jump to navigation

สัดส่วนทองคำ พระสมเด็จวัดระฆัง และเลขศาสตร์ ่12 กรกฎาคม, 2012

Posted by starseerblog in เกร็ดโหรา.
Tags: , ,
add a comment

วันนี้ (12 ก.ค. 55) อ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หน้าจุดประกาย เจอบทความที่น่าสนใจ “ข้างหลังพระ (สมเด็จฯ)” เขียนโดย คุณกวิน ธาราพิพัฒนกุล เนื้อหากล่าวถึง หลวงวิจารณ์เจียรนัย หัวหน้าช่างทองหลวงในราชสำนักรัชกาลที่ 4 เป็นผู้แกะแม่พิมพ์ที่ใช้สร้างพระเครื่องถวายสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต วัดระฆังฯ โดยใช้สัดส่วนทองคำ (Golden Ratio) จนกลายเป็น พระสมเด็จฯ อันเป็นตำนานแห่งวงการพระเครื่องไทย

สัดส่วนทองคำ คือ 1:1.61803399… เป็นสัดส่วนเลขคงที่ปรากฏตั้งแต่อารยธรรมกรีก พบในอนุกรมคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า อนุกรมฟีโบนาชี่ (Fibonacci Series) ค่าสัดส่วนทองคำนี้ถูกนำไปใช้ในการออกแบบสถาปัตยกรรมชั้นเลิศ ไม่ว่าจะเป็น วิหารพาเธนอนในกรีก ทัชมาฮาลในอินเดีย รวมไปถึงงานจิตรกรรม ประติมากรรม นอกจากนี้ ในวงการการเงิน นักวิเคราะห์แบบเทคนิคก็นำสัดส่วนนี้มาใช้ในทฤษฎีคลื่นเอลเลียต (Elliot Wave) กันอย่างกว้างขวาง

ในบทความดังกล่าว บอกว่า ความยาวของฐานองค์พระสมเด็จฯ ต่อ ความสูงจากฐานพระถึงจรดปลายพระเกศาขององค์พระ จะเท่ากับสัดส่วน 1:1.618 พอดี นั่นทำให้พระสมเด็จฯของสมเด็จโตจึงมีสัดส่วนสมบูรณ์แบบ ส่งผลให้เป็นพระเครื่องในตำนาน

ในมุมมองของเลขศาสตร์ หากเรานำตัวเลข 1.61803399… มาบวกกัน แม้ว่าเลข 9 ที่ต่อท้ายจะไม่สิ้นสุด แต่ไม่เป็นปัญหาในวิชาเลขศาสตร์ เพราะเลข 9 ไปบวกกับเลขอะไรก็ตาม ก็ได้ผลลัพธ์เป็นเลขตัวนั้นเหมือนเดิม กรณีนี้ 1+6+1+8+0+3+3+9+9 = 40 เอาเลข 4+0 = 4

ตำราเลขศาสตร์ไคโร ระบุว่า เลข 4 คือดาวมฤตยู (Uranus) บุคคลเลข 4 เป็นบุคคลที่มีบุคลิกเป็นตัวของตัวเอง มีมุมมองที่แตกต่างจากคนอื่นเสมอ นั่นอาจส่งผลให้งานที่ใช้สัดส่วนทองคำนี้มีความแตกต่างจากงานทั่วไปก็เป็นได้

และหากเราวิเคราะห์จากวิชาเลขศาสตร์ไพ่ทาโรต์ที่อาจารย์กามลสอนเอาไว้ เลข 4 คือไพ่จักรพรรดิ (Emperor) ซึ่งหมายถึง ชนชั้นผู้นำ ผู้ทรงเกียรติยศศักดิ์ศรี ความหรูหราใหญ่โต ความยิ่งใหญ่อลังการ นั่นทำให้สัดส่วนทองคำจึงเป็นตัวเลขแห่งความยิ่งใหญ่สมกับการเป็นสัดส่วนทองคำนั่นเอง

