เห็นว่า การกระทำของตนมันผิดตรงไหน

ตอนนี้เราเล่าเรื่องจอมยุทธกับราศีไปแล้ว 4 ราศี คือ มกร มิถุน พิจิก มีน ตอนต่อไป ผมจะมาเล่าเรื่องราศีของห้ายอดฝีมือ ราชันย์ทักษิณ ยาจกอุดร มารบูรพา พิษประจิม และเทพมัชฌิม กันต่อไปครับ

ดวงดีหรือดวงร้าย? จะตอบอย่างไร? : กรณีศึกษาเมื่อครั้งสมเด็จพระปิยมหาราชขึ้นครองราชย์ ่15 มกราคม, 2018

Posted by starseerblog in เกร็ดโหรา.
add a comment

เมื่อเริ่มปีใหม่ทุกๆปี คนจำนวนมากก็อยากรู้ว่า ปีใหม่นี้ ดวงของเราจะดีหรือร้าย? หลายคนเริ่มหาคำทำนายของหมอดูชื่อดังที่จะมาบอกว่า ราศีไหนโชคดี ราศีไหนโชคร้าย คนเกิดปีไหนเป็นปีชง คนจำนวนมากอยากได้คำทำนายสั้นๆว่า ตกลงปีนี้ดวงดีหรือดวงร้าย?

ในฐานะนักโหราศาสตร์ อยากจะบอกว่า หลายครั้งมันไม่ได้พยากรณ์ง่ายอย่างนั้น ชีวิตคนเรามีความซับซ้อน มีดีมีร้าย มีขึ้นมีลง ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ มีสรรเสริญมีนินทา มีสุขมีทุกข์ ปนเปกันไป การวิเคราะห์ดวงชะตาคนเรา ถ้าจะให้เกิดประโยชน์กันจริงๆ ก็ต้องดูวิเคราะห์เป็นรายคน

เวลานักโหราศาสตร์พยากรณ์ดวงดีดวงร้ายอย่างง่ายๆ มักใช้ดาวเคราะห์สำคัญ 2 ดวงในการพยากรณ์ นั่นคือ ดาวพฤหัส ดาวประธานฝ่ายดี กับดาวเสาร์ ดาวประธานฝ่ายร้าย ถ้าพฤหัสโคจรมาถึงจุดเจ้าชะตาก็ทายไปคร่าวๆว่า ดวงดี ถ้าเสาร์โคจรมาถึงจุดเจ้าชะตา ก็ทายไปว่า ดวงไม่ดี ซึ่งหลายครั้งก็เป็นอย่างนั้น แต่หลายครั้งดาวทั้งสองดวงก็มาพร้อมๆกัน เรื่องราวก็ย่อมซับซ้อนขึ้น

อ.วิโรจน์ กรดนิยมชัย อาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาโหราศาสตร์ยูเรเนียนให้ผม ได้สอนไว้ว่า ดาวทุกดวงมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ดาวพฤหัสมีลักษณะของการขยายตัว เพิ่มพูน คนจึงรู้สึกว่าเป็นดาวที่ดี แต่ด้านลบของดาวพฤหัสคือ การขยายตัวมากเกินไปคือ ความโลภที่นำไปสู่ความล้มเหลวในเวลาต่อมา หรือคนเป็นโรคร้ายอยู่ เจอดาวพฤหัสเข้าไปกลายเป็นโรคกระจายไปทั่วได้ ส่วนดาวเสาร์ คือภาวะการถูกจำกัด การหดตัว คนจึงรู้สึกว่าเป็นทุกข์ แต่ด้านดีของเสาร์คือ ความอดทน ความขยัน ความมุ่งมั่น ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้

เราลองมาดูตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ ๕ ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ด้วยวัยเพียง ๑๕ พรรษา คนทั่วไปมักมองเหตุการณ์เช่นนี้ว่า เป็นช่วงดวงดี เพราะได้เลื่อนขั้นเป็นถึงพระมหากษัตริย์ แต่หารู้ไม่ว่า พระองค์ท่านต้องเผชิญกับความทุกข์มากมายแค่ไหนในช่วงเวลานั้น

ในพระราชหัตถเลขาที่รัชกาลที่ ๕ ทรงลิขิตไปถึงสมเด็จเจ้าฟ้าพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ได้ทรงเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ว่า

“คำซึ่งกล่าวว่า ได้รับสิริราชสมบัติเป็นคำไพเราะจริงหนอ เพราะสมบัติย่อมเป็นที่ปรารถนาของบุคคลทั่วหน้า…
แต่ความจริงหาเป็นเช่นความคาดหมายของคนทั้งปวงดังนั้นไม่ เวลาซึ่งกล่าวมาแล้ว อันจะพูดตามคำไทยอย่างเลวๆ ว่ามีบุญขึ้นนั้น ที่แท้เป็นผู้มีกรรมและมีทุกข์ยิ่งขึ้น ดังต่อพ่อได้เป็นมาเอง…
ส่วนตัวพ่อเองยังเป็นเด็กอายุเพียงเท่านั้น ไม่มีความสามารถรอบรู้ในราชการอันใดที่จะทำการตามหน้าที่แม้แต่เพียงเสมอเท่าที่ทูลกระหม่อมทรงประพฤติมาแล้วได้ ยังซ้ำเจ็บเกือบจะถึงแก่ความตาย อันไม่มีผู้ใดสักคนเดียวซึ่งจะเชื่อว่าจะรอด ยังซ้ำถูกอันตรายอันใหญ่ คือทูลกระหม่อมเสด็จสวรรคต ในขณะนั้นเปรียบเสมือนคนที่ศีรษะขาดแล้ว จับเอาแต่ร่างกายขึ้นตั้งไว้ในที่สมมติกษัตริย์เหลือที่จะพรรณนาถึงความทุกข์อันต้องเป็นกำพร้าในอายุเพียงเท่านั้น และความหนักของมงกุฎอันเหลือที่คอจะทานไว้ได้ ถึงมีศัตรูซึ่งมุ่งหมายอยู่โดยเปิดเผยรอบข้างทั้งภายในภายนอกเอาทั้งในกรุงเองและต่างประเทศ ทั้งโรคภัยในกายเบียดเบียฬแสนสาหัส เพราะฉะนั้น พ่อจึงถือว่าวันนั้นเป็นวันเคราะห์ร้ายอย่างยิ่งอันตั้งแต่เกิดมาพึ่งจะได้มีแก่ตัว…”

เราลองมาวิเคราะห์ดวงพระราชชาตาของพระองค์ท่านในช่วงเวลานั้นกัน โดยใช้หลักโหราศาสตร์ยูเรเนียน บนจานคำนวณ 90 องศา

