สุริยุปราคาเต็มดวง พาดผ่านสหรัฐอเมริกา 21 ส.ค. 2017

โดย Pallas
20 สิงหาคม 2560

วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม 2017 จะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง มองเห็นได้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนในประเทศไทยนั้นมองไม่เห็นปรากฏการณ์ดังกล่าว เพราะเวลานั้นด้านเราเป็นเวลากลางคืน สุริยุปราคาครั้งนี้ คนอเมริกันเรียกกันว่า The Great American Eclipse เพราะเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงที่พาดผ่านประเทศสหรัฐอเมริกาเต็มๆ จะเรียกว่า พาดผ่านแบบสะพายแล่ง ก็น่าจะได้ และครั้งล่าสุดที่มีแนวสุริยุปราคาเต็มดวงที่ลากจากชายฝั่งด้านหนึ่งไปถึงอีกด้านหนึ่งของสหรัฐฯ เช่นนี้ ก็เมื่อ 8 มิถุนายน ค.ศ. 1918 หรือ เมื่อ 99 ปีก่อนเลยทีเดียว ตอนนั้นเป็นช่วงท้ายสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่ในตอนแรก สหรัฐฯไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย เพราะส่วนใหญ่รบกันในยุโรป แต่ในปี 1917 สหรัฐฯได้ส่งทหารเข้าร่วมสงครามด้วย ถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศที่สหรัฐฯส่งทหารไปรบนอกประเทศ

greatamericaneclipse21Aug2017

ที่น่าสังเกตประการหนึ่งคือ ลักษณะการพาดผ่านของแนวสุริยุปราคาของสหรัฐฯ ครั้งนี้ คล้ายกับ แนวคราสที่เกิดในประเทศไทยเมื่อ ตุลาคม 2538 ซึ่งน่าแปลกตรงที่หลังเหตุการณ์นั้น ผลการเลือกตั้งของไทยมีการเลือกพรรคการเมืองสองขั้วแบ่งตามแนวคราสครั้งนั้นค่อนข้างชัดเจน และส่งผลให้ต่อมาประเทศไทยก็เกิดความขัดแย้งทางความคิดจนประเทศเราติดกับดักการเมืองกว่าสองทศวรรษถึงทุกวันนี้ ก็ต้องดูต่อไปว่าที่สหรัฐฯจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเขามีประธานาธิบดีที่สร้างความแตกแยกในประเทศเขาอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์

ThailandSolarEclipseOct1995

สุริยคราสเต็มดวง 21 สิงหาคม 2017 นี้ เกิดขึ้นที่ตำแหน่ง 29 องศา ราศีสิงห์ ตามจักรราศีสายนะ (Tropical Zodiac) ที่ใช้ในโหราศาสตร์สากลและยูเรเนียน ตามตำราโหราศาสตร์บ้านเมือง (Mundane Astrology) ของ Raphael บอกว่า

คราสเกิดในราศีธาตุไฟ จะเกิดความเสียหายต่อปศุสัตว์, เกิดการพ้นตำแหน่ง การกักขัง หรือฆาตกรรมต่อผู้นำประเทศชั้นนำ, เกิดความไม่พอใจหรือความขัดแย้งในหมู่ประชาชน, มีการเคลื่อนไหวของกองทัพ การต่อสู้ ไฟไหม้ โรคระบาด และการขาดแคลนผลไม้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากคราส

คราสเกิดในตรียางศ์สุดท้าย ราศีสิงห์ จะเกิดความเสื่อมเสียในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และโบสถ์ การจับกุม เข้ายึด และปล้นสะดมในเมือง

อ่านแล้วดูน่ากลัว แต่หนังสือเล่มนี้ของ Raphael ตีพิมพ์ครั้งแรกในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เล็กน้อย เนื้อหาจึงค่อนข้างไปในทางร้ายตามบรรยากาศของโลกยุคนั้น (แต่ใช่ว่า ยุคนี้จะดีกว่าหรือเปล่า?)

ในฐานะนักโหราศาสตร์ ก็คงต้องเฝ้าสังเกตเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อไปครับ

ที่มาของไพ่ 3 เหรียญในชุดไรเดอร์เวท

โดย พัลลาส (Pallas@horauranian.com)
5 กุมภาพันธ์ 2560

กล่าวได้ว่า ไพ่ทาโรต์ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในโลกปัจจุบันนี้ คือ ไพ่ทาโรต์ชุด ไรเดอร์เวท (Rider-Waite Deck) หรือจริงๆแล้วควรเรียกว่า ไพ่ชุดเวทสมิธ (Waite-Smith Deck) ไพ่ชุดนี้ได้รับการจัดทำขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1910 หน้าไพ่วาดโดย พาเมลา โคลแมน สมิธ (Pamela Colman Smith) ภายใต้การกำกับแนวทางโดย อาเธอร์ เอ็ดเวิร์ด เวท (Arthur Edward Waite) และจัดพิมพ์โดย William Rider & Son ประเทศอังกฤษ ด้วยเหตุนี้ คนจึงนิยมเรียกว่า ไพ่ไรเดอร์เวท แต่ถ้าจะเรียกให้เกียรติแก่ผู้วาดภาพหน้าไพ่แล้ว ก็ควรจะเรียกว่า ไพ่เวทสมิธ มากกว่า

Marcus Katz และ Tali Goodwin ได้เขียนหนังสือ Secrets of the Waite-Smith Tarot ทำให้เราเข้าใจความลับที่ซ่อนในไพ่ชุดนี้มากขึ้น โดยเฉพาะที่มาที่ไประหว่างการวาดภาพหน้าไพ่ชุดนี้ของ พาเมลา สมิธ ในหนังสือเล่มดังกล่าว ผู้เขียนได้สรุปว่า พาเมลา สมิธ ได้แรงบันดาลใจในการวาดภาพอาคารสถานที่และฉากหลังของไพ่ชุดนี้มาจากสถานที่จริงๆ ในเมืองวินเชลซี (Winchelsea) ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นบ้านของ เอลเลน เทอรี เพื่อนของพาเมลา ที่เชื่อกันว่า พาเมลา น่าจะเคยไปพักที่บ้านเพื่อนคนนี้ในช่วงเวลาก่อนที่จะได้มาออกแบบไพ่ทาโรต์ชุดสำคัญ

ในรูป เห็นได้ว่า ไพ่ 3 เหรียญ ได้แรงบันดาลใจมาจาก โบสถ์วินเชลซี อย่างชัดเจน ซุ้มโค้งของหน้าต่าง สอดคล้องกับภาพบนหน้าไพ่พอดี หากมองไปที่ซุ้มประตูโค้งทางซ้าย นักพยากรณ์ไพ่ทาโรต์น่าจะจินตนาการเห็นภาพไพ่ 10 เหรียญได้เช่นกัน และขอทายว่า หากใครมองเห็นภาพไพ่ 10 เหรียญตรงซุ้มประตูโค้งตรงนั้น ก็ขอให้ร่ำรวยสมหวังในเรื่องเงินทองตามความหมายของไพ่ 10 เหรียญกันทุกคนนะครับ

3pentacles_winchelseachurch

เครดิตภาพจาก Marcus Katz & Tali Goodwin

 

ปรากฏการณ์ฟ้า 2560

ปรากฏการณ์ฟ้า 2560

โดย พัลลาส (Pallas@horauranian.com)
3 มกราคม 2560

คำนวณโดยใช้จักรราศีแบบสายนะ (Tropical Zodiac) ที่ใช้ในโหราศาสตร์สากล (ซึ่งจะไม่ตรงกับจักรราศีนิรายนะที่ใช้ในโหราศาสตร์ไทย) และบอกเวลา ณ เวลามาตรฐานประเทศไทย คำนวณลัคนาและเมอริเดียน ณ กรุงเทพฯ ปี พ.ศ.2560 หรือ ค.ศ. 2017

มีอุปราคา หรือ คราส (Eclipse) เกิดขึ้นทั้งหมด 4 ครั้ง (เท่ากับ ปี 2559 ที่เกิด 4 ครั้ง) ดังต่อไปนี้

1.จันทรุปราคาเงามัว 11 ก.พ. 2560 เวลา 7:44 น. ตำแหน่งคราส ราศีสิงห์ 22 องศา 34 ลิบดา ขนาดของคราส 0.988

2.สุริยุปราคาวงแหวน 26 ก.พ. 2560 เวลา 21:53 น. ตำแหน่งคราส ราศีมีน 8 องศา 12 ลิบดา เกิดนาน 0 นาที 44 วินาที ในประเทศไทยมองไม่เห็น

3.จันทรุปราคาบางส่วน 8 ส.ค. 2560 เวลา 1:21 น. ตำแหน่งคราส ราศีกุมภ์ 15 องศา 30 ลิบดา ขนาดของคราส 0.246 ประเทศไทยสามารถมองเห็นได้

4. สุริยุปราคาเต็มดวง 22 สิงหาคม 2560 เวลา 1:25 น.ตำแหน่งคราส ราศีสิงห์ 28 องศา 53 ลิบดา เกิดนาน 2 นาที 40 วินาที เป็นสุริยุปราคาเต็มดวงที่พาดผ่านประเทศสหรัฐอเมริกา คล้ายๆกับที่ประเทศไทยเคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2538