โดย Pallas แห่ง http://www.horauranian.com

เลขศาสตร์ไคโร ่12 กรกฎาคม, 2012

Posted by starseerblog in เกร็ดโหรา.
Tags: , , ,
add a comment

เลขศาสตร์ (Numerology) เป็นพยากรณ์ศาสตร์แขนงหนึ่ง ที่พัฒนามาตั้งแต่ยุคเมโสโปเตเมีย โดยชาวคาลเดียนและชาวอียิปต์ ต่อมาได้ส่งต่อผ่านมาทางฮิบรู เลขศาสตร์ได้รับความนิยมรุ่งเรืองมากในสมัยของโหรที่ใช้ชื่อว่า “ไคโร (Cheiro)” ชาวไอริช ซึ่งมีชีวิตระหว่าง ค.ศ. 1866-1936

ไคโร

ชื่อจริงของไคโรก็คือ วิลเลียม จอห์น วอร์เนอร์ (William John Warner) เป็นชาวไอริช เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1866 ในหมู่บ้านนอกเมืองดับลิน ไอร์แลนด์ จากข้อมูลใน Astrodatabank ให้เวลาเกิดเขาที่ 10:53 LMT Dublin, Ireland (Astro databank ให้ความน่าเชื่อถือของข้อมูลระดับ A คือมาจากความจำ) นอกจากนี้ เขายังมีชื่ออีกชื่อหนึ่งคือ เคานท์ หลุยส์ แฮมอน (Count Louis Hamon หรือ Count Leigh de Hamong) เพื่อแสดงว่าเขาสืบเชื้อสายมาจากชนชั้นสูงชาวนอร์แมน (กลุ่มคนในยุคโบราณทางตอนเหนือของฝรั่งเศส) ไคโรได้เล่าไว้ในบันทึกความจำเขาว่า เขาได้รับความรู้การพยากรณ์มาจากอินเดีย ตอนวัยรุ่น เขาเดินทางมาท่าเรือเมืองบอมเบย์ ได้พบกับคุรุที่เป็นพราห์มผู้ซึ่งพาเขาไปยังหมู่บ้านในแคว้นมหาราช ที่นั่นเขาได้ศึกษาการอ่านลายมือจากตำราโบราณเป็นเวลา 2 ปี จากนั้นเขาจึงเดินทางกลับกรุงลอนดอนแล้วเริ่มต้นอาชีพนักพยากรณ์ลายมือ

ไคโรได้พยากรณ์ให้กับบุคคลผู้มีชื่อเสียง กษัตริย์ และชนชั้นนำต่างๆมากมาย เช่น มาร์ค ทเวน นักเขียนชื่อดัง, ออสการ์ ไวลด์ นักเขียนชาวไอริชชื่อดัง, โธมัส เอดิสัน ยอดนักประดิษฐ์, วิลเลียม แกลดสโตน อดีตนายกฯอังกฤษ ฯลฯ คำพยากรณ์ที่โด่งดังของไคโรมีมากมาย และถูกเล่าต่อๆกันจนดูเหมือนปาฏิหาริย์ เช่น ไคโรได้พยากรณ์วันสวรรคตของพระราชินีวิคตอเรีย, เดือนและปีที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 จะสวรรคต, ชะตากรรมอันมืดมนของซาร์องค์สุดท้ายของรัสเซีย, การลอบสังหารกษัตริย์ฮัมเบิร์ทของอิตาลี ฯลฯ

หนึ่งในคำพยากรณ์ที่โด่งดัง ก็คือการพยากรณ์การเสียชีวิตของลอร์ดคิทเช่นเนอร์ล่วงหน้า 22 ปี โดยเขาพยากรณ์เรื่องนี้ที่กระทรวงกลาโหม (the War Office) ว่าลอร์ดคิทเช่นเนอร์จะเสียชีวิตเมื่ออายุ 66 ปี โดยไม่ได้ตายอย่างที่ทหารทั่วไปคาดไว้ แต่ความตายของเขามีสาเหตุจากน้ำ อาจเป็นพายุหรือภัยจากทะเล ส่งผลให้มีโอกาสถูกจับจากข้าศึก ลอร์ดคิทเช่นเนอร์ได้เล่าเรื่องนี้ให้นายทหารฟังระหว่างอยู่แนวหน้าในสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่อมา เมื่อลอร์ดคิทเช่นเนอร์อายุ 66 ปี ได้ลงเรือรบแฮมป์เชียร์ เพื่อไปปฏิบัติภารกิจทางการทูตกับรัสเซีย แต่เรือเจอทุ่นระเบิดของเยอรมัน ทำให้จมลง และลอร์ดคิทเช่นเนอร์เสียชีวิต

ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับคำพยากรณ์ที่ไคโรทำนายนักหนังสือพิมพ์ชื่อดัง วิลเลียม สตีด ว่าจะเสียชีวิตจากเรือ ก่อนที่สตีดจะเสียชีวิตในเรือไททานิคที่จมลง

ต่อมาไคโรได้ย้ายจากอังกฤษมาอยู่ที่เมืองฮอลลีวูด ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาดูลายมือให้ลูกค้าอย่างน้อย 20 รายต่อวัน หรือประมาณ 6,000 คนต่อปี ถือว่าเป็นหมอดูที่ hot มากในยุคนั้น

ไคโรเสียชีวิตเมื่อ 8 ตุลาคม 1936

คำว่า “ไคโร” (Cheiro) นั้น มาจากภาษากรีกคือ Kheir ที่แปลว่า มือ เนื่องจากไคโรเป็นนักพยากรณ์ที่โดดเด่นในเรื่องดูลายมือนั่นเอง ศัพท์ภาษาอังกฤษที่หมายถึงการพยากรณ์จากลายมือนั้น นอกจากคำว่า Palmistry แล้วก็ยังใช้ Cheiromancy อีกด้วย

ตัวไคโรนั้นได้อธิบายตัวเขาว่า เป็นผู้มีตาทิพย์ และสอนวิชาพยากรณ์จากลายมือ โหราศาสตร์ และเลขศาสตร์ (ที่มีรากจากคาลเดียน)

ตำรา “Cheiro’s Book of Numbers” คือตำราคลาสสิคของวิชาเลขศาสตร์ ที่นักพยากรณ์เลขศาสตร์ต้องอ่าน ในตำราเล่มนี้ ท่านได้กำหนดค่าตัวเลขให้กับตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้ง 26 ตัว โดยเป็นผลจากการค้นคว้าของชาวคาลเดียนโบราณและตัวอักษรฮิบรู ทำให้สามารถถอดรหัสชื่อของคนออกมาเป็นตัวเลขและใช้พยากรณ์ได้ นั่นคือ

เลข 1 ได้แก่ A, I, J, Q, Y

เลข 2 ได้แก่ B, K, R

เลข 3 ได้แก่ C, G, L, S

เลข 4 ได้แก่ D, M, T

เลข 5 ได้แก่ E, H, N, X

เลข 6 ได้แก่ U, V, W

เลข 7 ได้แก่ O, Z

เลข 8 ได้แก่ F, P

เลข 9 ไม่มีการกำหนดค่าให้ตัวอักษรใด เพราะถือว่าเป็นเลขที่ยิ่งใหญ่ หมายถึงอักษร 9 ตัว อันเป็นชื่อของพระเจ้า

อ.พลูหลวง

สำหรับประเทศไทยนั้น อาจารย์พลูหลวง ปรมาจารย์โหราศาสตร์ไทย ท่านได้คิดค้นและกำหนดค่าตัวเลขให้กับอักษรไทยเช่นกัน โดยท่านเปรียบเทียบจากลักษณะของเลขไทย และทดลองใช้อยู่หลายปี จนมั่นใจว่าได้ผล และเผยแพร่ออกมาในตำรา “พื้นฐานของโหราศาสตร์ (ความมหัศจรรย์ของตัวเลข)” ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2515 ปัจจุบัน ตำราตั้งชื่อในท้องตลาดต่างก็ใช้สูตรการกำหนดค่าตัวเลขให้แต่ละตัวอักษรของท่านอาจารย์พลูหลวงทั้งสิ้น แต่น่าเสียดายที่แทบไม่มีใครอ้างอิงชื่อของท่านซึ่งเป็นผู้คิดค้นเลย

อย่างไรก็ตาม การให้ความหมายของตัวเลขของท่านอาจารย์พลูหลวงนั้น จะแตกต่างจากท่านไคโร เช่น เลข 4 ท่านไคโรกำหนดให้เป็นดาวมฤตยู (Uranus) แต่อาจารย์พลูหลวงกำหนดให้เป็นดาวพุธ ตามสัญลักษณ์ที่ใช้ในโหราศาสตร์ไทย ดังนั้น การแปลความหมายตัวเลขจึงแตกต่างกันมาก ตรงนี้เป็นเรื่องของนักพยากรณ์แต่ละท่านที่จะตัดสินใจเลือกใช้ระบบใดตามแต่ความเชื่อและความรู้ของแต่ละท่าน