ขณะนั้น ดาวเสาร์บวกโค้งสุริยยาตร์ (Sa v1) ไปเท่ากับ ดาวพฤหัสกำเนิด แปลง่ายๆว่า ความทุกข์ความพลัดพรากนำไปสู่ความก้าวหน้า ส่งผลให้ เมื่อพระองค์ต้องทุกข์โทมนัสกับการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ ๔ พระราชบิดาของพระองค์เมื่อ ๑ ตุลาคม  อีกทั้งพระองค์เองก็ประชวรหนักเช่นกันถึงขั้นตอนสรงน้ำพระบรมศพรัชกาลที่ ๔ พระองค์เสด็จดำเนินยังไม่ได้ ต้องทรงพระเสลี่ยงเก้าอี้หามเข้าไปถึงข้างใน (ตามอิทธิพลดาวเสาร์) แม้อยู่ในภาวะทุกข์ขนาดนั้น พระองค์ก็ได้รับสิริราชสมบัติขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๕​ แห่งราชวงศ์จักรี (ตามอิทธิพลดาวพฤหัส)

หากเราวิเคราะห์ดวงพระราชชาตาให้ลึกลงไปแบบโหราศาสตร์ยูเรเนียน เราสามารถตั้งจุด พระมหากษัตริย์/ผู้นำประเทศได้จาก ศูนย์รังสี อาทิตย์/โครโนส ทำมุมเท่ากับ เมอริเดียน/เสาร์ หมายความว่า เมื่อพระองค์ขึ้นเป็นผู้นำประเทศ ต้องประสบกับความทุกข์ความพลัดพรากไปพร้อมกัน

จะเห็นได้ว่า การบอกว่า ดวงดี ดวงร้าย นั้น ทำได้ไม่ง่ายนัก ต้องวิเคราะห์หลายแง่หลายมุม โดยเฉพาะดวงกำเนิด เพราะหลายๆคน พื้นดวงบอกไว้ว่า ความสำเร็จ (พฤหัส) มาพร้อมกับข้อจำกัด (เสาร์) เวลาได้ลาภก็มีความทุกข์พ่วงมาด้วย ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมักให้คำแนะนำว่า อยากได้ความสำเร็จ (พฤหัส) ก็ต้องอดทนขยันหมั่นเพียร (เสาร์) แต่หากมัวแต่เพลิดเพลินกับโชคลาภความสำเร็จ (พฤหัส) สุดท้ายอาจต้องพบกับความทุกข์ (เสาร์) แทน

***************************************
โดย พัลลาส Pallas@horauranian.com
15 มกราคม 2561
***************************************

คัมภีร์เตตราบิโบลส ต้นธารของโหราศาสตร์ไทยและยูเรเนียน ่8 พฤศจิกายน, 2017

Posted by starseerblog in เกร็ดโหรา.
Tags: , , ,
add a comment

โดย พัลลาส (Pallas@horauranian.com)
เขียนเมื่อ สิงหาคม 2553
เพื่อลงในหนังสืองานวันโหรจรัญ ประจำปี 2553

เมื่อ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมกิจกรรม “๓๒๕ ปี จันทรุปราคาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” กับสมาคมดาราศาสตร์ไทยและมูลนิธิสมาคมโหรฯ ตอนนั้นผมได้ถือหนังสือ “Tetrabiblos” ติดมือไปด้วย ระหว่างนั่งคุยกัน ผมได้เกริ่นกับอาจารย์อารี สวัสดี และอาจารย์พลังวัชร์ว่ากำลังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ โดยคิดไว้ว่าอยากแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยเพื่อให้นักโหราศาสตร์ไทยที่อาจไม่ถนัดภาษาต่างประเทศได้อ่านกัน เพราะถือว่าเป็นตำราโหราศาสตร์คลาสสิคตลอดกาล อาจารย์อารี ท่านจึงได้ให้คำแนะนำว่า คัมภีร์นี้เป็นที่มาของโหราศาสตร์ทั้งไทย อินเดีย และฝรั่ง เป็นคัมภีร์ที่น่าศึกษา ต่อมา เมื่อใกล้ถึงงานวันโหรจรัญปีนี้ อาจารย์อารีท่านจึงบอกผมว่า น่าจะเขียนเรื่อง Tetrabiblos เป็นบทความลงในหนังสืองานวันโหรจรัญด้วย จึงเป็นที่มาของบทความนี้

คัมภีร์เตตราบิโบลส (Tetrabiblos) เป็นคัมภีร์ที่เขียนขึ้นโดยทอเลมี (Ptolemy) ปรมาจารย์ด้านคณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ และโหราศาสตร์ของโลก เมื่อสองพันปีก่อน คนไทยมักจะคุ้นกับชื่อของท่านว่า ปโตเลมี มากกว่า ทอเลมี เข้าใจว่าเป็นเพราะแปลงจากตัวอักษรอังกฤษเป็นไทยโดยตรง แต่หากทับศัพท์ด้วยการอ่านออกเสียงในภาษาอังกฤษแล้ว ต้องอ่านว่า ทอเลมี รวมถึงในพจนานุกรมศัพท์ดาราศาสตร์อังกฤษ-ไทยของสมาคมดาราศาสตร์ก็ระบุว่า ทอเลมี ผมจึงตัดสินใจใช้คำว่า ทอเลมี ในบทความนี้

ptolemyทอเลมีเป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ในยุคโบราณ ท่านมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 100-178 (บ้างก็ว่า ค.ศ. 90-168) ว่ากันว่า ท่านเป็นชาวโรมันที่อยู่ในเมืองอเล็กซานเดรีย อียิปต์ งานเขียนของท่านครอบคลุมมีด้วยกันหลายเล่ม แต่ที่เกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์มีอยู่ 2 เล่ม นั่นคือ อัลมาเจสต์ (Almagest) ว่าด้วยการคำนวณตำแหน่งดวงดาว และเตตราบิโบลส (Tetrabiblos) ว่าด้วยการพยากรณ์ทางโหราศาสตร์ ผมเองนั้นไม่ถนัดนักเรื่องโหราศาสตร์ภาคคำนวณ จึงสนใจคัมภีร์เตตราบิโบลสมากกว่า

คัมภีร์เตตราบิโบลสนั้นแปลว่า คัมภีร์ 4 เล่ม มาจาก Tetra แปลว่า สี่, Biblos แปลว่า ตำราหรือคัมภีร์ ในคัมภีร์นี้จึงแบ่งเป็น 4 ภาคหรือ 4 เล่มตามชื่อคัมภีร์ เล่มแรกว่าด้วยพื้นฐานความรู้ต่างๆทางโหราศาสตร์ เช่น ดาวศุภเคราห์ บาปเคราะห์, เพศชาย-หญิง, กลางวัน-กลางคืน, ธาตุสี่, ตำแหน่งเกษตร อุจจ์ ฯลฯ เล่มที่สองเกี่ยวกับการพยากรณ์ดวงเมืองและประมุขของประเทศ รวมถึงเรื่องคราส เล่มที่สามและสี่ เป็นการพยากรณ์ดวงชะตาบุคคล เช่น การปรับแก้เวลาเกิด, บิดามารดา, พี่น้อง, ฝาแฝด, การแต่งงาน, อาชีพการงาน, เพื่อนและศัตรู, การเดินทาง, ความตาย, ความมั่งคั่งร่ำรวย, ฯลฯ