วันเวลาที่ดวงอาทิตย์ย้ายเข้าจรราศี เพื่อใช้คำนวณดวงชะตาแต่ละไตรมาส ได้แก่

1) วสันตวิษุวัต (Spring Equinox) 20 มีนาคม 2560 เวลา 17:30 น. ลัคนาอยู่ 16 กันย์ เมอริเดียนอยู่ 17 มิถุน

2) ครีษมายัน (Summer Solstice) 21 มิถุนายน 2560 เวลา 11:25 น. ลัคนาอยู่ 16 กันย์ เมอริเดียนอยู่ 17 มิถุน

3) ศารทวิษุวัต (Autumn Equinox) 23 กันยายน 2560 เวลา 3:03 น. ลัคนาอยู่ 14 สิงห์ เมอริเดียนอยู่ 15 พฤษภ

4) เหมายัน (Winter Solstice) 21 ธันวาคม 2560 เวลา 23:29 น. ลัคนาอยู่ 18 กันย์ เมอริเดียนอยู่ 19 มิถุน

ดูจากตำแหน่งลัคนาและเมอริเดียนของวันสำคัญทั้งสี่แล้ว พบว่า สำหรับผู้ที่เกิดราวๆ 10 กันยายน และ 8 มิถุนายน แล้ว ปี 2560 น่าจะเป็นปีสำคัญและท้าทายของพวกเขาเลยทีเดียว

ลักษณะการโคจรของดาวเคราะห์ต่างๆ ในปี 2560

เริ่มจากดาวพุธโคจรพักร์ (ถอยหลัง) ปี 2560 นี้มีทั้งหมด 4 ครั้ง

ครั้งแรก เป็นการถอยหลังต่อเนื่องมาตั้งแต่ 19 ธ.ค. 2559 จนถึง 8 ม.ค. 2560 เวลา 16:44 น.

ครั้งที่ 2 เริ่ม 10 เม.ย. 2560 เวลา 6:15 น. ถึง 3 พ.ค. 2560 เวลา 23:34 น.

ครั้งที่ 3 เริ่ม 13 ส.ค. 2560 เวลา 8:02 น. ถึง 5 ก.ย. 2560 เวลา 18:31 น.

ครั้งที่ 4 เริ่ม 3 ธ.ค. 2560 เวลา 14:35 น. ถึง 23 ธ.ค. 2560 เวลา 8:52 น.

ช่วงเวลาดังกล่าว ควรระมัดระวังการทำข้อตกลงสัญญาครับ

ดาวศุกร์  อยู่ปลายราศีกุมภ์ตอนเริ่มปี โคจรถอยหลัง 1 ครั้ง ระหว่าง 4 มีนาคม – 15 เมษายน 2560

ดาวอังคาร อยู่ในราศีมีนตอนเริ่มปี และปีนี้ไม่มีการโคจรถอยหลัง

ดาวพฤหัส เริ่มต้นปีอยู่ที่ 21 องศา ราศีตุล
เริ่มโคจรถอยหลังในวันที่ 6 ก.พ. 2560 เวลา 13:54 น.
โดยถอยไปจนถึง 13 องศาราศีตุล และกลับมาโคจรเดินหน้าอีกครั้งในวันที่ 9 มิ.ย. 2560 เวลา 21:04 น.
จนกระทั่งยกเข้าราศีพิจิก ในวันที่ 10 ต.ค. 2560 เวลา 20:21 น.
ตำแหน่งส่งท้ายปีที่ 16 องศาราศีพิจิก
ชาวราศีตุล ถือว่าอยู่ในจังหวะก้าวหน้าเติบโตของชีวิต

ดาวเสาร์ เริ่มต้นปีที่ 21 องศา ราศีธนู
พอมาถึงปลายราศีธนู (27 องศา  47.7 ลิบดา) ก็จะเริ่มโคจรถอยหลังตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 เวลา 12:07 น.
จนถึงตำแหน่ง 21 องศา 11 ลิบดา ราศีธนู ก็จะเริ่มโคจรเดินหน้าอีกครั้งในวันที่ 25 ส.ค. 2560 เวลา 19:09 น.
ยกจากราศีธนู เข้าราศีมกร ในวันที่ 20 ธ.ค. 2560 เวลา 11:50 น.
ชาวราศีธนู ต้องอดทนกับข้อจำกัดและการเปลี่ยนแปลงต่างๆในชีวิต จนถึงปลายปีหน้า ปัญหาจึงจะคลี่คลายไป

ดาวมฤตยู อยู่ในราศีเมษตลอดปี
จะเริ่มโคจรถอยหลังในวันที่ 3 ส.ค. 2560 และโคจรถอยหลังไปจนสิ้นปี

ดาวเนปจูน อยู่ในราศีมีนตลอดปี
เริ่มโคจรถอยหลังตั้งแต่ 16 มิ.ย. 2560
โดยจะกลับมาเดินหน้าอีกครั้งในวันที่ 22 พ.ย. 2560

ดาวพลูโต อยู่ในราศีมกร ตลอดปี
โดยจะโคจรถอยหลังระหว่าง 20 เม.ย. 2560 จนถึง 29 ก.ย. 2560

ราหู (จริง)  เริ่มปีในราศีกันย์ ย้ายเข้าราศีสิงห์ในวันที่ 10 พ.ค. 2560ตลอดปี

การทำมุมสำคัญของดาวเคราะห์ชั้นนอกในปี 2560

5 ม.ค. เนปจูน ตรีโกณ โครโนส

2 มี.ค.  พลูโต ตั้งฉาก เซอุส
3 มี.ค. พฤหัส เล็ง มฤตยู
28 มี.ค. เนปจูน ตรีโกณโพไซดอน
31 มี.ค. พฤหัส ตั้งฉาก พลูโต

7 เม.ย. พฤหัส กุม เซอุส

19 พ.ค. เสาร์ ตรีโกณ มฤตยู
31 พ.ค. แอดเมตอส ยกเข้า ราศีมิถุน

14 มิ.ย. มฤตยู ตรีโกณ คิวปิโด

30 ก.ค. พลูโต ตั้งฉาก เซอุส

2 ส.ค. วัลคานุส ยกเข้าราศีสิงห์
5 ส.ค. พฤหัส ตั้งฉาก พลูโต
6 ส.ค. พฤหัส กุม เซอุส

28 ก.ย. พฤหัส เล็ง มฤตยู

1 ต.ค. เนปจูน ตรีโกณ โพไซดอน
14 ต.ค. พฤหัส ตั้งฉาก วัลคานุส
17 ต.ค. มฤตยู ตรีโกณ คิวปิโด
17 ต.ค. พฤหัส กุม อพอลลอน

11 พ.ย. เสาร์ ตรีโกณ มฤตยู
14 พ.ย. พฤหัส ตรีโกณ ฮาเดส
29 พ.ย. เสาร์ กุม คิวปิโด

1 ธ.ค. พฤหัส ตรีโกณ โครโนส
3 ธ.ค. พฤหัส ตรีโกณ เนปจูน
5 ธ.ค. แอดเมตอส ถอยเข้าราศีพฤษภ
11 ธ.ค. พฤหัส กุม โพไซดอน

ภาพดวงอาทิตย์ยกเข้าราศีมกร 21 ธ.ค. 2559 เพื่อดูความเป็นไปโลกในปี 2560

ingress21dec2016

ศารทวิษุวัต 22 กันยายน

โดย พัลลาส Pallas@horauranian.com
22 กันยายน 2559

วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 22 ก.ย. 2559 เป็นวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรโลกพอดี ในทางโหราศาสตร์สากล ถือว่าเป็นวันที่อาทิตย์ยกเข้าราศีตุล และในทางฤดูกาล ถือว่าเป็นวันเริ่มต้นเข้าฤดูใบไม้ร่วงในซีกโลกเหนือ เรียกกันในศัพท์วิชาการว่า วันศารทวิษุวัต (Autumn Equinox)

คำว่า ศารท นั้น พระยาอนุมานราชธนได้เขียนเล่าในหนังสือเทศกาลและประเพณีไทยว่า คำว่า “สารท” เป็นคำอินเดีย หมายถึง ” ฤดู ” ตรงกับฤดูในภาษาอังกฤษที่เรียกว่า ” ออตอม ” อันแปลว่า ฤดูใบไม้ร่วง

ภาษาอังกฤษเรียกวันนี้ว่า Autumn Equinox คำว่า Autumn ก็คือฤดูใบไม้ร่วง ส่วนคำว่า Equinox ซึ่งมาจากภาษาละติน คือ Aequus ที่แปลว่า เท่ากัน และคำว่า Nox ที่แปลว่ากลางคืน เพราะวันนี้เป็นวันที่กลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน ซึ่งปีนึงจะมี 2 วัน คือ 20 มีนาคม เรียกว่า วันวสันตวิษุวัต (Spring Equinox) เพราะเป็นวันเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือ (วสันต์ คือฤดูใบไม้ผลิ) และ 22 กันยายน เรียกว่า วันศารทวิษุวัต (Autumn Equinox)