เมื่อผมได้อ่านคัมภีร์เล่มนี้แล้ว ผมรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของทอเลมี เพราะความรู้โหราศาสตร์ที่ผมได้ศึกษาเล่าเรียนในปัจจุบันต่างก็มีรากฐานมาจากคัมภีร์เตตราบิโบลสด้วยกันทั้งสิ้น ผมเคยพูดเล่นๆกับเพื่อนว่า กว่า 70-80% ของความรู้โหราศาสตร์ในโลกปัจจุบันมาจากความรู้ของโหรยุคทอเลมี พูดอีกแง่หนึ่งก็คือ ตลอดระยะเวลา 2,000 ปีที่ผ่านมา โลกโหราศาสตร์สามารถพัฒนาองค์ความรู้โหราศาสตร์เพิ่มเพียง 20-30% เท่านั้นเอง

อาจารย์อารี ท่านเคยสอนเอาไว้ว่า รากฐานของโหราศาสตร์ไทยนั้นมาจากโหราศาสตร์สมัยกรีก โดยมีร่องรอยให้สืบสาวได้จากคัมภีร์สุริยยาตร์ และคัมภีร์เตตราบิโบลส สำหรับคัมภีร์สุริยยาตร์นั้น คงต้องไปถามผู้เชี่ยวชาญคัมภีร์สุริยยาตร์อย่าง อ.พลังวัชร์ แต่เท่าที่ผมอ่านอ่านคัมภีร์เตตราบิโบลส ก็เห็นหลักฐานความเป็นต้นธารของความรู้จากเมืองอเล็กซานเดรีย มาสู่โหราศาสตร์ในโลกปัจจุบันชัดเจน

ในคัมภีร์เตตราบิโบลส เล่มแรก เริ่มด้วยการประกาศแยกโหราศาสตร์ออกเป็น 2 แขนง คือโหราศาสตร์ภาคคำนวณ และโหราศาสตร์ภาคพยากรณ์ อิทธิพลจากคำประกาศของทอเลมีตรงนี้ ทำให้โหราศาสตร์ก็แบ่งเป็นสองแขนงใหญ่ๆจนกระทั่งทุกวันนี้ ทอเลมีเองก็ได้แยกความรู้สองสายนี้ออกเป็น คัมภีร์อัลมาเจสต์ สำหรับโหราศาสตร์ภาคคำนวณ และคัมภีร์เตตราบิโบลส สำหรับโหราศาสตร์ภาคพยากรณ์

คำประกาศในบทต่อมาของทอเลมีเป็นการนำโหราศาสตร์เข้าสู่ความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง โดยบอกว่า โหราศาสตร์ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการดลบันดาลของเทพเจ้าทั้งหลาย แต่ความเชื่อมโยงของปัจจัยบนฟากฟ้ากับมนุษย์บนโลกที่เป็นหลักการพื้นฐานของโหราศาสตร์นั้นมาจากอิทธิพลของมหาภูตรูปหรือธาตุทั้งสี่ นั่นคือ ไฟ ดิน ลม น้ำ เมื่อมนุษย์เกิดมา ก็ซึมซับเอาคุณสมบัติของสภาพแวดล้อม ณ ขณะนั้น มาเป็นแผนที่ชีวิตของตน หาได้มาจากการดลบันดาลของเทพเจ้าใดๆไม่ ทอเลมีได้อธิบายเรื่องธาตุทั้งสี่ค่อนข้างละเอียด โดยบอกว่ามาจากคุณสมบัติพื้นฐาน 2 คู่ นั่นคือ ร้อน-เย็น และ ชื้น-แห้ง เรื่องธาตุทั้งสี่เป็นพื้นฐานของโหราศาสตร์ยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโหราศาสตร์ไทย หรือสากล ในตำราของพลตรีประยูร พลอารีย์ ก็ได้กล่าวถึงความสำคัญของเรื่องธาตุไว้อย่างละเอียดและพิสดาร โหรใดไม่เข้าใจธาตุทั้งสี่ ก็ถือว่าขาดพื้นฐานสำคัญของวิชานี้ไปอย่างน่าเสียดาย

เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นความเป็นต้นธารของเตตราบิโบลสที่ส่งต่อมายังโหราศาสตร์ยุคปัจจุบัน ผมจึงขอยกตัวอย่างคำสอนบางส่วนของทอเลมีที่ส่งอิทธิพลต่อโหราศาสตร์มาถึงปัจจุบันมาเล่าให้ฟัง ที่บอกว่าบางส่วนไม่ใช่ทั้งหมดนั้น เพราะว่าคัมภีร์เตตราบิโบลสมีเนื้อหาค่อนข้างมาก แม้ว่าขนาดหนังสือไม่หนามากนัก แต่ประโยคที่เขียนขึ้นแต่ละประโยคนั้นแฝงความหมายไว้ลึกซึ้ง และต้องยอมรับว่าบางส่วนผมเองก็ยังอ่านไม่ทะลุเท่าไรนัก จึงสุดวิสัยที่จะนำมาเล่าทั้งหมด

เรื่องแรกที่ขอนำมาเล่า คือ การที่ทอเลมีได้แบ่งดาวเคราะห์ออกเป็น 3 พวก คือ ดาวศุภเคราะห์ (Benefics) หรือดาวที่ให้คุณ ได้แก่ ดาวพฤหัส ดาวศุกร์ ดาวจันทร์, ดาวบาปเคราะห์ (Malefics) หรือดาวให้โทษ ได้แก่ ดาวอังคาร และดาวเสาร์, และดาวอัพยากฤต หรือดาวที่เป็นกลาง ได้แก่ อาทิตย์ กับดาวพุธ นี่เป็นรากฐานของการพยากรณ์มาถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม โหราศาสตร์ในโลกยุคใหม่ได้พัฒนาหลักการนี้จนยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ดาวทุกดวงต่างมีด้านดีและด้านร้ายด้วยกันทั้งสิ้น เหมือนเหรียญมีสองด้าน ดาวอังคารแม้อาจให้โทษในแง่ความขัดแย้ง แต่ก็ให้คุณในแง่ความขยันขันแข็ง ตรงนี้หากเรากลับไปอ่านคัมภีร์เตตราบิโบลสให้ละเอียด เราจะพบว่า ทอเลมีได้ให้เหตุผลว่าทำไมดาวดวงนี้ถึงเป็นบาปเคราะห์ หรือทำไมดาวดวงนี้ถึงเป็นศุภเคราะห์ เช่น ดาวเสาร์เป็นบาปเคราะห์เพราะให้คุณสมบัติเย็นเกินไป, อังคารนั้นแห้งเกินไป ส่วนดาวพฤหัสนั้นให้ความอบอุ่นที่พอดีจึงเป็นดาวศุภเคราะห์ เป็นต้น เมื่อเข้าใจตรงนี้แล้ว ก็จะพบว่า สิ่งที่ทอเลมีสอนไม่ได้ต่างอะไรในเชิงปรัชญากับโหราศาสตร์ยุคใหม่เลย

ต่อมา คือเรื่องเพศ ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ทอเลมีได้เขียนไว้ นั่นคือ ธรรมชาตินั้นมี 2 เพศ คือ ชายและหญิง โดยอาทิตย์ เสาร์ พฤหัส และอังคาร เป็นเพศชาย จันทร์ และศุกร์ เป็นเพศหญิง ส่วนดาวพุธนั้นไม่แบ่งเพศ รวมถึงได้กล่าวถึงเรื่อง กลางวัน-กลางคืน กลางวันนั้นให้ความร้อนและพลังงานจึงเป็นเพศชาย ส่วนกลางคืนให้ความชุ่มชื้นและการพักผ่อนจึงเป็นเพศหญิง พื้นฐานข้อนี้มีอยู่ในทั้งโหราศาสตร์ไทย สากล และยูเรเนียน เช่นเดียวกับเรื่องธาตุทั้งสี่นั่นเอง

ทอเลมีเป็นโหราจารย์ยุคแรกๆที่แบ่งจักรราศีออกตามฤดูกาล หรือเรียกกันในปัจจุบันว่า จักรราศีแบบสายนะ (Tropical Zodiac) โดยกล่าวถึงการแบ่งฤดูกาลเป็น 4 ฤดูในแต่ละปี ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ทอเลมีระบุว่า จุดวสันตวิษุวัต (Vernal Equinox) เป็นจุดเริ่มต้นของราศีเมษ เพราะความชุ่มชื้นของฤดูใบไม้ผลิก่อให้เกิดจุดเริ่มต้นของจักรราศี นี่ชี้ให้เห็นชัดเจนในความเป็นต้นธารมาสู่โหราศาสตร์ฝั่งตะวันตก รวมถึงยูเรเนียน ในปัจจุบัน

เรื่องมุมสัมพันธ์ก็เช่นกัน ทอเลมีได้อธิบายในเตตราบิโบลสไว้ละเอียดเกี่ยวกับการนำเรขาคณิตมาอธิบายโครงสร้างความสัมพันธ์ของมุมในวงกลม จนกลายเป็นความสัมพันธ์เชิงมุม 5 แบบ คือมุมกุม (Conjunct 0°), มุมเล็ง (Opposite 180°), มุมตรีโกณ (Trine 120°), มุมฉาก (Square 90°) และมุมโยค (Sextile 60°) มุมทั้งห้านี้ ปัจจุบันเรียกกันว่า มุมทอเลมี (Ptolemaic Aspects) และเป็นหลักสำคัญของโหราศาสตร์ยุคปัจจุบัน ในโหราศาสตร์ไทยนั้น การดู ดวงอีแปะ ก็จะเน้นการทำมุม 5 แบบนี้เช่นกัน โดยมุมอีก 2 มุมที่เหลือ คือมุมปลายหอก (Inconjunct 150°) และมุมขนาบ (Semi-Sextile 30°) ถือว่าเป็นมุมรองลงไป ส่วนโหราศาสตร์สากลนั้นมีการพัฒนามุมรอง เช่น มุม 30°, 45°, 72°, 135°, 144°, 150° ฯลฯ ขึ้นมาในยุคกลาง แต่หลักใหญ่ก็ยังใช้มุมทอเลมีนั่นเอง จะมีแต่โหราศาสตร์ยูเรเนียนที่ท่านอัลเฟรด วิตเตอ พัฒนาขึ้นมาเท่านั้น ที่ให้อิทธิพลของมุม 0°, 180°, 90°, 45°, 135° หรือมุมแข็ง (Hard Aspects) โดดเด่นกว่ามุมตรีโกณหรือมุมโยค

สำหรับมุมปลายหอก (Inconjunct 150°) นั้น ทอเลมีได้แยกอธิบายออกมา 1 บทเป็นการเฉพาะ โดยระบุว่าเป็นมุมที่แตกต่างกัน (Inconjunct and Separated) เพราะมุมนี้แบ่งวงกลมจักรราศีออกเป็นส่วนที่ไม่เท่ากัน มุมนี้จึงไม่ได้รวมเข้าไปในมุมของทอเลมี

ทอเลมีได้จัดให้ดาวเคราะห์ครองราศีต่างๆ หรือเรียกกันว่า ดาวเกษตร โดยเริ่มต้นกำหนดให้จันทร์และอาทิตย์ครองราศีทางทิศเหนือสุดของโลก นั่นคือ ราศีกรกฎ (เพศหญิง) และราศีสิงห์ (เพศชาย) จากนั้นกำหนดให้ราศีจากสิงห์ถึงมกรเป็นอัฒจักรฝ่ายสุริยะ และให้ราศีจากกุมภ์ถึงกรกฎเป็นอัฒจักรฝ่ายจันทรา แล้วกำหนดให้ดาวเคราะห์ที่เหลือเป็นเกษตร 2 ราศี ครองทั้งราศีฝ่ายสุริยะและฝ่ายจันทรา เริ่มต้นจากดาวเสาร์ที่มีลักษณะหนาวเย็นจึงให้อยู่ไกลจากดาวที่มีแสงสว่างทั้งอาทิตย์และจันทร์มากที่สุด คือราศีมกรและกุมภ์ จากนั้นไล่ย้อนหลังกลับมาคือ ดาวพฤหัสครองราศีธนูและมีน ดาวอังคารครองราศีพิจิกและเมษ ดาวศุกร์ครองราศีตุลและพฤษภ สุดท้ายดาวพุธครองราศีกันย์และมิถุน การจัดดาวเคราะห์ครองเกษตร 2 ราศีเช่นนี้เป็นระบบที่ใช้มายาวนานจนกระทั่งถึงปัจจุบัน โหรไทยส่วนใหญ่ก็ยังใช้ดาวเกษตรสองราศีเช่นนี้เหมือนกับทอเลมี แม้ว่าเมื่อมนุษย์ค้นพบดาวมฤตยู เนปจูน พลูโต และโหรยุคใหม่ก็จัดให้ดาวทั้งสามดวงครองราศีต่างๆ แต่โหรไทยส่วนใหญ่และโหรสากลที่ใช้หลักกาลชะตา (Horary) แบบดั้งเดิมก็ยังคงนิยมดาวเกษตร 2 ราศีตามแบบของทอเลมีเมื่อสองพันปีก่อนเช่นเดิม