พจนานุกรมศัพท์ดาราศาสตร์ ของสมาคมดาราศาสตร์ไทย อธิบายคำว่า Autumnal Eqinox หรือ ศารทวิษุวัต ว่า ตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์ข้ามจากซีกฟ้าเหนือไปยังซีกฟ้าใต้ในทรงกลมฟ้า ปัจจุบันตำแหน่งนี้อยู่ในกลุ่มดาวหญิงสาว (มีความหมายเหมือนกับ first point of libra)

ในทางโหราศาสตร์ ถือว่า วันนี้เป็นวันต้นแบบของไตรมาสสุดท้ายของปี เมื่อคำนวณดวงชะตา ณ วันเวลาที่ดวงอาทิตย์เข้าสู่ราศีตุลย์ ก็สามารถแปลความหมายและพยากรณ์เป็นเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีได้ (22 ก.ย.- 22 ธ.ค.)

img_1752สำหรับดวงศารทวิษุวัต ปีนี้ ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน 2559 เวลา 21:21 น. กรุงเทพมหานคร เมื่อเราตั้งดวงชะตาขึ้นในวันเวลาดังกล่าว พบว่า มีโครงสร้างสำคัญคือ อาทิตย์กุมดาวพฤหัส ราศีตุล ในเรือนที่ 5 บ่งบอกว่า ในไตรมาสสี่ การเก็งกำไรต่างๆน่าจะคึกคัก ตลาดหุ้นน่าจะดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม มีอีกโครงสร้างหนึ่งที่ต้องระวัง คือ โครงสร้าง T-Square ของดาวพุธ เนปจูน และเสาร์ บ่งบอกถึง ข่าวลวง ข่าวไม่จริง จะทำให้เกิดเรื่องยุ่งยาก  ใครจะเก็งกำไร ก็ต้องระวังการปล่อยข่าวลวง ปั่นหุ้น ให้ดี

ข้อแนะนำสำหรับทุกท่าน ก็คือ วันนี้ ราวสามทุ่ม ก็ขอให้ใช้เวลานั้นให้มีคุณภาพ เพราะเวลานั้นจะส่งผลไปยังเหตุการณ์ที่จะเกิดกับเราในช่วงสามเดือนข้างหน้านี้ ใครอยากมีเงินใช้ไม่ขาด ก็อาจนำเคล็ดของอาจารย์จรัล พิกุล โดยการเอาธนบัตรใส่ให้เต็มกระเป๋าเงินของเรา อธิษฐานให้มีเงินเต็มกระเป๋าตลอดไตรมาส ใครอยากมีความสุขกับคนรัก ค่ำนี้ก็ใช้เวลากับคนรักให้มีความสุข อย่าทะเลาะกัน พูดจาดีๆ เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ใครอยากให้งานรุ่งเรือง ก็ใช้เวลาตอนนั้นทบทวนงานที่ผ่านมาและวางแผนงานสำหรับไตรมาสสี่ นี่คือการนำปรัชญาโหราศาสตร์ว่าด้วย “อาตมัน และปรมาตมัน (Microcosm & Macrocosm) มาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ขอให้มีความสุขสมหวังกันทุกท่านครับ
 

ไพ่ 3 ดาบ หัวใจสลาย

โดย อ.กามล แสงวงศ์
8 กันยายน 2558

tarot-swords-03“ถ้าหนูตายเขาจะเสียใจมั้ยคะอาจารย์”
เสียงที่หลุดมาจากปลายสายนั้นหมดเรี่ยวแรง ฟังแล้วสิ้นหวังเชื่อว่าเธอจะปลิดชีวิตของเธอได้จริงๆ

ลูกค้าที่เป็นแบบนี้มักจะมีเข้ามาปีละคนสองคน ซึ่งถ้าเราปล่อยปละละเลย
อาจจะเกิดโศกนาฎกรรมขึ้นมาได้ บอกตามตรงว่าวันนั้นผมเองก็ไม่พร้อม
ร่างกายยังไม่หายจากไข้มาเลเรีย แต่น้ำเสียงที่ได้ยินนั้น ลางสังหรณ์บอกผมว่า เธอกำลังถูกอารมณ์เล่นงาน เธอฆ่าตัวตายได้แน่ๆ ถ้าอารมณ์มันแรงกว่านี้อีกสักหน่อย

ผมเปิดได้ไพ่ 3 ดาบหัวใจสลาย ดาบที่ปักหัวใจไม่ใช่แค่ดาบเดียว แต่เป็น3ดาบที่ทำให้เจ็บปวดทรมาน จนอยากตายมากกว่าอยู่ ด้านหลังของไพ่เป็นสายฝนที่โปรยปรายจากเมฆทะมึน บอกถึงความปวดร้าวรันทด ที่กลั่นออกมาเป็นหยาดน้ำตา

อาการแบบนี้เธอคงผิดหวังจากอะไรสักอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความรัก ความรักที่ถูกทำร้ายจากมือที่สาม
ถ้าให้คำปรึกษาไม่ดีพอ หยาดฝนอาจจะกลายเป็นหยดเลือดในวันนี้

ผมเริ่มดึงความสนใจของเธอก่อน เพื่อให้เธอรู้สึกว่าเธอไม่โดดเดี๋ยว เธอมีเพื่อน มีคนรับฟัง มีคนอยู่ข้างๆ

“ผมรู้สึกว่าคนเสียใจมาก เจ็บปวดจริงๆ เรื่องมันเป็นอย่างไรครับ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ย”

บางครั้งเราไม่ต้องรู้มากก็ได้นะครับ กรณีของคนที่อยากตายนี่เราให้เขาได้พูดได้ร้องไห้ได้ระบายอารมณ์ออกมามากๆจะช่วยเขาได้มากกว่าวางหน้าที่นักพยากรณ์ไว้ก่อนแล้วทำหน้าที่เป็นนักฟังที่ดีมาใช้จะดีกว่านะครับ

“แฟนหนูเขาทิ้งหนูไป เขาไปกับเด็กในโรงงาน เขาไม่มีเยื่อใยกับหนูเลย ทั้งๆที่เราเคยลำบากมาด้วยกัน ทั้งๆที่หนูเสียสละให้เขา พ่อแม่หนูไม่ให้คบกับเขาเพราะเขาเจ้าชู้ หนูก็ดันทุรังคบ จนพ่อแม่ท่านตัดหนูออกจากบ้าน หนูก็ยอม
มาอยู่ด้วยกัน ลำบากยังไงหนูก็อดทนไม่บ่นไม่ว่าสักคำ แล้วเขายังทิ้งหนูได้ลงคอ ตอนนี้บ้านหนูๆก็กลับไม่ได้ หนูตัวคนเดียว หนูไม่มีใครแล้ว หนูอยากตาย อาจารย์ว่า ถ้าหนูตายไป เขาจะเสียใจมั๊ย”เธอพูดเบาๆอย่างอ่อนแรง

“แล้วหนูคิดว่า คนใจร้ายทิ้งหนูไปแบบนี้เขาจะเป็นห่วงหนูมั้ย” ผมถามแบบจี้เข้าไปในปัญหา เพราะถ้าเราไม่ยอมรับว่าเรามีปัญหา เราก็จะไม่ยอมรับว่าเรากำลังมีปัญหา ซึ่งแบบนั้นจะแก้ไขไม่ได้ ก็คนไม่ป่วยจะรักษาอะไรล่ะครับ พอผมถาม เธอก็อึ้ง เงียบ สักพักก็พูดออกมาว่า

“คงไม่เป็นห่วง”
“นั่นน่ะสิ ดังนั้นไม่ว่าเราจะทำอะไร จะเป็นจะตายยังไง เขาก็คงไม่สนใจ เพราะเขาไปแล้วก็ไปลับ แล้วก็คงจะมีแต่หนูที่เสียใจอยู่คนเดียว หนูคิดมั๊ยว่าเขาจะกลับมาหา”
“เขาคงไม่กลับมาหรอกค่ะ”
“นั่นสิ แล้วหนูตัดสินใจอย่างไรดี”
“หนูคิดไม่ออกเลย มันมืดไปหมดทุกด้าน”
“ถ้าคิดไม่ออกก็มีทางเลือกอยู่สองสามอย่าง อย่างแรกไปปฎิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน หรือสถานปฎิบัติธรรมของโคเอนก้าที่ปราจีนบุรี วัดโสมพนัส ต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร (ผมเลือกวัดนี้เพราะเคร่งพอที่จะไม่ปล่อยให้เธออยู่คนเดียว จะได้ไม่คิดสั้น)
อย่างที่สองก็กลับบ้านไปกราบพ่อแม่ขอรับผิดในสิ่งที่ทำมา อย่าได้กลัวความผิด ต้องกล้าที่จะพบพ่อแม่ เพื่อที่จะได้พ้นจากบาปที่ทำไว้กับพ่อแม่
อย่างที่สาม ไปช่วยงานองค์กรการกุศลอย่างวัดพระพุทธบาทน้ำพุ แต่ต้องไปกินไปอยู่ที่นั่นเลย ถ้ามีเวลาไปบ่อยๆ หรือถ้ามีเวลาว่างพอก็อยู่สักเดือนก็ยิ่งดี พักกายพักใจให้สบายใจก่อน ตั้งหลักก่อน แผลร่างกายหรือแผลใจมันก็ต้องอาศัยเวลาในการรักษาเหมือนกัน
ตอนนี้อยากร้องไห้ก็ร้องให้พอ ร้องออกมาให้หมด หลังจากนั้นเราก็จะเข้มแข็งขึ้น ขอให้อดทนผ่านเวลานี้ไปให้ได้ เมื่อไหร่เครียด เมื่อไหร่ทุกข์ก็โทรมานะ ผมยินดีรับฟัง”