สำหรับดาวอุจจ์ (Exaltation) หรือบางครั้งก็นิยมเรียกว่า มหาอุจจ์ นั้น ทอเลมีอธิบายไว้ค่อนข้างละเอียดกว่าตำราโหราศาสตร์ทั่วไป เช่น อาทิตย์เริ่มโคจรปัดขึ้นเข้าสู่อัฒจักรภาคเหนือเมื่อเข้าราศีเมษ และเป็นจุดเริ่มต้นที่กลางวันยาวนานกว่ากลางคืน ทอเลมีจึงให้อาทิตย์เป็นอุจจ์ในราศีเมษ ฯลฯ โดยสรุปคือ ทอเลมีให้ อาทิตย์เป็นอุจจ์ในราศีเมษ เสาร์เป็นอุจจ์ในราศีตุล จันทร์เป็นอุจจ์ในราศีพฤษภ พฤหัสเป็นอุจจ์ในราศีกรกฎ อังคารเป็นอุจจ์ในราศีมกร ศุกร์เป็นอุจจ์ในราศีมีน และพุธเป็นอุจจ์ในราศีกันย์ การจัดดาวเคราะห์เป็นอุจจ์ในราศีต่างๆโดยทอเลมีนี้ก็ได้ส่งต่อมายังโหราศาสตร์ยุคปัจจุบันเช่นเดียวกับเรื่องดาวเกษตร

จุดเด่นประการหนึ่งของโหราศาสตร์ยูเรเนียนที่ท่านวิตเตอได้คิดค้นขึ้นมานั่นคือ การใช้กฎการสะท้อน (Antiscion) มาใช้อย่างพิสดาร ซึ่งท่านวิตเตอได้เคยชี้แจงต่อโหรยุคนั้นแล้วว่า สิ่งที่ท่านค้นพบไม่ได้เป็นของใหม่ แต่เป็นการแตกยอดออกจากตำราเตตราบิโบลสของทอเลมีนั่นเอง ผมได้ลองค้นดูพบว่า ทอเลมีได้กล่าวถึงอิทธิพลของดาวที่อยู่เดคลิเนชั่นเดียวกันแต่อยู่คนละด้านของเส้นศูนย์สูตร รวมถึงกล่าวถึงการสะท้อนจากแกนเมษ-ตุล และแกนกรกฎ-มกร ด้วย นั่นหมายถึงว่า เตตราบิโบลสก็มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อโหราศาสตร์ยูเรเนียนนั่นเอง นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงการนำจุดองคลาภ (Part of Fortune) ที่เป็นที่มาของพระเคราะห์สนธิ มาใช้ในการพยากรณ์ดวงชะตาอย่างพิสดารที่ทอเลมีอธิบายไว้ในเตตราบิโบลสเช่นกัน

ในเรื่องเรือนชะตานั้น ทอเลมีเองเขียนหลักการพยากรณ์โดยใช้เรือนชะตาไม่มากนัก ส่วนใหญ่การพยากรณ์ของทอเลมีจะเน้นไปที่การดูดาวเคราะห์ที่ให้อิทธิพลต่อเรื่องแต่ละเรื่องโดยตรงมากกว่า อย่างไรก็ตาม บางตอนของเตตราบิโบลส ทอเลมีได้อธิบายว่า เรือนที่ 1 เริ่มจากนับถอยหลังจากลัคนาไป 5 องศา และนับมา 30 องศา นั่นหมายความว่า เป็นเรือนชะตาแบบเท่า คือทุกเรือนมีความกว้างเท่ากับ 30 องศาทั้งหมด นอกจากนี้ โหราศาสตร์ในยุคกรีก (Hellenistic Astrology) มีการใช้เรือนชะตาแบบ Whole Signs อย่างแพร่หลาย เรือนชะตาแบบ Whole Signs นี้คือการที่ถือว่าเส้นแบ่งราศีคือเส้นแบ่งเรือน เรือนที่ 1 คือเรือนที่ ลัคนาสถิตอยู่ พูดง่ายๆคือเรือนชะตาแบบโหราศาสตร์ไทยนั่นเอง ข้อแตกต่างเล็กน้อยคือ โหรยุคโบราณมีการคำนวณเมอริเดียนใส่เข้าไปในดวงชะตาด้วย ซึ่งอาจทำให้เมอริเดียนไม่ได้อยู่ในเรือนที่ 10 ก็ได้ เรือนชะตาแบบ Whole Signs นี้ มีโหรต่างประเทศบางท่านเชื่อว่า เป็นระบบที่ทอเลมีใช้ แต่เท่าที่ผมอ่านในเตตราบิโบลส ก็ยังไม่เห็นว่าทอเลมีใช้ระบบดังกล่าว อีกทั้งโหรร่วมสมัยกับทอเลมีที่เขียนตำราเกี่ยวกับเรือนชะตาไว้ค่อนข้างมากก็คือ มาร์คัส มานิเลียส (Marcus Manilius) หากท่านใดสนใจเรื่องเรือนชะตาในยุคโบราณน่าจะไปค้นคว้าในคัมภีร์ Astronimica ของมานิเลียสมากกว่า

เท่าที่เล่ามานี้เป็นเพียงบางส่วนจากคัมภีร์เตตราบิโบลสเท่านั้น เนื้อหาในคัมภีร์ยังมีอีกมาก และเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ น่าศึกษา และสามารถนำมาต่อยอดให้กับโหราศาสตร์ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้ ผมขอหยิบยกมาเพียงเท่านี้ ซึ่งก็เพียงพอที่จะพิสูจน์แล้ว่า คัมภีร์เตตราบิโบลสเป็นต้นธารของโหราศาสตร์ไทยและยูเรเนียนจริงๆ และหวังไว้ว่า บทความนี้จะทำให้หลายๆท่านเริ่มสนใจศึกษาคัมภีร์เตตราบิโบลสเพื่อค้นหาเพชรน้ำเอกของโหราศาสตร์ร่วมกัน