บางครั้ง การดูดวงก็อาจจะไม่ได้ดูดวง แต่สิ่งที่สำคัญในบางครั้งกลับเป็นเรื่องของการเป็นเพื่อนรับฟังปัญหาทุกข์ใจของลูกค้า การทำให้ลูกค้ารู้ว่าเขาไม่ได้โดดเดี่ยว ชีวิตเขา ยังมีคนเป็นห่วง ถึงแม้จะไม่เคยพบหน้ากันเลยก็ตาม
เมื่อทำเช่นนั้น มันก็เหมือนกับเราได้จุดเทียนอีกเล่ม ให้สว่างไสวขึ้นมาในโลกน้อยๆใบนี้ แล้วโลกก็จะหอมหวานอบอวลด้วยพลังของความเมตตา

2 ดาบแห่งการละเลย

โดย อ.กามล แสงวงศ์
1 กันยายน 2558

ผมมีลูกค้าคนหนึ่งที่ดูดวงกันมา3ปีแล้ว เธอจะโทรมาหาเป็นระยะๆ เพราะทุกข์ใจเรื่องสามีไปมีเมียน้อย ผมก็บอกให้เธอทำใจในเรื่องนี้เพราะมันเป็นวิบากกรรม ต้องเข้า พ.ศ.2559 โน่น วิบากกรรมถึงจะหมด บางครั้งการที่สามีมีเมียน้อยมันเป็นเพราะนิสัยและพฤติกรรมที่ไม่ดี ของเราหรือของเขา อันนี้จะแนะนำให้แก้ปัญหาไปอีกแบบหนึ่ง

แต่ในบางครั้ง การมีเมียน้อยมันก็เป็นวิบากกรรมที่ต้องชดใช้ต่อกรรม แบบนี้ก็ต้องอดทนชดใช้ไปจนจบสิ้นกระบวนการ รายนี้เมื่อเป็นวิบากกรรม มันก็เหมือนการเจ็บไข้ได้ป่วย ผมจึงได้แต่แนะนำให้เธอป่วยกายอย่าป่วยใจ ให้เอาใจใส่กับตัวเองให้มีความสุขสงบใจด้วยการหันไปวัดปฎิบัติธรรม ตั้งใจทำงานให้เจริญก้าวหน้า ใส่ใจในสุขภาพและบุคลิกภาพของตนเอง ดูแลลูกดูแลสามีให้อบอุ่นมีความสุข

swords02

เนื่องจากไพ่ที่เธอได้เป็นตัวหลักคือไพ่ 2 ดาบ ที่ในตำรามักจะบอกว่าโลเลไม่เด็ดขาด และการสื่อสารโดยไม่มีเหตุผลประกอบ ตัวเราเองก็ท่องจำกันไปเรื่อยแบบนกแก้วนกขุนทอง จึงเอาไปใช้ประโยชน์ได้น้อย

ไพ่ 2 ดาบเป็นภาพคนนั่งแบบปิดตาเอาดาบไขว้กัน นั่นก็แปลว่า ฉันนั่งอยู่ตรงนี้อย่างปลอดภัยและมั่นคง แต่ฉันไม่เห็นอะไร เพราะไม่เห็นอะไรฉันจึงขวางดาบป้องกันตัว อารมณ์ของภาพจึงเป็นความกลัว ซึ่งจากการมองไม่ทะลุ มองอนาคตไม่เห็น จึงเลือกที่จะไม่ทำอะไร เพราะจุดที่อยู่ปัจจุบันมันก็ปลอดภัยดีอยู่แล้ว มันจึงแปลเป็นการไม่มีวิสัยทัศน์‬ การไม่รู้จักสังเกต การตัดสินใจที่จะอยู่ที่เดิม การถูกหลอกลวง คำโกหก การละเลย การมองข้าม ไม่ใส่ใจ จึงต้องแก้ด้วยการถามการฟัง จึงเป็นที่มาของการสื่อสารทุกประเภท

เมื่อเธอเป็นคนไม่มีวิสัยทัศน์ซึ่งแปลว่าไม่ค่อยคิดอะไรลึกซึ้ง คิดอะไรไปไกล คิดอะไรต่อยอดในทางที่ดี ผมจึงฝึกเธอด้วยการตั้งคำถาม

ผมถามเธอว่า คนเราชอบไปอยู่ในที่แบบไหน ระหว่างที่ๆตนเองชอบกับที่ๆตนเองไม่ชอบ เธอตอบว่า ที่ๆตนเองชอบ ผมจึงถามต่อไปว่า แล้วเธอรู้มั้ยว่าสามีเธอชอบอะไร เธอตอบไม่ได้ ผมจึงบอกเธอว่า เธอช่างละเลย ทีหลังต้องรู้จักสังเกตด้วย คนจะอยู่ด้วยกันมันก็ต้องเอาใจใส่กันและกัน ไม่ใช่ว่าจะปล่อยปละละเลย แต่ตอนนี้ต้องทำสิ่งที่ทำได้ก่อน นั่นคือ การดูแลบ้านช่องให้น่าอยู่ แต่งเนื้อแต่งตัวเสื้อผ้าหน้าผมให้ดูดี ทำตัวเองให้มีความสุข ไม่ใช่สามีเข้าบ้านทีก็ตกใจที นึกว่ามางานศพ ยิ่งเย็นนี้มีข้าวต้มนี่ใช่แน่ๆ มาบ้านต้องเหมือนมาโรงแรม สะดวกสบายประทับใจ เข้าใจมั้ย ไม่ได้เลิกหรอก เมื่อถึงเวลา คนนั้นเขาก็ไป แล้วมันก็กลับมาดีเอง

นานๆ ทีเธอก็โทรมาปรึกษาที คนมันทุกข์ผมก็เข้าใจ เธอคอยถามว่าเมื่อไหร่มันจะจบ ไพ่ 2 ดาบมันถูกปิดตาจึงมองไม่เห็นอนาคต เลยกังวลกับมันแต่ทำอะไรมันไม่ได้ ผมก็ได้แต่บอกให้เธอรอ รอจนกว่าจะถึงปี 59 บางครั้งเธอก็โทรมาบ่นว่าไม่ทนละ เธอจะเลิก จะได้จบๆกันไปสักที แล้ว‪‎ไพ่ 2 ดาบมันลุกไปไหนมั้ย‬ ก็นั่งอยู่ตรงนั้นใช่มั้ย พอฟังเธอพิร่ำพิไรรำพันมากๆจนปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำเพราะโทรมาเช้าเกิ้น ผมก็บอกเธอว่า เอ้า! เลิกๆๆๆ เลิกไปเลย จะได้สบายใจ วันนี้นะ พอผัวตื่นก็ไล่มันออกจากบ้านไป เราก็อยู่กับลูกกันสองคนอย่างมีความสุข ส่วนบ้านเราก็ไม่ต้องให้สามีมันผ่อนแล้ว เราจะผ่อนเอง เราจะรับภาระทุกอย่างเอง เอาเลยครับ ผมเห็นด้วย เลิกเลย แต่ในดวงมันบอกว่าคุณยังไม่เลิกง่ายๆนะครับ ‎ที่ไม่เลิกง่ายๆเพราะตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าถ้าเลิกแล้วตัวเองจะไปทางไหนดี‬ ก็เลยต้องคาราคาซังแบบนี้ต่อไป เธอก็บอกว่าที่โทรมาก็หวังให้อาจารย์เตือนสตินี่แหละ

มาวันนี้เธอมาแปลก แปลกตรงที่ไม่ได้ถามเรื่องสามี แต่ถามเรื่องธุรกิจของครอบครัว คือร้านซีดีให้เช่าว่าช่วงนี้ทำไมยอดตก ผมก็ยก ‪‎ไพ่ 2 ดาบที่ละเลยไม่มีวิสัยทัศน์‬ นั้นมาคุยใหม่ ผมถามว่าคุณละเลยลูกค้ามั้ย? เธอบอกว่าไม่นะ เธอก็คุยกับลูกค้าทุกคน งั้นคุณรู้มั้ยว่าลูกค้าแต่ละคนชอบหนังประเภทไหน ไม่ชอบหนังประเภทไหน หนังในร้านของคุณที่มีอยู่ มีเรื่องอะไรสนุกอย่างไร จะเอาเรื่องไหนเสนอลูกค้าคนไหน เธออึ้งแล้วบอกว่าไม่รู้
ผมเลยบอกว่า คุณเป็นคนทำงานตามหน้าที่ไม่บกพร่อง แต่ไม่รู้จักการทำอะไรเกินหน้าที่ ไม่รู้จักการปรับปรุงคุณภาพของการบริการ ไม่มีวิสัยทัศน์ในธุรกิจ ไม่เห็นว่าหัวใจของธุรกิจคือการบริการ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าผูกพันธ์กับเราอย่างเหนียวแน่น ‎2ดาบยังแปลว่าการสื่อสารทุกรูปแบบ‬ ผมจึงแนะเธอต่อไปว่า เธอต้องรู้จักใช้การสื่อสารทุกชนิดให้เป็นประโยชน์ ในการสร้างสัมพันธ์ ในการให้ข้อมูลกับลูกค้า พูดจาก็ให้ไพเราะ รู้จักทำไลน์กลุ่มเพื่อแจ้งข้อมูล เรื่องเพจ เฟซบุ๊ค อินสตาแกรม นี่ก็อย่าละเลย แล้วกิจการจะดีขึ้น เธอบอกว่ามิน่า เวลาเธออยู่ร้านยอดเงินถึงสู้สามีไม่ได้ สามีเธอรู้จักหนังทุกเรื่องเลย

พอจบเรื่องนี้เธอก็วกมาเรื่องงานประจำของเธอ ว่าเธอเองถูกดึงงานที่ง่ายไปให้เด็กเส้นทำ ส่วนเธอดันได้งานยากที่ใครๆก็ส่ายหัวว่าทำไม่ได้ไม่สำเร็จมาทำ เธอเลยเครียดว่าจะเกิดปัญหา คนที่เป็นไพ่ 2 ดาบมันจะไม่มีวิสัยทัศน์ จะมองโอกาสไม่เจอจริงๆ ผมจึงถามเธอว่า เธอชอบงานที่ได้มาใหม่มั๊ย เธอบอกว่าชอบมันท้าทายดี แล้วถ้าเราทำงานยากมากๆ ไม่มีใครทำได้ไม่สำเร็จ ใครจะว่าอะไรเรามั้ย เธอบอกว่า ว่า ผมเลยตวาดแว้ด บ้าเหรอ ใครจะว่าคุณ งานที่ไม่มีใครทำได้ ถ้าคุณทำไม่ได้อีกคนก็เป็นเรื่องธรรมดาตามที่เขาคิดไว้อยู่แล้ว แต่ถ้าคุณทำสำเร็จล่ะ คุณจะดังมั้ย ดังค่ะ ดังนั้นงานยากนี่ถ้าทำไม่ได้ก็เท่าทุนถ้าทำได้ก็โชคดี ไม่มีอะไรต้องเสี่ยง แต่ถ้างานง่ายถึงทำได้ดี ใครๆก็ทำได้ไม่โดดเด่น แต่ถ้าทำพลาดนี่โดนด่าอื้อเลยนะ

แล้วเวลาบริษัทจะปรับตำแหน่ง เขาจะให้ใครก่อนระหว่างคนทำงานยากสำเร็จที่มีไม่กี่คน กับคนทำงานง่ายสำเร็จที่มีเยอะแยะ ให้คนทำงานยากก่อน เวลาบริษัทเอาคนออก ระหว่างคนทำงานยากสำเร็จที่หายากมาก กับคนที่ทำงานง่ายๆที่ใครทำก็ได้ เขาจะเก็บใครเอาไว้
คนทำงานยาก
นั่นดิ แล้วเวลาไปหางานใหม่ ระหว่างคนทำงานยากๆเก่ง กับคนทำงานง่ายๆเก่ง คนไหนที่เขาอยากได้ คนไหนที่บริษัทไหนก็ขาดแคลน
คนทำงานยาก
สรุปคนทำงานยากชีวิตจึงปลอดภัยก้าวหน้าใช่มั้ย ดังนั้นจะไปกังวลอะไร ตอนนี้กำลังโชคดี
อาจารย์คะ อาจารย์รู้มั๊ย ว่าทำไมหนูถึงไม่ถามเรื่องของสามีว่าเมื่อไหร่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
เออนั่นดิ ทำไมล่ะ
หนูทำใจได้ละ อาจารย์บอกหนูว่าเมื่อถึงเวลาทุกอย่างค่อยจะกลับมา หนูจะไปเร่งไปรัดมันก็เหนื่อยเปล่า เอาเวลาไปดูแลลูกดูแลตัวเองดีกว่า ส่วนสามีเขาก็ยังไม่ได้ไปไหน ไม่ได้ทิ้งหนู เพียงแต่หนูไม่ชอบที่เขาเป็นแบบนี้หนูจึงทุกข์ หนูไม่ควรทุกข์ใช่มั๊ยคะอาจารย์
ใช่สิ คุณจะทุกข์ไปทำไม คุณอาจจะไม่สิทธิ์ที่จะจัดการกับทุกสิ่งให้ได้ดั่งใจคุณ แต่คุณเป็นเจ้าของโดยแท้จริงของอารมณ์คุณ ที่จะทุกข์หรือสุข ขึ้นอยู่ที่ว่าคุณจะเลือกอะไร

ไพ่ Wheel of Fortune กับการคิดบวก

โดย อ.กามล แสงวงศ์
25 พฤษภาคม 2558

กาลครั้งหนึ่ง มีกษัตริย์ครองนคร ทรงโปรดปรานการท่องป่า ล่าสัตว์เป็นอันมาก กษัตริย์ทรงมีมหาดเล็กคู่ใจ เป็นที่ปรึกษาอยู่คนหนึ่ง

rider_wheel
วันหนึ่ง ได้เกิดกบฏขึ้นภายในพระนคร มีคนลุกฮือขึ้น จะโค่นอำนาจกษัตริย์ ซึ่งก็มีแววจะชนะซะด้วย เมื่อกองทัพกบฏประชิดเมือง กษัตริย์ก็ได้ปรึกษากับคนสนิทเป็นการใหญ่ ซึ่งรวมไปถึงมหาดเล็กคู่ใจของเขาด้วย
กษัตริย์ถามว่า “เจ้าคิดยังไง กับเรื่องนี้”
“ดีพะยะค่ะ”
“ดียังไง”
“สถานการณ์เวลานี้ แม้จะดูไม่สู้ดีนัก แต่อย่างน้อย เราก็จะได้รู้ว่า ใครบ้างที่จะจงรักภักดีกับเรา ใครที่คิดจะแปรพรรค ไปด้านโน้น ซึ่งหากเราปราบกบฏ ครานี้ลงได้ ท่านก็จะเหลือแต่ลูกน้อง ที่จงรักภักดีกับท่าน ทำให้ ไม่ต้องกังวลพระทัย อีกต่อไป พะยะค่ะ”
“อืม นั่นสินะ”
หลังจากนั้น กษัตริย์ก็มีกำลังใจเป็นอันมาก และปราบกบฏลงสำเร็จ
หลังจากนั้นไม่นาน พอย่างเข้าหน้าฝน ฝนก็ตกหนัก จนท่วมลามเข้าในพระนคร ทำให้การคมนาคม ติดขัด ไม่สามารถเดินทาง ออกนอกพระนครได้ กษัตริย์ที่ ปกติ จะออกป่าล่าสัตว์ ก็เกิดอาการหงุดหงิด กษัตริย์ก็ปรึกษา มหาดเล็กอีกครั้ง
“เจ้าคิดยังไงกับเรื่องนี้”
“ดีพะยะค่ะ”
“ดียังไง”
“ถึงแม้ตอนนี้ เราจะไม่สามารถสัญจรไปไหนมาไหนได้ ก็ไม่เป็นไร พะยะค่ะ”
“เนื่องจากตอนนี้ เป็นหน้าฝน อย่างไรเสีย การเสด็จออกป่า ก็คงไม่สนุก เป็นแน่แท้
และเป็นการดีเสียอีก ที่พอน้ำลด เกษตรกรเราก็จะได้ มีน้ำ ทำการเพาะปลูก ได้ผลผลิตงอกงาม และสามารถ กักตุนเสบียงได้ ในยามจำเป็น พะยะค่ะ”
“อืม นั่นสินะ”
พอเสร็จสิ้นหน้าฝน และน้ำลดแล้ว กษัตริย์ก็ทรงออกป่า ล่าสัตว์ ตามที่พระองค์ชอบเหมือนเดิม ซึ่งมหาดเล็กคนเดิม ก็ติดตามไปด้วย แต่แล้วขณะที่ พระองค์ทรงอยู่บนหลังม้า ปลอกพระขรรค์หรือมีดพกที่เหน็บเอว ได้รั่ว ทำให้มีดหล่น เฉือนนิ้วก้อย ของกษัตริย์ ขาดไป ต่อหน้าต่อตา กลายเป็นคนนิ้วด้วน กษัตริย์จึงถาม มหาดเล็กเช่นเดิม
“เจ้าคิดยังไงกับเรื่องนี้”
“ดีพะยะค่ะ”
“ดียังไง หา (ใส่อารมณ์ โกรธสุด ๆ)”
“ยังไงก็ดี กว่าตายพะยะค่ะ”
กษัตริย์โกรธ เลือดขึ้นหน้า สั่งทหารนำมหาดเล็กคนนั้น ไปขังลืมในคุกขี้ไก่..และแล้ว 10 ปี ผ่านไป กษัตริย์ได้ออกล่าสัตว์เหมือนเดิม ขณะที่มหาดเล็ก ก็ยังถูกลืมอยู่ในคุกขี้ไก่เหมือนเดิม ครานี้เป็นโชคร้าย ของกษัตริย์ เมื่อเข้าป่า ไปเจอกับเผ่ากินคน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า จำนวนทหาร ที่ติดตามไปด้วยมาก ทหารทั้งหมด จึงถูกจับและถูกต้มกิน เป็น ๆ หมดเกลี้ยงจน เหลือแต่กษัตริย์คนเดียว
เมื่อเผ่ากินคน เตรียม จะเชือดกษัตริย์ลงหม้อ ได้สังเกตเห็นว่า กษัตริย์ไม่มีนิ้วก้อยเท้าไม่ครบ ซึ่งทางเผ่ากินคน ได้มีความเชื่อถือว่า เป็นตัวกาลกิณี กินเข้าไปแล้ว จะเกิดภัยพิบัติ ใหญ่หลวง แก่เผ่าและผู้กิน จึงสั่งปล่อยตัวกษัตริย์ไป กษัตริย์ดีใจมาก
เมื่อกษัตริย์ดีใจ ที่รอดตายกลับเมืองได้ จึงนึกถึงคำเมื่อ 10 ปีก่อน ของมหาดเล็กคู่ใจ จึงลงไปที่คุกขี้ไก่
และสั่งปล่อยตัวมหาดเล็กคู่ใจ ทันที และทรงเล่าเหตุการณ์ ที่เจอมาด้วยความดีใจ ที่รอดชีวิตมาได้
“อืม คำเจ้าเมื่อ 10 ปีก่อน เป็นจริง ยังไง นิ้วก้อยด้วน ก็ยังดีกว่าตาย จริง ๆ”. “พะยะค่ะ”
กษัตริย์จึงถามต่อ
“แล้วอยู่ในคุกขี้ไก่เป็นไงบ้างล่ะหือ”
“ดีพะยะค่ะ”
กษัตริย์ทำหน้างง “ดียังไง”
“ถ้ากระหม่อม ไม่อยู่ในคุก ก็คงตามเสด็จ ท่านไปในวันนั้นด้วย และคงจะโดนเผ่ากินคน กินไปแล้ว พะยะค่ะ”
การมองโลกในแง่ดี เป็นพื้นฐานสำคัญ ที่จะทำให้ชีวิตของเรา มีความสุข การคิดบวก เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกอย่าง ในชีวิตของเรา เป็นบวกได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องชีวิตส่วนตัว เพื่อน คนรัก เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว และการทำงาน