ประวัติคาถาชินบัญชร ่14 สิงหาคม, 2016

Posted by starseerblog in เกร็ดโหรา.
Tags: , , ,
add a comment

โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
14 สิงหาคม 2559

หากถามว่า คาถาใดบ้างที่นิยมสวดกันมากที่สุดในประเทศไทย คาถาชินบัญชรย่อมอยู่ในอันดับต้นๆอย่างแน่นอน คาถานี้ว่ากันว่า เป็นของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) วัดระฆังโฆสิตาราม พระมหาเถระผู้มีชีวิตในยุค ๕ แผ่นดินแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย อาจด้วยเหตุที่เล่าลือกันว่า คาถานี้จะช่วยคุ้มครองให้ผู้สวดปลอดภัยจากภยันตรายใดๆทั้งปวง เพราะเนื้อความในคาถาเป็นการอัญเชิญพระอรหันตเถระมาสถิตยังอวัยวะต่างๆของร่างกายและอัญเชิญพระปริตรทั้งหลายมาปกป้องรอบทิศ อย่างไรก็ตาม คาถานี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร กลับมีผู้ทราบไม่มากนัก

SomdejTo_SomdejNgan

จากหนังสือ ประวัติคาถาชินบัญชร เรียบเรียงโดย สุเชาวน์ พลอยชุม จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๙ (ต่อมาได้แก้ไขปรับปรุงและจัดพิมพ์อีกหลายครั้ง โดยฉบับที่อ้างอิงในบทความนี้คือ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๕ เมื่อปี ๒๕๔๓) ได้รวบรวมที่มาที่ไปของคาถานี้โดยละเอียด แม้ว่ายังไม่ได้หลักฐานข้อสรุปที่แน่นอน แต่พอเห็นภาพที่ชัดเจน จึงขอนำมาเล่าโดยสรุปดังนี้

คาถานี้เป็นที่แพร่หลาย ไม่เฉพาะในไทย แต่ยังแพร่หลายในพม่า และศรีลังกาอีกด้วย ในพม่าเรียกกันว่า “รตนาชวยใช่” แปลว่า กรงทองแห่งพระรัตนตรัย มีคาถา ๑๔ บท ส่วนในศรีลังกา มีการจัดพิมพ์อยู่ในหนังสือ The Mirror of the Dhamma (กระจกธรรม) ซึ่งพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ ของศรีลังกา (ตรงกับ พ.ศ.๒๕๐๓ ของไทย) เรียกว่า ชินบัญชร เช่นกัน แต่มีทั้งหมดคาถา ๒๒ บท โดย ๑๔ บทแรกตรงกับของไทยและพม่า (จำนวนบทตรงกัน แต่มีข้อแตกต่างในรายละเอียด)

คาถาชินบัญชรนี้ เจ้าประคุณสมเด็จฯโต ไม่ได้เป็นผู้รจนาขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่นำเอาคาถาที่มีมาแต่เดิมมาปรับปรุงแก้ไข ตัวคาถาเดิมนั้นเป็นที่แพร่หลายในหมู่ประชาชนทางเมืองเหนือมาแต่โบราณ รู้จักกันในนามว่า “สูตรเชยยเบงชร” หรือออกเสียงตามสำเนียงพื้นเมืองว่า “ไจยะเบงจร” มีการจดจารึกด้วยอักษรล้านนา ฉบับเก่าแก่ที่สุดที่สำรวจพบตอนนี้คือ ฉบับของวัดชัยมงคลเวียงใต้ จังหวัดน่าน เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๔ แต่คาถานี้เกิดมาก่อนหน้านั้น ไม่น้อยกว่า ๔๐๐ ปีมาแล้ว คุณสุเชาวน์ พลอยชุม สันนิษฐานว่า น่าจะแต่งขึ้นที่เมืองเชียงใหม่ อย่างช้าไม่เกินสมัยพระเจ้าติโลกราชมหาราช อย่างเร็วไม่เกินสมัยพระเจ้าอโนรธา นั่นคือ คาถานี้น่าจะแต่งขึ้น ระหว่าง พ.ศ. ๑๙๘๒-๒๑๕๐ และคงแต่งโดย พระเถระชาวล้านนาซึ่งไม่ปรากฏชื่อแน่ชัด เมื่อเป็นที่นิยมในล้านนา ก็ได้แพร่หลายไปในพม่าและศรีลังกา ต่อมา เจ้าประคุณสมเด็จฯ โต ได้นำมาปรับปรุงแก้ไขพร้อมเรียกชื่อเสียใหม่ว่า “ชินบัญชร” จนเป็นที่นิยมในไทย

ชาวเมืองเหนือมีความศรัทธาเชื่อถือในคาถานี้อย่างกว้างขวาง ใช้ในพิธีกรรมสำคัญต่างๆ เช่น สวดสืบชาตา ขึ้นบ้านใหม่ ขึ้นธาตุ ขึ้นถ้ำ สวดขอฝน นอกจากนี้ ยังนิยมเอาบางตอนของคาถานี้ (คือคาถาที่ ๑๐, ๑๑, ๑๒) มาเขียนย่อเป็นยันต์ลงในแผ่นกระดาษหรือแผ่นผ้าขนาดสี่เหลี่ยมสำหรับติดที่ปลายเสาดั้งของบ้านเรือน โบสถ์ วิหาร เพื่อป้องกันฟ้าผ่า ไฟไหม้ เรียกว่า “ยันต์เทียนหัวเสา” บ้าง “ยันต์เสาดั้ง” บ้าง “ยันต์ฟ้าฟิก” บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทว่า “ระตะนัง ปุระโต อาสิ” ของคาถาชินบัญชรนั้นถือกันว่าเป็นหัวใจของคาถาชินบัญชร ถือกันในทางไสยศาสตร์ว่าขลังนัก เรียกกันว่า “คาถาตาลเหี้ยน” เพราะอยู่ยงคงกระพันถึงขนาดยิงจนยอดตาลเหี้ยนก็ไม่เป็นอันตราย

เนื่องจาก คาถาชินบัญชร ฉบับวัดระฆังโฆสิตาราม เป็นที่แพร่หลายในเมืองไทยมากอยู่แล้ว ผมขอนำคาถาชินบัญชร ฉบับปรับปรุงแก้ไขโดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ วัดบวรนิเวศวิหาร จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาลง ณ ที่นี้ (โดยพิมพ์เป็นตัวอ่านแบบไทยเพื่อความสะดวกในการสวด) เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย

คาถาชินบัญชร ฉบับปรับปรุงโดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

ก่อนสวด ให้ตั้ง นะโมฯ ๓ จบ

๑.ชะยาสะนะคะตาพุทธา  เชตะวามารังสวาหินิง
จะตุสัจจามะตะระสัง  เยปิวิงสุนะราสะภา

๒. ตัณหังกะราทะโยพุทธา  อัฏฐะวีสะตินายะกา
สัพเพปะติฏฐิตามัยหัง  มัตถะเกเตมุนิสสะรา