ผลของการทำแท้ง

โดย อ.กามล แสงวงศ์
10 มิถุนายน 2558

ลูกค้าโทรมาดูดวงให้แม่ เพราะแม่ของเขาป่วยเป็นโรคงูสวัดที่รักษาหมอมาเป็นสิบหมอเกือบทุกโรงพยาบาลแล้วก็ไม่หาย เจ็บปวดทรมานมาก ยาแก้ปวดเอาไม่อยู่ เขาจึงอยากจะรู้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

17697_945899805466895_3585770508347173803_nพอเปิดไพ่ขึ้นมาก็พบข้อมูลจากไพ่แบบอ่านง่ายๆไม่ต้องใช้ตำแหน่งดังนี้

ไพ่มหาดเล็กถือดาบ (Page of Swords) ติดกับ ไพ่ 5 ถ้วย แปลง่ายๆว่า ทุกข์เพราะเด็ก หรือเด็กทำให้ทุกข์

ไพ่เด็กถ้วย (Page of Cups) ติดกับ ไพ่ 10 ดาบ แปลว่า เด็กตายหรือตายเพราะเด็กหรือการทำแท้งหรือแท้งลูก และยังแปลว่าผ่าตัด,ขูด,แทงมดลูกได้อีกด้วย อันนี้ส่งผลตลอดชีวิตเท่าที่ยังมีมดลูกอยู่

ไพ่ 10 ดาบ ติดกับ ไพ่คู่รัก (The Lovers) แปลว่า ถูกความรักทำร้ายถึงตาย หรือมีการตายเพราะความรัก หรือรักขมรักไม่สมหวัง

ไพ่ Devil ซาตานแปลว่าการกระทำที่เกิดจากความต้องการอย่างรุนแรงในเรื่องความรัก หึงหวง โกรธ เกลียด ติดไพ่ 10 ดาบแปลว่าจนถึงขั้นทำร้ายกัน หรือฆ่าตัวตายได้

ไพ่คำพิพากษา (Judgement) มีเทวดาเป่าแตร แปลว่า ผลของกรรมที่เจ้าชะตากระทำกำลังส่งผล อยู่ติดกับ ไพ่คู่รัก แปลว่า ผลของกรรมที่กำลังเกิดขึ้นนั้นมาจากความรัก

จึงให้คำตอบแก่ลูกค้าว่า โรคที่เกิดขึ้นเกิดจากกรรมที่เจ้าชะตาทำไว้เกี่ยวกับความรักอันรุนแรงจนถึงระดับหึงหวงโกรธเกลียด และได้ทำบาปในเรื่องทำแท้ง

ลูกของเจ้าชะตาบอกว่าแม่เคยทำแท้งเมื่อตอนสาว ๆ จริง

ผมจึงบอกให้เจ้าชะตาแก้ไข ด้วยการใช้หลักการจากไพ่ที่เปิดขึ้นมา นั่นคือ ‎ไพ่พิพากษาเทวดาเป่าแตร‬ (Judgement) คือ ต้องยอมรับในสิ่งที่ตัวเองทำผิด โดยสารภาพกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น ต่อหน้าพระพุทธรูป แล้วขออภัยในสิ่งที่เคยทำมาว่าเราจะกลับตัวกลับใจ ขอให้เจ้ากรรมนายเวรจงให้อภัยข้าพเจ้าด้วยเทอญ, ‎ไพ่ 10 ดาบ‬ ต้องช่วยชีวิต เช่น ปล่อยปลา ไถ่ชีวิตโคกระบือ บริจาคเงินสร้างโรงพยาบาล กินเจ แล้วอุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร และ ไพ่สังฆราช‬ (The Hierophant) ถือศีล ปฎิบัติธรรม แล้วอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร

ที่น่าเสียดายคือตำแหน่งลูกของเธอคือราชาไม้เท้า (King of Wands) ถ้าลูกได้เกิดก็จะเป็นใหญ่เป็นโตให้เธอพึ่งพิงได้อย่างสุขสบาย

ลงเรื่องนี้ให้อ่านเพื่อให้ตระหนักและหวาดกลัวผลของกรรม เมื่อเราทำกรรมใดเอาไว้มันก็จะปรากฎอยู่ในดวง เมื่อถึงเวลาของมัน มันก็จะส่งผลขึ้นมา และเอาไว้เป็นอุทาหรณ์เตือนลูกค้า ให้ระวังตนอย่าทำแท้ง กรรมมันหนักและส่งผลนาน อีกทั้งแก้ไขยากมาก อีกทั้งเป็นกรณีศึกษาให้กับบรรดาลูกศิษย์ครับ

ประวัติคาถาชินบัญชร

โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
14 สิงหาคม 2559

หากถามว่า คาถาใดบ้างที่นิยมสวดกันมากที่สุดในประเทศไทย คาถาชินบัญชรย่อมอยู่ในอันดับต้นๆอย่างแน่นอน คาถานี้ว่ากันว่า เป็นของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) วัดระฆังโฆสิตาราม พระมหาเถระผู้มีชีวิตในยุค ๕ แผ่นดินแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย อาจด้วยเหตุที่เล่าลือกันว่า คาถานี้จะช่วยคุ้มครองให้ผู้สวดปลอดภัยจากภยันตรายใดๆทั้งปวง เพราะเนื้อความในคาถาเป็นการอัญเชิญพระอรหันตเถระมาสถิตยังอวัยวะต่างๆของร่างกายและอัญเชิญพระปริตรทั้งหลายมาปกป้องรอบทิศ อย่างไรก็ตาม คาถานี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร กลับมีผู้ทราบไม่มากนัก

SomdejTo_SomdejNgan

จากหนังสือ ประวัติคาถาชินบัญชร เรียบเรียงโดย สุเชาวน์ พลอยชุม จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๙ (ต่อมาได้แก้ไขปรับปรุงและจัดพิมพ์อีกหลายครั้ง โดยฉบับที่อ้างอิงในบทความนี้คือ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๕ เมื่อปี ๒๕๔๓) ได้รวบรวมที่มาที่ไปของคาถานี้โดยละเอียด แม้ว่ายังไม่ได้หลักฐานข้อสรุปที่แน่นอน แต่พอเห็นภาพที่ชัดเจน จึงขอนำมาเล่าโดยสรุปดังนี้

คาถานี้เป็นที่แพร่หลาย ไม่เฉพาะในไทย แต่ยังแพร่หลายในพม่า และศรีลังกาอีกด้วย ในพม่าเรียกกันว่า “รตนาชวยใช่” แปลว่า กรงทองแห่งพระรัตนตรัย มีคาถา ๑๔ บท ส่วนในศรีลังกา มีการจัดพิมพ์อยู่ในหนังสือ The Mirror of the Dhamma (กระจกธรรม) ซึ่งพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ ของศรีลังกา (ตรงกับ พ.ศ.๒๕๐๓ ของไทย) เรียกว่า ชินบัญชร เช่นกัน แต่มีทั้งหมดคาถา ๒๒ บท โดย ๑๔ บทแรกตรงกับของไทยและพม่า (จำนวนบทตรงกัน แต่มีข้อแตกต่างในรายละเอียด)

คาถาชินบัญชรนี้ เจ้าประคุณสมเด็จฯโต ไม่ได้เป็นผู้รจนาขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่นำเอาคาถาที่มีมาแต่เดิมมาปรับปรุงแก้ไข ตัวคาถาเดิมนั้นเป็นที่แพร่หลายในหมู่ประชาชนทางเมืองเหนือมาแต่โบราณ รู้จักกันในนามว่า “สูตรเชยยเบงชร” หรือออกเสียงตามสำเนียงพื้นเมืองว่า “ไจยะเบงจร” มีการจดจารึกด้วยอักษรล้านนา ฉบับเก่าแก่ที่สุดที่สำรวจพบตอนนี้คือ ฉบับของวัดชัยมงคลเวียงใต้ จังหวัดน่าน เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๔ แต่คาถานี้เกิดมาก่อนหน้านั้น ไม่น้อยกว่า ๔๐๐ ปีมาแล้ว คุณสุเชาวน์ พลอยชุม สันนิษฐานว่า น่าจะแต่งขึ้นที่เมืองเชียงใหม่ อย่างช้าไม่เกินสมัยพระเจ้าติโลกราชมหาราช อย่างเร็วไม่เกินสมัยพระเจ้าอโนรธา นั่นคือ คาถานี้น่าจะแต่งขึ้น ระหว่าง พ.ศ. ๑๙๘๒-๒๑๕๐ และคงแต่งโดย พระเถระชาวล้านนาซึ่งไม่ปรากฏชื่อแน่ชัด เมื่อเป็นที่นิยมในล้านนา ก็ได้แพร่หลายไปในพม่าและศรีลังกา ต่อมา เจ้าประคุณสมเด็จฯ โต ได้นำมาปรับปรุงแก้ไขพร้อมเรียกชื่อเสียใหม่ว่า “ชินบัญชร” จนเป็นที่นิยมในไทย

ชาวเมืองเหนือมีความศรัทธาเชื่อถือในคาถานี้อย่างกว้างขวาง ใช้ในพิธีกรรมสำคัญต่างๆ เช่น สวดสืบชาตา ขึ้นบ้านใหม่ ขึ้นธาตุ ขึ้นถ้ำ สวดขอฝน นอกจากนี้ ยังนิยมเอาบางตอนของคาถานี้ (คือคาถาที่ ๑๐, ๑๑, ๑๒) มาเขียนย่อเป็นยันต์ลงในแผ่นกระดาษหรือแผ่นผ้าขนาดสี่เหลี่ยมสำหรับติดที่ปลายเสาดั้งของบ้านเรือน โบสถ์ วิหาร เพื่อป้องกันฟ้าผ่า ไฟไหม้ เรียกว่า “ยันต์เทียนหัวเสา” บ้าง “ยันต์เสาดั้ง” บ้าง “ยันต์ฟ้าฟิก” บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทว่า “ระตะนัง ปุระโต อาสิ” ของคาถาชินบัญชรนั้นถือกันว่าเป็นหัวใจของคาถาชินบัญชร ถือกันในทางไสยศาสตร์ว่าขลังนัก เรียกกันว่า “คาถาตาลเหี้ยน” เพราะอยู่ยงคงกระพันถึงขนาดยิงจนยอดตาลเหี้ยนก็ไม่เป็นอันตราย

เนื่องจาก คาถาชินบัญชร ฉบับวัดระฆังโฆสิตาราม เป็นที่แพร่หลายในเมืองไทยมากอยู่แล้ว ผมขอนำคาถาชินบัญชร ฉบับปรับปรุงแก้ไขโดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ วัดบวรนิเวศวิหาร จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาลง ณ ที่นี้ (โดยพิมพ์เป็นตัวอ่านแบบไทยเพื่อความสะดวกในการสวด) เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย

คาถาชินบัญชร ฉบับปรับปรุงโดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

ก่อนสวด ให้ตั้ง นะโมฯ ๓ จบ

๑.ชะยาสะนะคะตาพุทธา  เชตะวามารังสวาหินิง
จะตุสัจจามะตะระสัง  เยปิวิงสุนะราสะภา

๒. ตัณหังกะราทะโยพุทธา  อัฏฐะวีสะตินายะกา
สัพเพปะติฏฐิตามัยหัง  มัตถะเกเตมุนิสสะรา

๓. สิเรปะติฏฐิโตพุทโธ  ธัมโมจะมะมะโลจะเน
สังโฆปะติฏฐิโตมัยหัง  อุเรสัพพะคุณากะโร

๔. หะทะเยเมอะนุรุทโธ  สารีปุตโตจะทักขิเณ
โกณฑัญโญปิฏฐิภาคัสมิง  โมคคัลลาโนสิวามะเก

๕. ทักขิเณสะวะเนมัยหัง  อาสุงอานันทะราหุลา
กัสสะโปจะมะหานาโม  อุโภสุงวามะโสตะเก

๖. เกสันเตปิฏฐิภาคัสมิง สุริโยวะปะภังกะโร
นิสินโนสิริสัมปันโน  โสภิโตมุนิปุงคะโว

๗. กุมาระกัสสะโปเถโร มะเหสีจิตตะวาทะโก
โสมัยหังวะทะเนนิจจัง  ปะติฏฐาติคุณากะโร

๘. ปุณโณอังคุลิมาโลจะ  อุปาลีนันทะสีวะลี
เถราปัญจะอิเมชาตา  นะลาเฏติละกามะมะ

๙. เสสาสีติมะหาเถรา  วิชิตาชินะสาวะกา
ชะลันตาสีละเตเชนะ  อังคะมังเคสุสัณฐิตา

๑๐. ระตะนังปุระโตอาสิ  ทักขิเณเมตตะสุตตะกัง
ธะชัคคังปัจฉะโตอาสิ  วาเมอังคุลิมาละกัง

๑๑. ขันโธโมระปะริตตัญจะ  อาฏานาฏิยะสุตตะกัง
อากาสัจฉะทะนังอาสิ  เสสาปาการะสัญญิตา

๑๒. ชินาณาขะละสังยุตเต  ธัมมะปาการะลังกะเต
วะสะโตเมจะตุกิจเจนะ  สะทาสัมพุทธะปัญชะเร

๑๓. วาตะปิตตาทิสัญชาตา  พาหิรัชฌัตตุปัททะวา
อะเสสาวินะยังยันตุ  อนันตะชินะเตชะสา

๑๔. ชินะปัญชะระมัชฌัฏฐัง  วิหะรันตังมะหีตะเล
สะทาปาเลนตุมังสัพเพ  เตมะหาปุริสาสะภา

อิจเจวะมัจจันตะกะโตสุรักโข
ชินานุภาเวนะชิตุปัททะโว
ธัมมนานุภาเวนะชิตาริสังโค
สังฆานุภาเวนะชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะปัญชะเร.

คำแปลคาถาชินบัญชร

๑. พระพุทธะทั้งหลายทรงชนะมารพร้อมทั้งเสนาพาหนะเสด็จสู่พระที่นั่งแห่งชัยชนะแล้ว พระพุทธะเหล่าใดเล่าทรงเป็นผู้ประเสริฐแห่งนรชน ทรงดื่มอมตรสแห่งสัจจะทั้ง ๔ แล้ว

๒. พระพุทธะทั้งหลาย ๒๘ พระองค์ มีพระตัณหังกร เป็นต้น ทรงเป็นพระนายกผู้นำโลก พระมุเนศวรจอมมุนี ทุกพระองค์นั้น ทรงสถิตประทับบนกระหม่อมแห่งข้าพระเจ้า

๓. พระพุทธะทั้งหลายทรงสถิตประทับบนศีรษะ พระธรรมสถิตประทับที่ดวงตาของข้าพระเจ้า พระสงฆ์ผู้เป็นบ่อเกิดแห่งคุณทั้งปวงสถิตประทับที่อุระของข้าพระเจ้า

๔. พระอนุรุทธะประทับที่หทัย พระสารีบุตรประทับที่เบื้องขวา พระโกณฑัญญะประทับที่เบื้องหลัง พระโมคคัลลานะประทับที่เบื้องซ้าย

๕. พระอานนท์และพระราหุลประทับที่หูเบื้องขวาของข้าพระเจ้า พระกัสสปะและพระมหานามทั้ง ๒ ประทับที่หูเบื้องซ้าย

๖. พระโสภิตผู้เป็นมุนีที่แกล้วกล้า ถึงพร้อมด้วยสิริเหมือนอย่างดวงอาทิตย์ส่องแสงสว่าง ประทับที่สุดผมส่วนเบื้องหลัง