๓. สิเรปะติฏฐิโตพุทโธ  ธัมโมจะมะมะโลจะเน
สังโฆปะติฏฐิโตมัยหัง  อุเรสัพพะคุณากะโร

๔. หะทะเยเมอะนุรุทโธ  สารีปุตโตจะทักขิเณ
โกณฑัญโญปิฏฐิภาคัสมิง  โมคคัลลาโนสิวามะเก

๕. ทักขิเณสะวะเนมัยหัง  อาสุงอานันทะราหุลา
กัสสะโปจะมะหานาโม  อุโภสุงวามะโสตะเก

๖. เกสันเตปิฏฐิภาคัสมิง สุริโยวะปะภังกะโร
นิสินโนสิริสัมปันโน  โสภิโตมุนิปุงคะโว

๗. กุมาระกัสสะโปเถโร มะเหสีจิตตะวาทะโก
โสมัยหังวะทะเนนิจจัง  ปะติฏฐาติคุณากะโร

๘. ปุณโณอังคุลิมาโลจะ  อุปาลีนันทะสีวะลี
เถราปัญจะอิเมชาตา  นะลาเฏติละกามะมะ

๙. เสสาสีติมะหาเถรา  วิชิตาชินะสาวะกา
ชะลันตาสีละเตเชนะ  อังคะมังเคสุสัณฐิตา

๑๐. ระตะนังปุระโตอาสิ  ทักขิเณเมตตะสุตตะกัง
ธะชัคคังปัจฉะโตอาสิ  วาเมอังคุลิมาละกัง

๑๑. ขันโธโมระปะริตตัญจะ  อาฏานาฏิยะสุตตะกัง
อากาสัจฉะทะนังอาสิ  เสสาปาการะสัญญิตา

๑๒. ชินาณาขะละสังยุตเต  ธัมมะปาการะลังกะเต
วะสะโตเมจะตุกิจเจนะ  สะทาสัมพุทธะปัญชะเร

๑๓. วาตะปิตตาทิสัญชาตา  พาหิรัชฌัตตุปัททะวา
อะเสสาวินะยังยันตุ  อนันตะชินะเตชะสา

๑๔. ชินะปัญชะระมัชฌัฏฐัง  วิหะรันตังมะหีตะเล
สะทาปาเลนตุมังสัพเพ  เตมะหาปุริสาสะภา

อิจเจวะมัจจันตะกะโตสุรักโข
ชินานุภาเวนะชิตุปัททะโว
ธัมมนานุภาเวนะชิตาริสังโค
สังฆานุภาเวนะชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะปัญชะเร.

คำแปลคาถาชินบัญชร

๑. พระพุทธะทั้งหลายทรงชนะมารพร้อมทั้งเสนาพาหนะเสด็จสู่พระที่นั่งแห่งชัยชนะแล้ว พระพุทธะเหล่าใดเล่าทรงเป็นผู้ประเสริฐแห่งนรชน ทรงดื่มอมตรสแห่งสัจจะทั้ง ๔ แล้ว

๒. พระพุทธะทั้งหลาย ๒๘ พระองค์ มีพระตัณหังกร เป็นต้น ทรงเป็นพระนายกผู้นำโลก พระมุเนศวรจอมมุนี ทุกพระองค์นั้น ทรงสถิตประทับบนกระหม่อมแห่งข้าพระเจ้า

๓. พระพุทธะทั้งหลายทรงสถิตประทับบนศีรษะ พระธรรมสถิตประทับที่ดวงตาของข้าพระเจ้า พระสงฆ์ผู้เป็นบ่อเกิดแห่งคุณทั้งปวงสถิตประทับที่อุระของข้าพระเจ้า

๔. พระอนุรุทธะประทับที่หทัย พระสารีบุตรประทับที่เบื้องขวา พระโกณฑัญญะประทับที่เบื้องหลัง พระโมคคัลลานะประทับที่เบื้องซ้าย

๕. พระอานนท์และพระราหุลประทับที่หูเบื้องขวาของข้าพระเจ้า พระกัสสปะและพระมหานามทั้ง ๒ ประทับที่หูเบื้องซ้าย

๖. พระโสภิตผู้เป็นมุนีที่แกล้วกล้า ถึงพร้อมด้วยสิริเหมือนอย่างดวงอาทิตย์ส่องแสงสว่าง ประทับที่สุดผมส่วนเบื้องหลัง

๗. พระเถระผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ผู้มีวาทะอันวิจิตรชื่อพระกุมาระกัสสปะ ผู้เป็นบ่อเกิดแห่งคุณนั้น ประทับที่ปากของข้าพระเจ้าเป็นนิตย์

๘. พระเถระ ๕ พระองค์เหล่านี้ คือ พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ พระสีวลี เกิดเหมือนอย่างดิลก (รอยเจิม) ที่หน้าผากของข้าพระเจ้า

๙. พระมหาเถระทั้งหลาย ๘๐ ที่เหลือจากนี้ ผู้ชนะ ผู้เป็นสาวกของพระพุทธะผู้ทรงชนะ รุ่งเรืองอยู่ด้วยเดชแห่งศีลสถิตอยู่ที่อังคาพยพทั้งหลาย

๑๐. พระรตนสูตรประจุอยู่เบื้องหน้า พระเมตตสูตร ประจุอยู่เบื้องขวา พระธชัคคสูตรประจุอยู่เบื้องหลัง พระอังคุลิมาลสูตรประจุอยู่เบื้องซ้าย

๑๑. พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร เป็นเหมือนอย่างฟ้าครอบ พระสูตรปริตรทั้งหลายที่เหลือกำหนดหมายเป็นปราการ

๑๒. เมื่อข้าพระเจ้าอาศัยอยู่ด้วยกิจทั้ง ๔ อย่าง ในบัญชรแห่งพระสัมพุทธะ ประกอบด้วยลานเขตแห่งอาณาอำนาจแห่งพระพุทธะผู้ทรงชนะ ประดับด้วยปราการ คือ พระธรรม ทุกเมื่อ

๑๓. ขออุปัทวะ (เครื่องขัดข้อง) ทั้งภายนอกทั้งภายในทั้งหลาย ที่เกิดจากลมและน้ำดีเป็นต้น จงถึงความสิ้นไป ไม่มีเหลือด้วยเดชแห่งพระชินะผู้ไม่มีที่สุด

๑๔. ขอพระมหาบุรุษผู้เลิศกล้าทั้งหลายทั้งปวงนั้น โปรดอภิบาลข้าพระเจ้าผู้สถิตในท่ามกลางแห่งพระชินบัญชรอยู่บนพื้นแผ่นดินทุกเมื่อ

ข้าพระเจ้ามีความรักษาดี โดยทำให้ครบถ้วนทุกทางอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ขอจงชนะอุปัทวะด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธะผู้ทรงชนะ ชนะข้าศึกขัดข้องด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ อันอานุภาพแห่งพระสัทธรรมอภิบาล ประพฤติอยู่ในพระชินบัญชร เทอญ.

 

คาถาพระพุทธอุดมสมบูรณ์ ่25 กรกฎาคม, 2016

Posted by starseerblog in เกร็ดโหรา.
Tags: , , , ,
add a comment

โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
23 กรกฎาคม 2559

เป็นที่รู้กันในหมู่ลูกศิษย์ว่า สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหมฺคุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร องค์ปัจจุบัน ท่านนิยมสร้างพระกริ่งพระพุทธอุดมสมบูรณ์ ในวาระต่างๆ อยู่เสมอ ที่มาที่ไปของเรื่องนี้ มีเรื่องเล่ามาว่า

เมื่อปี ๒๕๓๓ ขณะสมเด็จพระวันรัตดำรงสมณศักดิ์ที่ พระราชสุมนต์มุนี ได้รับพระพุทธรูปงาแกะขนาดเล็ก ศิลปะแบบจีน จากเมืองซัวเถา สาธารณรัฐประชาชนจีน พระพุทธรูปองค์นี้แกะสลักจากงาช้างด้วยฝีมือช่างชั้นเยี่ยม เป็นพระพุทธรูปแบบขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย พระหัตถ์ซ้ายถือลูกแก้ว ลำพระองค์อวบอ้วน ประทับนั่งบนฐานบัวสองชั้น แสดงถึงความสุขสมบูรณ์ทางร่างกาย อันหมายถึงความมั่งมีและสมบูรณ์พร้อมด้วยความสุข พระเดชพระคุณท่านจึงได้ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระพุทธอุดมสมบูรณ์”

หลังจากนั้น พระเดชพระคุณท่านได้จัดสร้างพระกริ่ง ซึ่งจำลองแบบสร้างจากพระพุทธอุดมสมบูรณ์ อีกหลายต่อหลายรุ่น ซึ่งเรียกกันว่า “พระกริ่งพระพุทธอุดมสมบูรณ์” และจากรูปลักษณะขององค์พระที่มีลักษณะอวบอ้วนอุดมสมบูรณ์ จึงมักเรียกกันในบรรดาหมู่ลูกศิษย์ว่า “พระกริ่งปุ้มปุ้ย”

img_1575

พระพุทธอุดมสมบูรณ์ พระพุทธรูป ที่ วิหารพระพุทธอุดมสมบูรณ์ วัดคีรีวิหาร จ.ตราด

ในหนังสือ “ประวัติพระกริ่งพระพุทธอุดมสมบูรณ์” ตอนท้ายหนังสือ ได้ตีพิมพ์ คาถาบูชาพระพุทธอุดมสมบูรณ์ เอาไว้ ซึ่งคาถาดังกล่าวคือ ธรรมะว่าด้วย อริยทรัพย์ ๗ หรือ ทรัพย์อันประเสริฐ ๗ ประการ อันได้แก่

ศรัทธา (เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ เชื่อในกฎแห่งกรรม เชื่อในธรรมะของพระพุทธเจ้า),

ศีล (รักษากายวาจาให้ดี),

หิริ (ละอายต่อบาป),

โอตตัปปะ (เกรงกลัวต่อบาป),

สุตะ (การฟังธรรม รวมถึงการอ่าน),

จาคะ (บริจาคเพื่อลดตระหนี่)

และปัญญา (รู้จักเหตุและผลตามความเป็นจริง)

ท่านกล่าวเอาไว้ว่า ผู้ใดมีอริยทรัพย์ ผู้นั้นย่อมเป็นคนมั่งมี เป็นผู้ไม่จน ชีวิตย่อมไม่สูญเปล่า ทรัพย์อื่นใด หามาแล้วนำไปซื้ออย่างอื่นก็ย่อมหมดไป แต่อริยทรัพย์ ได้มาแล้วไปซื้อคุณธรรมอื่นๆ ก็ไม่มีวันหมดสิ้น

คาถาบูชาพระพุทธอุดมสมบูรณ์

(ตั้ง นะโม ๓ จบ)

สัทธาธะนัง สีละธะนัง หิริโอตตัปปิยัง ธะนัง

สุตะธะนัญจะ จาโค จะ ปัญญา เว สัตตะมัง ธะนัง

ยัสสะ เอตา ธะนา อัตถิ อิตถิยา ปุริสัสสะ วา

อะทะลิทโทติ ตัง อาหุ อะโมฆัง ตัสสะ ชีวิตัง ฯ

(๓ จบ)

สำหรับคำแปลของคาถานี้ ขอนำส่วนหนึ่งจากเทศนากัณฑ์ “อริยทรัพย์” โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เมื่อครั้งบรรพชาเป็นสามเณรพรรษาแรก ที่วัดเทวสังฆาราม จ.กาญจนบุรี เป็นเทศน์กัณฑ์แรกในชีวิตของพระองค์ท่าน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ ดังนี้

“ทรัพย์คือสัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ
ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญาเป็นที่ ๗
ทรัพย์เหล่านี้มีอยู่แก่บุคคลผู้ใด จะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม
บัณฑิตกล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้ไม่จน แลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้นั้นไม่เปล่า”

สมเด็จพระวันรัต ท่านเป็นพระเถระ ผู้ซึ่งสอนธรรมะแทรกลงไปในทุกเรื่องเสมอ ท่านเคยสอนผมว่า เวลาสวดมนต์ ให้เลือกสวดบทที่มีธรรมะด้วย จะได้ทั้งศรัทธาและปัญญาไปพร้อมกัน ดังนั้น พระเครื่องที่ท่านสร้างขึ้น จึงแฝงหลักการนี้ไปด้วย นั่นคือ คนส่วนใหญ่บูชาพระเครื่องด้วยศรัทธา หวังพึ่งอำนาจบารมีของพระเครื่องมาคุ้มครองและส่งเสริมตัวเรา ชื่อพระกริ่งพระพุทธอุดมสมบูรณ์ ก็เช่นกัน บรรดาลูกศิษย์ส่วนใหญ่ต่างบูชามุ่งหวังจะเคล็ดว่า บูชาพระแล้ว ตัวเราเองจะเกิดความอุดมสมบูรณ์ดังเช่นชื่อของพระ สมเด็จพระวันรัตจึงมอบคาถาอริยทรัพย์มาให้สวดบูชา เพื่อที่ผู้สวดจะได้รับธรรมะที่อยู่ใน อริยทรัพย์ ไปพร้อมกัน จะได้เกิด ปัญญา ที่จะมองเห็นว่า ทรัพย์สำคัญที่สุดที่เราควรสะสม ก็คือ อริยทรัพย์ นั่นเอง