๗. พระเถระผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ผู้มีวาทะอันวิจิตรชื่อพระกุมาระกัสสปะ ผู้เป็นบ่อเกิดแห่งคุณนั้น ประทับที่ปากของข้าพระเจ้าเป็นนิตย์

๘. พระเถระ ๕ พระองค์เหล่านี้ คือ พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ พระสีวลี เกิดเหมือนอย่างดิลก (รอยเจิม) ที่หน้าผากของข้าพระเจ้า

๙. พระมหาเถระทั้งหลาย ๘๐ ที่เหลือจากนี้ ผู้ชนะ ผู้เป็นสาวกของพระพุทธะผู้ทรงชนะ รุ่งเรืองอยู่ด้วยเดชแห่งศีลสถิตอยู่ที่อังคาพยพทั้งหลาย

๑๐. พระรตนสูตรประจุอยู่เบื้องหน้า พระเมตตสูตร ประจุอยู่เบื้องขวา พระธชัคคสูตรประจุอยู่เบื้องหลัง พระอังคุลิมาลสูตรประจุอยู่เบื้องซ้าย

๑๑. พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร เป็นเหมือนอย่างฟ้าครอบ พระสูตรปริตรทั้งหลายที่เหลือกำหนดหมายเป็นปราการ

๑๒. เมื่อข้าพระเจ้าอาศัยอยู่ด้วยกิจทั้ง ๔ อย่าง ในบัญชรแห่งพระสัมพุทธะ ประกอบด้วยลานเขตแห่งอาณาอำนาจแห่งพระพุทธะผู้ทรงชนะ ประดับด้วยปราการ คือ พระธรรม ทุกเมื่อ

๑๓. ขออุปัทวะ (เครื่องขัดข้อง) ทั้งภายนอกทั้งภายในทั้งหลาย ที่เกิดจากลมและน้ำดีเป็นต้น จงถึงความสิ้นไป ไม่มีเหลือด้วยเดชแห่งพระชินะผู้ไม่มีที่สุด

๑๔. ขอพระมหาบุรุษผู้เลิศกล้าทั้งหลายทั้งปวงนั้น โปรดอภิบาลข้าพระเจ้าผู้สถิตในท่ามกลางแห่งพระชินบัญชรอยู่บนพื้นแผ่นดินทุกเมื่อ

ข้าพระเจ้ามีความรักษาดี โดยทำให้ครบถ้วนทุกทางอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ขอจงชนะอุปัทวะด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธะผู้ทรงชนะ ชนะข้าศึกขัดข้องด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ อันอานุภาพแห่งพระสัทธรรมอภิบาล ประพฤติอยู่ในพระชินบัญชร เทอญ.

 

คาถาพระพุทธอุดมสมบูรณ์

โดย พงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตย
23 กรกฎาคม 2559

เป็นที่รู้กันในหมู่ลูกศิษย์ว่า สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหมฺคุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร องค์ปัจจุบัน ท่านนิยมสร้างพระกริ่งพระพุทธอุดมสมบูรณ์ ในวาระต่างๆ อยู่เสมอ ที่มาที่ไปของเรื่องนี้ มีเรื่องเล่ามาว่า

เมื่อปี ๒๕๓๓ ขณะสมเด็จพระวันรัตดำรงสมณศักดิ์ที่ พระราชสุมนต์มุนี ได้รับพระพุทธรูปงาแกะขนาดเล็ก ศิลปะแบบจีน จากเมืองซัวเถา สาธารณรัฐประชาชนจีน พระพุทธรูปองค์นี้แกะสลักจากงาช้างด้วยฝีมือช่างชั้นเยี่ยม เป็นพระพุทธรูปแบบขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย พระหัตถ์ซ้ายถือลูกแก้ว ลำพระองค์อวบอ้วน ประทับนั่งบนฐานบัวสองชั้น แสดงถึงความสุขสมบูรณ์ทางร่างกาย อันหมายถึงความมั่งมีและสมบูรณ์พร้อมด้วยความสุข พระเดชพระคุณท่านจึงได้ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระพุทธอุดมสมบูรณ์”

หลังจากนั้น พระเดชพระคุณท่านได้จัดสร้างพระกริ่ง ซึ่งจำลองแบบสร้างจากพระพุทธอุดมสมบูรณ์ อีกหลายต่อหลายรุ่น ซึ่งเรียกกันว่า “พระกริ่งพระพุทธอุดมสมบูรณ์” และจากรูปลักษณะขององค์พระที่มีลักษณะอวบอ้วนอุดมสมบูรณ์ จึงมักเรียกกันในบรรดาหมู่ลูกศิษย์ว่า “พระกริ่งปุ้มปุ้ย”

img_1575
พระพุทธอุดมสมบูรณ์ พระพุทธรูป ที่ วิหารพระพุทธอุดมสมบูรณ์ วัดคีรีวิหาร จ.ตราด

ในหนังสือ “ประวัติพระกริ่งพระพุทธอุดมสมบูรณ์” ตอนท้ายหนังสือ ได้ตีพิมพ์ คาถาบูชาพระพุทธอุดมสมบูรณ์ เอาไว้ ซึ่งคาถาดังกล่าวคือ ธรรมะว่าด้วย อริยทรัพย์ ๗ หรือ ทรัพย์อันประเสริฐ ๗ ประการ อันได้แก่

ศรัทธา (เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ เชื่อในกฎแห่งกรรม เชื่อในธรรมะของพระพุทธเจ้า),

ศีล (รักษากายวาจาให้ดี),

หิริ (ละอายต่อบาป),

โอตตัปปะ (เกรงกลัวต่อบาป),

สุตะ (การฟังธรรม รวมถึงการอ่าน),

จาคะ (บริจาคเพื่อลดตระหนี่)

และปัญญา (รู้จักเหตุและผลตามความเป็นจริง)

ท่านกล่าวเอาไว้ว่า ผู้ใดมีอริยทรัพย์ ผู้นั้นย่อมเป็นคนมั่งมี เป็นผู้ไม่จน ชีวิตย่อมไม่สูญเปล่า ทรัพย์อื่นใด หามาแล้วนำไปซื้ออย่างอื่นก็ย่อมหมดไป แต่อริยทรัพย์ ได้มาแล้วไปซื้อคุณธรรมอื่นๆ ก็ไม่มีวันหมดสิ้น

คาถาบูชาพระพุทธอุดมสมบูรณ์

(ตั้ง นะโม ๓ จบ)

สัทธาธะนัง สีละธะนัง หิริโอตตัปปิยัง ธะนัง

สุตะธะนัญจะ จาโค จะ ปัญญา เว สัตตะมัง ธะนัง

ยัสสะ เอตา ธะนา อัตถิ อิตถิยา ปุริสัสสะ วา

อะทะลิทโทติ ตัง อาหุ อะโมฆัง ตัสสะ ชีวิตัง ฯ

(๓ จบ)

สำหรับคำแปลของคาถานี้ ขอนำส่วนหนึ่งจากเทศนากัณฑ์ “อริยทรัพย์” โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เมื่อครั้งบรรพชาเป็นสามเณรพรรษาแรก ที่วัดเทวสังฆาราม จ.กาญจนบุรี เป็นเทศน์กัณฑ์แรกในชีวิตของพระองค์ท่าน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ ดังนี้

“ทรัพย์คือสัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ
ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญาเป็นที่ ๗
ทรัพย์เหล่านี้มีอยู่แก่บุคคลผู้ใด จะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม
บัณฑิตกล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้ไม่จน แลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้นั้นไม่เปล่า”

สมเด็จพระวันรัต ท่านเป็นพระเถระ ผู้ซึ่งสอนธรรมะแทรกลงไปในทุกเรื่องเสมอ ท่านเคยสอนผมว่า เวลาสวดมนต์ ให้เลือกสวดบทที่มีธรรมะด้วย จะได้ทั้งศรัทธาและปัญญาไปพร้อมกัน ดังนั้น พระเครื่องที่ท่านสร้างขึ้น จึงแฝงหลักการนี้ไปด้วย นั่นคือ คนส่วนใหญ่บูชาพระเครื่องด้วยศรัทธา หวังพึ่งอำนาจบารมีของพระเครื่องมาคุ้มครองและส่งเสริมตัวเรา ชื่อพระกริ่งพระพุทธอุดมสมบูรณ์ ก็เช่นกัน บรรดาลูกศิษย์ส่วนใหญ่ต่างบูชามุ่งหวังจะเคล็ดว่า บูชาพระแล้ว ตัวเราเองจะเกิดความอุดมสมบูรณ์ดังเช่นชื่อของพระ สมเด็จพระวันรัตจึงมอบคาถาอริยทรัพย์มาให้สวดบูชา เพื่อที่ผู้สวดจะได้รับธรรมะที่อยู่ใน อริยทรัพย์ ไปพร้อมกัน จะได้เกิด ปัญญา ที่จะมองเห็นว่า ทรัพย์สำคัญที่สุดที่เราควรสะสม ก็คือ อริยทรัพย์ นั่นเอง